- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นโจรป่า ขอด่าฟ้าแล้วคว้าบัลลังก์
- บทที่ 28 - ออกจากเมืองหลวงอีกครา แวะสังหารหัวหน้าส่วนงานที่หนึ่ง
บทที่ 28 - ออกจากเมืองหลวงอีกครา แวะสังหารหัวหน้าส่วนงานที่หนึ่ง
บทที่ 28 - ออกจากเมืองหลวงอีกครา แวะสังหารหัวหน้าส่วนงานที่หนึ่ง
บทที่ 28 - ออกจากเมืองหลวงอีกครา แวะสังหารหัวหน้าส่วนงานที่หนึ่ง
ฟ่านเสียนดูกลัดกลุ้มใจก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่ม
"ข้าไม่อยากฆ่าคน มีคนรับผิดชอบต่อความพิการของเถิงจื่อจิงแล้ว ความจริงเรื่องนี้ก็ควรจะจบลงเพียงเท่านี้"
ขอไว้อาลัยให้หลินก่งสักสองสามวินาที ตอนนี้เถิงจื่อจิงแค่พิการขาไปข้างหนึ่งเท่านั้น
แต่ท่านอาอู่จู๋ของฟ่านเสียนกลับมองว่าการที่หลินก่งคิดจะฆ่าฟ่านเสียนนั้นเป็นเรื่องอันตรายเกินไป จึงลงมือเด็ดหัวหลินก่งทิ้งอย่างเฉียบขาด
เมื่อเผชิญกับท่าทีบ่ายเบี่ยงของฟ่านเสียนเช่นนี้
หลิวหงเพียงแค่ปรายตามอง คล้ายกับว่าเรื่องการสังหารจูก๋อไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น งั้นก็พักเรื่องการฆ่าจูก๋อไว้ก่อนเถอะ! อีกไม่กี่วันข้าก็จะเดินทางไปเมืองติ้งโจวแล้ว ยังไงเสียสงครามก็ใกล้จะปะทุเต็มที"
เมื่อฟ่านรั่วรั่วได้ยินประโยคนี้ นางก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป
นางแอบกระทุ้งศอกใส่ไหล่ฟ่านเสียนเบาๆ แล้วกระซิบ
"พี่คะ ถ้าหลิวหงไปแล้ว ก็จะเหลือพี่อยู่ในเมืองหลวงแค่คนเดียวนะ พี่จะต้องทนรับมือกับการกลั่นแกล้งของจูก๋อไปตลอดงั้นหรือ"
ฟ่านเสียนยังคงลังเล พูดตามตรงก็คือเขามีความเมตตาแบบสตรีที่ใจอ่อนไม่เข้าเรื่อง
ฟ่านเสียนในเวอร์ชันซีรีส์นั้นไม่ได้มีความเหี้ยมโหดหรือความฉลาดแกมโกงเหมือนในนิยายเลยสักนิด
แต่ก็เพราะเหตุนี้แหละ หลิวหงถึงได้รู้สึกวางใจในตัวฟ่านเสียนมากนัก
หลิวหงถอนหายใจพลางคีบกับข้าวเข้าปากไปสองสามคำ
ในใจของเขาเลิกคาดหวังให้ฟ่านเสียนเป็นคนลงมือฆ่าจูก๋อไปแล้ว
จู่ๆ ภายในหออีสือจวีก็เกิดความวุ่นวายขึ้น อิ่งจื่อผู้สวมหน้ากากเกราะดำเดินจ้ำอ้าวเข้ามาหาฟ่านเสียนแล้วกระซิบเสียงต่ำ
"มีคนต้องการลอบสังหารท่านผู้อำนวยการ ตอนนี้อยู่ที่สำนักตรวจสอบแล้ว"
ฟ่านเสียนลุกพรวดขึ้นด้วยความร้อนรนและรีบวิ่งออกไปทันที
หวังฉี่เหนียนทำหน้ามุ่ย เขามองดูฟ่านเสียนที่ก้าวเท้ายาวๆ ตามอิ่งจื่อไปแล้วก็จำใจต้องวิ่งตามไปอย่างเสียไม่ได้
หลิวหงเผยรอยยิ้มออกมา
ดูเหมือนเฉินผิงผิงเองก็ตระหนักดีว่าจูก๋อเป็นภัยคุกคามต่อฟ่านเสียนมากแค่ไหน
แผนการลอบสังหารจูก๋อถือว่าสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว
ฟ่านรั่วรั่วเห็นหลิวหงยังคงนั่งกินข้าวอย่างใจเย็นก็นึกขัดใจ
"ผู้บัญชาการหลิว พี่ชายข้าไปสำนักตรวจสอบกำลังตกอยู่ในอันตราย ตอนนี้ท่านกลับนั่งกินข้าวอย่างสบายใจ ท่านไม่รู้สึกเป็นห่วงบ้างเลยหรือ"
หยางตู้หน้าตึงขึ้นมาทันที เขารู้สึกว่าคำพูดของฟ่านรั่วรั่วนั้นแทงหูยิ่งนัก
ตอนนี้หลิวหงเป็นถึงผู้บัญชาการขั้นสี่ที่กุมกำลังทหารนับหมื่นนาย
สถานะแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้เป็นสุนัขรับใช้ของตระกูลฟ่านอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นหุ้นส่วนที่ร่วมมือกันต่างหาก
คำพูดของฟ่านรั่วรั่วประโยคนี้ ไม่ได้หมายความว่านางยังมองหลิวหงเป็นแค่คนรับใช้อยู่หรอกหรือ
แต่หลิวหงกลับไม่โกรธ เขาอธิบายด้วยรอยยิ้มตาหยี
"คุณหนูรั่วรั่ว สำนักตรวจสอบเป็นสถานที่ที่แม้แต่เชื้อพระวงศ์ก็ห้ามเข้าไปก้าวก่าย หากข้าจะเข้าไปที่นั่น ข้าก็ต้องเข้าไปในฐานะนักโทษเท่านั้น"
ฟ่านรั่วรั่วถึงกับเถียงไม่ออก
ความห่วงใยทำให้ความมีเหตุผลปั่นป่วน นางลืมกฎเหล็กข้อนี้ที่ฮ่องเต้แคว้นชิ่งเป็นผู้กำหนดขึ้นด้วยพระองค์เองไปเสียสนิท
เพียงแต่... ฟ่านรั่วรั่วมองหลิวหงด้วยสายตาลึกล้ำ
สถานะของหลิวหงสูงขึ้นราวกับน้ำขึ้นเรือลอย คาดว่าเขาคงไปเกาะขาผู้มีอำนาจคนใหม่ได้แล้ว อำนาจการควบคุมที่ตระกูลฟ่านมีต่อหลิวหงกำลังลดลงจนแทบจะเหลือศูนย์
"ถ้าเช่นนั้น ผู้บัญชาการหลิวก็ทานอาหารให้อร่อยเถอะ! รั่วรั่วขอตัวกลับก่อน"
ฟ่านรั่วรั่วลุกขึ้นย่อตัวคำนับ เตรียมจะกลับไปรายงานเรื่องนี้ให้บิดาทราบ
ทว่ากลับได้ยินเสียงของหลิวหงตะโกนไล่หลังมา
"รบกวนคุณหนูรั่วรั่วอย่าลืมจ่ายค่าอาหารด้วยล่ะ ข้าไม่ได้พกเงินมา ข้าไม่อยากกินชักดาบหรอกนะ"
ฟ่านรั่วรั่วสะดุดกึกจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่
นางเร่งฝีเท้าเดินออกไปให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ดูท่าทางจะถูกหลิวหงยั่วโมโหจนควันออกหูไปแล้ว
แน่นอนว่าหลิวหงไม่มีทางที่จะไม่พกเงินมา
แต่เรื่องคุยไม่สำเร็จ จะให้เสียเงินตั้งร้อยตำลึงเพื่อกินข้าวเนี่ยนะ สมองเสื่อมหรือไง
สู้เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อหมูอ้วนๆ ได้ตั้งสิบกว่าตัว เอาไปปรับปรุงเสบียงอาหารให้พี่น้องที่เมืองติ้งโจวไม่ดีกว่าหรือ
"มา! กินกันเถอะ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด นี่คงเป็นมื้ออาหารที่ดีที่สุดในรอบหลายปีที่เราเคยกินมาเลยนะ"
หลิวหงเรียกหยางตู้กับทหารองครักษ์อีกสองสามคนมากินข้าวอย่างกระตือรือร้น
ทางฝั่งสำนักตรวจสอบคงไม่มีปัญหาอะไรหรอก เฉินผิงผิงกุมอำนาจในสำนักตรวจสอบมาตั้งหลายสิบปี จะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้เชียวหรือ
การที่หลิวหงนั่งกินดื่มอย่างสบายใจที่หออีสือจวีนั้น เขามีเหตุผลที่ไม่อาจบอกใครได้อยู่
ตอนที่ฮ่องเต้แคว้นชิ่งเรียกเข้าเฝ้าครั้งแรก หลิวหงอ้างเหตุผลสารพัดจนได้เลื่อนขั้น
แต่ครั้งที่สองนี้โชคคงไม่เข้าข้างเหมือนครั้งแรกแน่
ตอนที่เฉินผิงผิงถูกล้อม ฟ่านเสียนรุดหน้าไปช่วยเหลือ หากหลิวหงรีบร้อนไปช่วยด้วย ถึงขนาดยอมนำทหารองครักษ์บุกเข้าไปในสำนักตรวจสอบ
มันจะดูเป็นเรื่องที่สมควรหรือ!
นั่นมันแสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่าเขาเป็นลูกน้องผู้ภักดีของฟ่านเสียน
หลิวหงอาจจะยังไม่ตายในทันที แต่หลังจากที่ตียึดอ่าวเฉียนหลงและได้รับการแต่งตั้งเป็นป๋อเจวี๋ยแล้ว เขาคงต้องถูกกำจัดทิ้งอย่างแน่นอน
ภายในห้องทรงพระอักษรในพระราชวัง ฮ่องเต้แคว้นชิ่งเอนพระวรกายตรวจฎีกาอย่างเกียจคร้าน
"เฉินผิงผิงเตรียมจะทดสอบฟ่านเสียนแล้วใช่ไหม"
"พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท! คุณชายฟ่านช่างเป็นคนมีน้ำใจและยึดมั่นในคุณธรรมจริงๆ พอได้ยินข่าวปุ๊บก็ควบม้าไปช่วยทันทีเลยพ่ะย่ะค่ะ"
ขันทีโฮ่วรีบกราบทูล
ฮ่องเต้แคว้นชิ่งส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ดูเหมือนจะทรงไม่ค่อยพอพระทัยความใสซื่อของพระโอรสแท้ๆ สักเท่าไรนัก ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย
"แล้วเจ้าเด็กหลิวหงได้ไปช่วยด้วยหรือเปล่า"
ขันทีโฮ่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า
"ไม่ได้ไปพ่ะย่ะค่ะ ผู้บัญชาการหลิวดูเหมือนจะไม่ใส่ใจเลย เขากำลังพาพวกทหารองครักษ์กินดื่มอย่างสนุกสนาน สงสัยคงจะเสียดายค่าอาหารของหออีสือจวีกระมังพ่ะย่ะค่ะ"
"หึหึ... อาหารมื้อละร้อยตำลึง ต่อให้เป็นเจิ้นกิน เจิ้นก็ยังรู้สึกเสียดายเลย"
ฮ่องเต้แคว้นชิ่งทรงพระสรวลออกมาด้วยความเบิกบานพระทัย
ดูท่าทางหลิวหงกับตระกูลฟ่านคงมีความสัมพันธ์แบบผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น
ในเมื่อพระองค์สามารถมอบผลประโยชน์ให้หลิวหงได้มากกว่า หลิวหงก็ย่อมไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงตระกูลฟ่านอีกต่อไป
เด็กหนุ่มคนนี้ควรค่าแก่การฟูมฟักใช้งานต่อไปจริงๆ
หลังจากกินอิ่มหนำสำราญ หลิวหงก็พาพวกทหารองครักษ์ออกจากหออีสือจวี
ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบสงบ ดูเหมือนว่าเขาจะลืมเรื่องที่เคยเสนอให้ลอบสังหารจูก๋อไปจนหมดสิ้นแล้ว
ผ่านไปสองวัน ในช่วงดึกสงัด จดหมายฉบับหนึ่งก็ถูกวางไว้บนโต๊ะหนังสือของหลิวหงอย่างเงียบเชียบ
ม่านตาของหลิวหงหดเกร็งลงเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เขาแกะซองจดหมายออกดู
"พรุ่งนี้ ป่าไผ่ชานเมือง!"
หลิวหงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"หยางตู้!"
"ขอรับใต้เท้า ข้าน้อยอยู่นี่!"
หยางตู้ที่อยู่หน้าประตูรีบเปิดประตูเข้ามาทันที
"พรุ่งนี้เช้าตรู่ เราจะออกจากเมืองหลวง ไปรวบรวมทหารองครักษ์ทั้งหมดไปรอที่ป่าไผ่"
ในฐานะคนสนิทของหลิวหง หยางตู้ย่อมเข้าใจความหมายนี้ดี
หัวใจของเขากระตุกวูบ แต่การตอบสนองกลับฉับไวไร้ความลังเล
"ขอรับ ข้าน้อยจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้"
หลิวหงใช้นิ้วเคาะโต๊ะหนังสือเบาๆ ด้วยความรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
จูก๋อเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปก็จริง แต่ความสามารถของเขานั้นเป็นของแท้ ทั้งยังจงรักภักดีต่อราชวงศ์
เพียงแต่เขาทำผิดข้อห้ามสองประการ หนึ่งคืออยากจะฆ่าฟ่านเสียนเพื่อยกสำนักตรวจสอบให้องค์หญิงใหญ่
สองคือเลือกบีบลูกพลับนิ่ม และบังเอิญเลือกมาโดนหลิวหง ทำให้ต้องกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันไป
หลิวหงเดินทางออกจากเมืองหลวง เขารวบรวมทหารองครักษ์ทั้งร้อยยี่สิบนายควบม้ามุ่งหน้าสู่ป่าไผ่อย่างรวดเร็ว
"สู้เร็วเคลมเร็ว!"
หลิวหงแค่นเสียงสั่งการ หยางตู้จัดแจงให้ทหารองครักษ์ซุ่มซ่อนตัวอยู่รอบนอกป่าไผ่
ในเวลานี้ เพราะเมื่อหลายวันก่อนเหยียนรั่วไห่ถือราชโองการมาช่วยคนนอกอย่างหลิวหง
ทำให้จูก๋อรู้สึกขัดใจเป็นอย่างมาก เขาจึงฉวยโอกาสตอนที่เหยียนรั่วไห่คิดจะกำจัดเฉินผิงผิง เตรียมจะรวบยอดเก็บทั้งสองคนนี้ไปพร้อมกันเลย
เมื่อถึงตอนนั้น สำนักตรวจสอบก็จะตกเป็นของจูก๋อแต่เพียงผู้เดียว!
ทว่าเรื่องราวกลับไม่เป็นไปตามที่คิด
เหยียนรั่วไห่กับเฉินผิงผิงสองเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่รักษาสัจจะลูกผู้ชายเลย ที่แท้ความขัดแย้งและรอยร้าวระหว่างทั้งสองคนก็เป็นเพียงแค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น
ด้วยความที่จูก๋อเป็นหัวหน้าส่วนงานที่หนึ่งและเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้
หากไม่มีหลักฐานมัดตัว เฉินผิงผิงก็จัดการกับจูก๋อได้ยาก
จูก๋อรู้ดีว่าตนเองความแตกแล้วจึงเลิกเสแสร้ง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นดุร้าย
"เหอะ! แค่พวกเจ้าสามคน วันนี้ข้าพาคนมาตั้งห้าสิบคน ความได้เปรียบยังอยู่ที่ข้า!"
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่จูก๋อก็ยังส่งสายตาบอกใบ้ให้ลูกน้องคนสนิทเตรียมพร้อม
เพื่อป้องกันไม่ให้ฟ่านเสียนพาเฉินผิงผิงหนีไปได้ เพราะฟ่านเสียนเป็นถึงยอดฝีมือระดับเจ็ด ส่วนฝีมือของเหยียนรั่วไห่ก็ใช่ย่อย
ฟ่านเสียนเข็นรถเข็นออกมาพร้อมกับกล่าวเสียงดังฟังชัด
"ใต้เท้าจูก๋อ ท่านสร้างศัตรูในเมืองหลวงไว้มากมาย ท่านลืมใครไปหรือเปล่า"
"ก็แค่พวกตัวตลกกระโดดไปมา ไร้อำนาจไร้บารมี ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ พวกมันก็ไม่มีทางก่อคลื่นลมอะไรได้หรอก"
จูก๋อทำหน้าเย้ยหยัน
พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนเป็นจังหวะ ถนนป่าไผ่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังถูกปิดกั้นด้วยทหารองครักษ์สวมเกราะเหล็ก
ก่อนจะได้ยินเสียงของหลิวหงดังกังวานก้องมา
"ใต้เท้าจูก๋อ ท่านพูดถูก ข้ามันไร้อำนาจไร้บารมี แต่ข้ามีทหารนะ!"
[จบแล้ว]