- หน้าแรก
- ทะลุมิติสามก๊ก ยอดกุนซือลับแห่งค่ายโจโฉ
- บทที่ 35 - หงส์ดรุณบังทองปรากฏตัว
บทที่ 35 - หงส์ดรุณบังทองปรากฏตัว
บทที่ 35 - หงส์ดรุณบังทองปรากฏตัว
บทที่ 35 - หงส์ดรุณบังทองปรากฏตัว
โจโฉขมวดคิ้ว "บังทองหรือ"
"ขอรับ" เทียหยกตอบ "แม้บังทองจะยังไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง ทว่าเขาเป็นยอดคนที่มีสติปัญญาเทียบเท่าจูกัดเหลียง มีฉายาว่าหงส์ดรุณ และเป็นศิษย์เอกที่ได้รับการสั่งสอนจากท่านสุมาเต็กโชขอรับ"
"ท่านสุมาเต็กโชเคยกล่าวไว้ว่า มังกรหลับหงส์ดรุณได้หนึ่งในสองย่อมครองแผ่นดิน จากคำกล่าวนี้ก็เพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่าบังซื่อหยวนมีความสามารถล้ำเลิศเพียงใด"
โจโฉย่อมรู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของจูกัดเหลียงเป็นอย่างดี ในเมื่อบังทองมีชื่อเสียงทัดเทียมจูกัดเหลียง ย่อมต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถเก่งกาจไม่แพ้กัน ความอยากได้คนเก่งมาร่วมงานจึงพวยพุ่งขึ้นมาในใจ
"รีบส่งคนออกไปค้นหาให้ทั่ว ต้องเชิญตัวบังทองมาพบข้าให้ได้"
ยิ่งมีคนเก่งมาร่วมงานมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี โดยเฉพาะยอดกุนซือผู้มีสติปัญญาพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเช่นนี้ โจโฉย่อมอ้าแขนรับด้วยความยินดี ในเวลานี้ใบหน้าของเขาถึงกับฉายแววร้อนรนออกมาให้เห็น
เทียหยกรีบประสานมือและกล่าวว่า "ข้าน้อยได้ส่งคนออกไปค้นหาแล้วขอรับ ตราบใดที่เขายังอยู่ในกังแฮ ข้าน้อยเชื่อว่าจะต้องหาตัวเขาพบอย่างแน่นอนขอรับ"
"เทียหยก เจ้าทำได้ดีมาก หากสามารถเชิญตัวบังทองมาได้จริง ข้าจะบันทึกความดีความชอบครั้งใหญ่ให้แก่เจ้า" โจโฉกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เทียหยกรีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
"ขอบพระคุณท่านอัครมหาเสนาบดีขอรับ"
ณ อำเภอหลัวเซี่ยน เล่าปี่และกองทัพกำลังตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่นี่โดยไม่รู้เลยว่ากองทัพโจโฉจะบุกมาโจมตีเมื่อใด
เล่าปี่มีสีหน้าอมทุกข์ตลอดเวลา ทว่าจูกัดเหลียงที่อยู่ข้างๆ กลับเอ่ยปลอบใจ "นายท่านโปรดอย่าได้กังวล ข้าคาดว่าทางกังตั๋งคงส่งคนเดินทางมาถึงแล้วขอรับ"
"เฮ้อ ท่านกุนซือ ซุนกวนจะยอมร่วมมือเป็นพันธมิตรกับพวกเราจริงๆ หรือ" เล่าปี่ยังคงไม่กล้าปักใจเชื่อ
ในขณะนั้นเอง ทหารนายหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามารายงานเล่าปี่
"นายท่าน มีผู้ที่อ้างตัวว่าชื่อโลซกขอเข้าพบขอรับ"
เล่าปี่ตกตะลึง เขาย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงของโลซกมาบ้าง เมื่อหันไปมองจูกัดเหลียงก็พบว่าอีกฝ่ายทำหน้าตาราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
"ท่านกุนซือ ทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านทำนายไว้จริงๆ ด้วย"
ภายในบ้านพักของชาวบ้าน โลซกได้พบกับเล่าปี่และจูกัดเหลียง
ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา แม้กองทัพของเล่าปี่จะมีไพร่พลและขุนพลเพียงน้อยนิด ทว่าเขากลับสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณแห่งความไม่ยอมแพ้ที่แฝงอยู่ในตัวทหารทุกนาย แม้จะเพิ่งผ่านพ้นความพ่ายแพ้มาหมาดๆ แต่พวกเขาก็สามารถสลัดความหวาดกลัวทิ้งไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว
สิ่งนี้ทำให้เขามองเห็นถึงศักยภาพของเล่าปี่และสติปัญญาของจูกัดเหลียง ยิ่งทำให้เขาแน่วแน่ที่จะจับมือเป็นพันธมิตรกับเล่าปี่มากยิ่งขึ้น
"คารวะท่านอาเล่าปี่ ข้าน้อยได้ยินชื่อเสียงอันเกรียงไกรของท่านมานานแล้ว วันนี้ได้มีโอกาสพบพาน นับว่าเป็นบุญตายิ่งนัก สมคำร่ำลือจริงๆ ขอรับ"
โลซกก้าวเข้าไปทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
เล่าปี่รีบคว้ามือของโลซกและเชิญให้เขานั่งลง
"ข้าเองก็ชื่นชมสติปัญญาและความสามารถของท่านโลจื่อจิ้งแห่งกังตั๋งมานานแล้วเช่นกัน"
หลังจากกล่าวทักทายกันพอเป็นพิธี โลซกก็ทำทีเป็นถอนหายใจยาว
"ท่านอาเล่าปี่ สถานการณ์ของท่านและกังตั๋งของพวกเราในตอนนี้ช่างตกที่นั่งลำบากเหมือนกันเลยนะขอรับ กองทัพโจโฉกำลังแผ่ขยายอำนาจและมีเป้าหมายที่จะกลืนกินทั้งแผ่นดิน แม้กังตั๋งของพวกเราจะมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ก็ต้านทานการรุกรานของโจโฉได้อย่างยากลำบาก"
"ส่วนท่านอาเองก็ถูกกองทัพโจโฉไล่ต้อนจนต้องตกระกำลำบากเช่นนี้ ช่างน่าเสียดายยิ่งนักขอรับ"
แม้จะรู้จุดประสงค์ของการเดินทางมาในครั้งนี้ดีอยู่แล้ว ทว่าโลซกก็ไม่ได้เอ่ยปากขอเป็นพันธมิตรเพื่อต่อต้านโจโฉออกไปตรงๆ ท้ายที่สุดแล้วหากจะร่วมมือกัน กังตั๋งก็ยังคงต้องเป็นผู้นำ ส่วนกองทัพของเล่าปี่เป็นเพียงแค่กองกำลังสมทบเท่านั้น
เขาจึงรอให้เล่าปี่เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน
จูกัดเหลียงย่อมเดาความคิดของโลซกออก และในยามนี้พวกเขาก็กำลังตกที่นั่งลำบากจริงๆ จึงไม่ใช่เวลาที่จะมามัวเล่นแง่ เขาจึงเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา
"กังตั๋งมีกองทัพเรืออันเกรียงไกร ส่วนนายท่านของข้าเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ฮั่นและมีชื่อเสียงเลื่องลือด้านคุณธรรม หากสองกองทัพจับมือเป็นพันธมิตรกัน ข้าเชื่อว่าโจโฉคงจะต้องปวดหัวไปอีกนานทีเดียว"
โลซกรอคอยประโยคนี้อยู่แล้ว ทว่าเมื่อได้ยินจูกัดเหลียงยกเอาเชื้อพระวงศ์และคุณธรรมมาเป็นข้อต่อรอง เขาก็อดไม่ได้ที่จะแอบขำอยู่ในใจ
สายเลือดเชื้อพระวงศ์ฮั่นและชื่อเสียงด้านคุณธรรม ในสถานการณ์เช่นนี้มันจะมีประโยชน์อันใดกัน
ทว่าในเมื่อตกลงเป็นพันธมิตรกันแล้ว ก็ต้องไว้หน้าอีกฝ่ายบ้าง เขาจึงยิ้มและกล่าวว่า "นายท่านของข้าก็มีความคิดเช่นเดียวกันขอรับ ทว่าในเวลานี้กังตั๋งกำลังเผชิญกับศึกทั้งภายนอกและภายใน บรรดาตระกูลใหญ่จำนวนมากมีความคิดที่จะยอมจำนนเพื่อรักษาชีวิตรอด"
"ดังนั้นหากนายท่านของข้าตัดสินใจร่วมมือกับท่านอาเพื่อต่อต้านโจโฉ คงจะต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านและแรงกดดันอย่างหนักหน่วงทีเดียวขอรับ"
จูกัดเหลียงแย้มยิ้มบางๆ "จื่อจิ้งโปรดวางใจ ข้ามั่นใจว่าจะสามารถเกลี้ยกล่อมคนเหล่านั้น เพื่อไม่ให้พวกเขามาเป็นก้างขวางคอการเป็นพันธมิตรระหว่างซุนกวนและเล่าปี่ได้อย่างแน่นอน"
เมื่อเห็นท่าทีมั่นใจของจูกัดเหลียง โลซกก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที
"เช่นนั้นก็ดีเยี่ยมเลยขอรับ ขอเชิญท่านขงเบ้งเดินทางไปกังตั๋งพร้อมกับข้า หากท่านสามารถเกลี้ยกล่อมคนเหล่านั้นได้ นายท่านของข้าย่อมต้องตกลงจับมือเป็นพันธมิตรอย่างแน่นอน"
จูกัดเหลียงพยักหน้ารับ ทว่าเล่าปี่กลับรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก
เขาดึงตัวจูกัดเหลียงออกไปกระซิบถามด้านข้าง "ท่านกุนซือ หากท่านจากไปแล้วกองทัพโจโฉบุกมา พวกเราจะรับมืออย่างไรดี พวกเราขาดท่านกุนซือไม่ได้นะ"
ทว่าจูกัดเหลียงกลับดูเหมือนจะเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ล้วนอยู่ในแผนการของเขาทั้งสิ้น
เขาล้วงหยิบถุงแพรสามใบออกมาจากอกเสื้อและยื่นให้เล่าปี่ "นายท่านโปรดวางใจ เพื่อให้การเจรจาพันธมิตรกับซุนกวนสำเร็จลุล่วง ข้าจำเป็นต้องเดินทางไปกังตั๋งด้วยตัวเอง"
"ถุงแพรทั้งสามใบนี้ เมื่อถึงคราวคับขันขอให้นายท่านเปิดดูทีละใบ รับรองว่าจะมีวิธีแก้ปัญหาซ่อนอยู่อย่างแน่นอน"
แม้เล่าปี่จะยังคงเป็นกังวล ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว จึงจำต้องตอบตกลง
เนื่องจากเวลาเป็นสิ่งมีค่า หลังจากจูกัดเหลียงฝากฝังเรื่องราวต่างๆ ให้เล่าปี่และกวนอูจัดการแล้ว เขาก็เตรียมตัวออกเดินทางไปพร้อมกับโลซก ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเท้าออกจากประตู จดหมายลับจากชีซีก็ถูกส่งมาถึง
"ท่านกุนซือ หยวนจื๋อส่งจดหมายมาบอกว่าพบบังทองในเกงจิ๋ว" เล่าปี่อ่านเนื้อหาในจดหมายลับก่อนจะหันไปบอกจูกัดเหลียง
โลซกและจูกัดเหลียงต่างตกตะลึงไปพร้อมๆ กัน
"บังทองหรือ"
ชั่วพริบตานั้น ทั้งสองคนก็เชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกัน
แผนการทั้งหมดของพวกเขาถูกศัตรูมองออกทะลุปรุโปร่ง ส่งผลให้ทั้งกองทัพเล่าปี่และกองทัพกังตั๋งต้องสูญเสียอย่างหนัก หรือว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังความพ่ายแพ้ทั้งหมดนี้ก็คือบังทองอย่างนั้นหรือ
ในเวลานี้ดูเหมือนจะมีเพียงบังทองเท่านั้นที่มีสติปัญญาและควมสามารถล้ำเลิศถึงเพียงนี้
เมื่อเห็นสีหน้าของคนทั้งสองเปลี่ยนไป เล่าปี่ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย "ท่านกุนซือ จื่อจิ้ง พวกท่านเป็นอะไรไปหรือ หยวนจื๋อบอกในจดหมายว่าบังทองเป็นยอดคนผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศ และยังกำชับข้าว่าห้ามปล่อยให้หลุดมือไปเด็ดขาด"
ทว่าจูกัดเหลียงกลับหัวเราะเบาๆ โบกพัดขนนกในมือไปมาพลางเอ่ยว่า "บังทองผู้นี้มีชื่อเสียงเกินจริง นิสัยก็สันโดษแปลกประหลาด หน้าตาก็อัปลักษณ์ แม้จะมีสติปัญญาอยู่บ้าง ทว่าก็ไม่คู่ควรที่จะมอบหมายงานสำคัญให้ทำหรอก"
"ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่เรียนอยู่ด้วยกัน คนเดียวที่คบหาสมาคมกับชายผู้นี้ก็คือเย่ฝาน ซึ่งเย่ฝานผู้นั้นก็ได้รับฉายาว่า 'นกกระจอก' ในเมื่อบังทองมีชื่อเสียงทัดเทียมกับเย่ฝาน แค่นี้ก็พอจะเดาความสามารถของเขาได้แล้ว"
เมื่อได้ยินชื่อของเย่ฝาน เล่าปี่ก็จำได้ทันทีว่าเคยมีชายหนุ่มชื่อเย่ฝานมาขอเข้าพบตน ทว่าตอนนั้นเมื่อได้ยินฉายา "นกกระจอก" เขาก็สั่งให้คนไปไล่ตะเพิดชายหนุ่มผู้นั้นไปอย่างไม่ไยดี
ทว่าคนที่ส่งจดหมายมาคราวนี้คือชีซี ผู้ซึ่งเล่าปี่ให้ความไว้วางใจเป็นอย่างมาก ทว่าคำพูดของชีซีกลับขัดแย้งกับจูกัดเหลียงอย่างสิ้นเชิง
ทำให้เล่าปี่ถึงกับสับสนและไม่รู้ว่าควรจะเชื่อคำพูดของใครดี
โลซกที่ยืนอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาก็เริ่มวางแผนการในใจทันที
"จูกัดเหลียงหยิ่งผยอง ไม่ยอมรับความสามารถของบังทอง ทว่าหากบังทองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและทำลายแผนการของกงจิ้นได้จริงๆ นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นยอดคนผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศ ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ท่านสุมาเต็กโชยังเคยกล่าวไว้ว่ามังกรหลับหงส์ดรุณได้หนึ่งในสองย่อมครองแผ่นดิน นี่ก็เป็นเครื่องยืนยันความสามารถของบังทองได้เป็นอย่างดี"
"นี่คือโอกาสทองของกังตั๋ง ข้าจะต้องหาโอกาสดึงตัวบังทองมาเป็นกำลังสำคัญของกังตั๋งให้จงได้"
[จบแล้ว]