- หน้าแรก
- ทะลุมิติสามก๊ก ยอดกุนซือลับแห่งค่ายโจโฉ
- บทที่ 8 - หากคิดต้านโจโฉ ต้องยึดเกงจิ๋วให้ได้ก่อน!
บทที่ 8 - หากคิดต้านโจโฉ ต้องยึดเกงจิ๋วให้ได้ก่อน!
บทที่ 8 - หากคิดต้านโจโฉ ต้องยึดเกงจิ๋วให้ได้ก่อน!
บทที่ 8 - หากคิดต้านโจโฉ ต้องยึดเกงจิ๋วให้ได้ก่อน!
กองทัพโจและกองทัพเล่าปี่กำลังไล่ล่าและหลบหนีกันอย่างดุเดือด ในขณะเดียวกัน ดินแดนกังตั๋งที่อยู่ห่างไกลออกไปทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียงก็ได้รับรายงานข่าวกรอง และรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองซินเอี๋ยแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เหล่าขุนนางและแม่ทัพแห่งกังตั๋งจึงถูกเรียกตัวมาประชุมร่วมกัน เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของกังตั๋ง
ภายในโถงประชุม ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ของกังตั๋งยืนเรียงแถวแยกซ้ายขวาอย่างเป็นระเบียบ บุรุษรูปร่างสูงใหญ่ นัยน์ตาสีเขียวคราม หนวดเคราสีแดงอมม่วงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานสูงสุด คือผู้ครองดินแดนกังตั๋งคนปัจจุบัน ซุนกวน
ทางฝั่งซ้าย บุรุษที่ยืนอยู่หัวแถวมีใบหน้าหล่อเหลา ริมฝีปากแดงระเรื่อ ฟันขาวสะอาดสะอ้าน ดูภูมิฐานราวกับคุณชายผู้สูงศักดิ์ มุมปากมักประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ เสมอ แผ่กลิ่นอายของความมั่นใจที่ควบคุมทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จ เขาสวมชุดเกราะอ่อนสีขาว ยิ่งขับเน้นความสง่างามและห้าวหาญ
ส่วนทางฝั่งขวา บุรุษที่ยืนอยู่หัวแถวมีใบหน้าคมคาย กิริยามารยาทนุ่มนวลแบบบัณฑิต ไว้หนวดเคราแพะเล็กน้อยใต้คาง ดูเป็นคนสุขุมลุ่มลึก เขาสวมชุดยาวสีน้ำเงินเข้ม มวยผมถูกเกล้าขึ้นอย่างเรียบร้อย
บุรุษทั้งสองนี้คือขุนนางระดับสูงของกังตั๋ง คนทางซ้ายคือจิวยี่รูปงามแห่งกังตั๋ง นามรองกงกึ๋น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งกังตั๋ง ควบคุมดูแลกิจการทหารทั้งหมด
แม้ซุนกวนจะเพิ่งสืบทอดตำแหน่ง แต่เขาก็ให้ความไว้วางใจในตัวจิวยี่เป็นอย่างมาก
ส่วนบุรุษทางขวาคือโลซก นามรองจูเก้ง เป็นอีกหนึ่งคนสนิทที่ซุนกวนไว้วางใจเช่นกัน เพียงแต่โลซกเป็นคนรอบคอบและสุขุมมากเกินไป ไม่ชอบความเสี่ยงใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งบางครั้งก็ทำให้ซุนกวนรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง
ถัดจากจิวยี่ลงมาคือเหล่าแม่ทัพผู้เก่งกาจอย่าง เทียเภา อุยกาย กำเหลง และคนอื่นๆ ส่วนถัดจากโลซกก็คือกลุ่มกุนซือและขุนนางบุ๋นอย่าง เตียวเจียว เตียวเหียน จูกัดกิ๋น และอีกมากมาย
สมแล้วที่ใครๆ ต่างก็บอกว่ากังตั๋งเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรและบุคคลากรชั้นเลิศ จำนวนขุนนางบุ๋นและฝ่ายบู๊นั้นมีมากจนน่าทึ่ง
"พวกท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในเกงจิ๋วบ้าง"
ซุนกวนเปิดฉากการสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เรื่องราวในพื้นที่อื่น กังตั๋งอาจจะแสร้งทำเป็นไม่สนใจได้ แต่เกงจิ๋วนั้นเปรียบเสมือนประตูหน้าบ้านของกังตั๋ง หากสูญเสียเกงจิ๋วไป พวกเขาก็จะเหลือเพียงแม่น้ำแยงซีเกียงเป็นปราการธรรมชาติทางเดียวเท่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง
ใครๆ ก็ดูออกว่าเป้าหมายของโจโฉไม่ได้หยุดอยู่แค่เกงจิ๋วเท่านั้น แม้แต่แผ่นดินกังตั๋งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ โจโฉก็ยังจ้องตาเป็นมัน
จิวยี่ก้าวออกมาเป็นคนแรก ประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า "นายท่าน ขณะนี้กองทัพโจและกองทัพเล่าปี่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ข้าเห็นว่านี่คือโอกาสทองที่กังตั๋งของเราจะส่งทหารออกไป!"
"อาศัยจังหวะที่พวกเขากำลังวุ่นวายจนไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่น พวกเราสามารถบุกเข้ายึดเกงจิ๋วและกอบโกยผลประโยชน์ได้ในฐานะตาอยู่!"
ซุนกวนพยักหน้าช้าๆ แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
ทางฝั่งของโลซกก็ก้าวออกมาเช่นกัน แต่กลับเสนอความเห็นที่ขัดแย้ง "นายท่าน ข้าเห็นว่าไม่เหมาะสมนัก"
"ลำพังแค่กองทัพเล่าปี่คิดจะถ่วงเวลากองทัพโจนั้นยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา ถึงจะชนะได้ชั่วคราวแต่ก็ยากจะต้านทานการบุกระลอกต่อไปของกองทัพโจได้ และหากกังตั๋งของเราส่งทหารเข้าเกงจิ๋ว โจโฉจะต้องมองพวกเราเป็นหอกข้างแคร่อย่างแน่นอน!"
"แม้กองทัพเรือของกังตั๋งจะไร้เทียมทาน แต่การรบทางบกพวกเราเสียเปรียบกองทหารม้าเหล็กของโจโฉ หากโจโฉกำจัดเล่าปี่ได้สำเร็จ เป้าหมายต่อไปจะต้องเป็นพวกเราแน่ ดังนั้นการบุกเข้าเกงจิ๋วในเวลานี้จึงเป็นการกระทำที่ขาดความยั้งคิด"
ในเวลานี้ ขุนนางอาวุโสอย่างเตียวเจียวก็ก้าวออกมากล่าวสมทบ "นายท่าน ข้าเฒ่าก็เห็นด้วยว่าไม่ควรส่งทหารเข้าเกงจิ๋ว กังตั๋งของเรามีแม่น้ำแยงซีเกียงเป็นปราการธรรมชาติอันแข็งแกร่ง การตั้งรับกองทัพโจด้วยชัยภูมิที่ได้เปรียบย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย หากรอนแรมไปสู้รบกับกองทัพโจถึงเกงจิ๋ว ก็เท่ากับเป็นการเอาข้อด้อยของเราไปสู้กับข้อได้เปรียบของศัตรู"
จิวยี่แค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็น เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "พวกท่านคิดจริงๆ หรือว่าเมื่อโจโฉยึดเกงจิ๋วได้แล้วจะยอมหยุดอยู่แค่นั้น เกงจิ๋วคือประตูสู่กังตั๋ง หากตกไปอยู่ในมือโจโฉเมื่อใด กองทัพโจก็สามารถยกทัพลงใต้มาประชิดเราได้ทุกเมื่อ แทนที่จะนั่งรอความตาย สู้เป็นฝ่ายชิงลงมือบุกโจมตีก่อนไม่ดีกว่าหรือ!"
สิ้นคำของจิวยี่ ก็มีคนก้าวออกมาสนับสนุนทันที "ท่านแม่ทัพใหญ่กล่าวได้ถูกต้อง ต่อให้ต้องรบทางบก ทหารกังตั๋งของเราก็ไม่เคยหวั่นเกรงผู้ใด!"
ผู้ที่เอ่ยปากคือบุรุษวัยสามสิบเศษ บนศีรษะประดับด้วยขนนก ที่เอวแขวนกระดิ่ง สวมเสื้อผ้าหรูหรา ท่าทางดูโอ้อวดและเย่อหยิ่ง เขาคือ กำเหลง กำเหิงป้า ผู้มีฉายาว่าโจรใบเรือแพร!
โลซกส่ายหน้าเบาๆ "นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด ในเมื่อรู้ตัวว่าโจโฉหมายตากังตั๋ง พวกเราก็ยิ่งต้องใช้ประโยชน์จากแม่น้ำแยงซีเกียงเป็นสมรภูมิหลักในการตัดสินชี้ขาด เพื่อจะได้ดึงศักยภาพของกองทัพกังตั๋งออกมาใช้อย่างเต็มที่"
"ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราสามารถเจรจาดึงกองทัพเล่าปี่มาเป็นพวกได้ เพื่อร่วมมือกันต่อต้านโจโฉ!"
"คำพูดของโลจูเก้งมีเหตุผล" กุนซือนามว่าโกะหยงพยักหน้าเห็นด้วย "ด้วยปราการธรรมชาติอย่างแม่น้ำแยงซีเกียง ต่อให้เป็นกองทัพโจก็ไม่ต้องหวาดกลัว"
"แน่นอน หากสามารถหลีกเลี่ยงการปะทะกับกองทัพโจและรักษาความสงบสุขของกังตั๋งไว้ได้ นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด"
คำพูดของโกะหยงทำให้ขุนนางฝ่ายบุ๋นหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย คนเหล่านี้เกิดและเติบโตในกังตั๋ง ส่วนใหญ่มาจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ พวกเขาไม่มีความทะเยอทะยานที่จะแย่งชิงความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ขอเพียงได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในอาณาเขตของกังตั๋งก็พอใจแล้ว
ดังนั้นอุดมการณ์ของพวกเขาคือ หากหลีกเลี่ยงสงครามได้ก็ควรหลีกเลี่ยง การอยู่กันอย่างสงบร่มเย็นย่อมดีกว่าเป็นไหนๆ
เตียวเจียวเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "ข้าเฒ่าเห็นว่าพวกเราสามารถเตรียมแผนรับมือไว้สองทาง ทางหนึ่งคือส่งคนไปหยั่งเชิงดูท่าทีของโจโฉ หากโจโฉไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อกังตั๋ง พวกเราก็ไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าหากเป็นอย่างที่โลจูเก้งคาดการณ์ไว้ พวกเราค่อยเจรจาเป็นพันธมิตรกับเล่าปี่"
"หึ ไอ้จิ้งจอกเฒ่า ช่างขี้ขลาดตาขาวเสียจริง!" ซุนกวนสบถในใจ เขาไม่ชอบเตียวเจียวเอาเสียเลย เพราะเตียวเจียวคือตัวแทนของกลุ่มตระกูลขุนนางในกังตั๋ง ซึ่งตระกูลเหล่านี้มีอำนาจและอิทธิพลมหาศาล ซุนกวนจึงต้องพยายามรักษาสมดุลอำนาจระหว่างตระกูลเหล่านี้ไว้ ไม่เช่นนั้นพวกเขาก็จะคิดว่ากังตั๋งนี้เป็นของพวกเขา
แม้ในใจจะด่าทออย่างรุนแรง แต่ภายนอกเขากลับพูดจาเรียบง่าย "หยั่งเชิงท่าทีของกองทัพโจงั้นรึ ท่าทีของพวกมันยังต้องให้หยั่งเชิงอีกหรือ พวกมันแทบจะสลักคำว่าอยากได้กังตั๋งไว้บนหน้าผากอยู่แล้ว!"
จิวยี่รีบกล่าวเสริมทันที "นายท่านกล่าวถูกต้อง กองทัพโจเปรียบเสมือนฝูงหมาป่าตะกละตะกลาม มีความทะเยอทะยานสูงส่ง ไม่มีทางที่พวกมันจะหยุดอยู่แค่การยึดครองเกงจิ๋วอย่างแน่นอน แต่ข้าเห็นว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องไปผูกมิตรกับเล่าปี่ ด้วยกองทัพเรืออันเกรียงไกรของกังตั๋ง ต่อให้กองทัพโจยกมา พวกเราก็ไม่หวาดกลัว!"
"ฮี่ๆ กำเหิงป้าผู้นี้จะขอเป็นคนฟาดฟันกองทัพโจให้ราบเป็นหน้ากลองบนผืนน้ำเอง!" กำเหลงพูดแทรกขึ้นมาด้วยความฮึกเหิม
โลซกยังคงยืนกรานความคิดเดิม "ในเมื่อทุกคนต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าต้องเตรียมรับมือกับโจโฉ การหาพันธมิตรเพิ่มย่อมเป็นผลดี หนึ่งคือเป็นการเพิ่มกำลังรบให้กับกังตั๋ง แม้ว่าเล่าปี่จะทำได้แค่ถ่วงเวลากองทัพโจ แต่นั่นก็ถือเป็นการสร้างโอกาสให้กับกองทัพของเราแล้ว"
"อีกอย่าง การมีอยู่ของเล่าปี่จะช่วยดึงดูดความสนใจและลดทอนกำลังรบของกองทัพโจได้ แล้วเหตุใดพวกเราถึงจะไม่ยอมรับเล่า"
ดวงตาของจิวยี่เป็นประกาย "เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เล่าปี่ย่อมไม่มีกำลังพอจะมาต่อกรกับกังตั๋งของเราได้ เมื่อถึงตอนนั้นการจะยึดเกงจิ๋วก็ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ"
"แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้ หากเล่าปี่ถูกโจโฉบดขยี้จนสิ้นซาก แผนการทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่ลมปาก เพราะฉะนั้นข้าเห็นว่า พวกเรายังคงต้องพึ่งพากองทัพเรือของกังตั๋งเป็นหลัก!"
เสียงถกเถียงดังก้องไปทั่วโถงประชุม แต่ตอนนี้ทุกคนต่างก็มีข้อสรุปตรงกันข้อหนึ่งแล้ว นั่นคือไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะต้องทำศึกกับกองทัพโจอย่างแน่นอน และสมรภูมิรบจะต้องเป็นแม่น้ำแยงซีเกียง
ก็แน่ล่ะสิ กองทัพเรือกังตั๋งนั้นไร้เทียมทานในใต้หล้า ไม่มีใครสามารถเอาชนะพวกเขาบนผืนน้ำได้อย่างแน่นอน
ส่วนเรื่องของเล่าปี่... ก็ปล่อยให้เอาชีวิตรอดให้ได้เสียก่อนเถอะ
ซุนกวนมองซ้ายทีขวาที เห็นทุกคนกำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นบางๆ นี่แหละคือสถานการณ์ที่เขาอยากเห็น การที่ขุนนางฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋นคอยถ่วงดุลอำนาจกันเอง รวมไปถึงกลุ่มตระกูลขุนนางที่คอยคานอำนาจกัน การทำเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างบารมีและฐานอำนาจให้กับผู้ครองกังตั๋งอย่างเขาให้มั่นคงยิ่งขึ้น
"เอาล่ะ สิ่งที่ท่านแม่ทัพใหญ่พูดมานั้นถูกต้อง เรื่องพวกนี้ยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุป รอให้เล่าปี่เอาชีวิตรอดจากการโจมตีของกองทัพโจให้ได้เสียก่อน ค่อยมาว่ากันเรื่องการร่วมมือเป็นพันธมิตรกับกังตั๋ง"
"และเมื่อถึงเวลานั้น หากพวกเราร่วมมือกันต้านโจโฉจนถอยร่นไปได้ ค่อยหาทางเข้ายึดเกงจิ๋วทีหลัง โลซก เรื่องการสานสัมพันธ์เป็นพันธมิตรกับเล่าปี่ ข้ามอบหมายให้เจ้าเป็นคนจัดการก็แล้วกัน สรุปตามนี้นะ!"
[จบแล้ว]