- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นมารดาผู้มั่งคั่ง
- บทที่ 14 - ข้อตกลงความร่วมมือเบื้องต้น
บทที่ 14 - ข้อตกลงความร่วมมือเบื้องต้น
บทที่ 14 - ข้อตกลงความร่วมมือเบื้องต้น
บทที่ 14 - ข้อตกลงความร่วมมือเบื้องต้น
ไป๋รั่วจู๋พยักหน้ารับ "ตกลงเจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชายมาก" นางไม่มีท่าทีเกรงใจเลยสักนิด ในมุมมองของนาง การชดเชยให้ลูกค้าที่พบข้อผิดพลาดเป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างยิ่ง หากนางเป็นเจ้าของร้าน นางอาจจะลดราคาให้ถึงครึ่งหนึ่งเลยด้วยซ้ำ การจัดยาผิดไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากลูกค้าเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องสมุนไพรและนำกลับไปต้มดื่ม การจัดยาผิดเพียงชนิดเดียวอาจหมายถึงชีวิตคนได้เลยทีเดียว
นางหยิบเงินปลีกออกมาจ่ายค่ายา แล้วหันหลังเตรียมตัวจะเดินออกจากร้าน ทว่าก้าวไปได้เพียงไม่กี่ก้าว นางก็หยุดชะงัก
"ข้ามีช่องทางทำมาค้าขายที่เหมาะกับร้านขายยาอยู่เรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่าคุณชายสนใจจะรับฟังหรือไม่เจ้าคะ" ไป๋รั่วจู๋หันกลับมาเอ่ยถามอย่างกะทันหัน
คุณชายหนุ่มคาดไม่ถึงว่าสตรีมีครรภ์จะเอ่ยปากชวนคุยเรื่องธุรกิจ เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย "ตกลง รบกวนฮูหยินตามข้าไปพูดคุยกันต่อที่ลานด้านหลังเถิด"
ไป๋รั่วจู๋รู้สึกโชคดีที่ยุคสมัยนี้ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องการแบ่งแยกชายหญิงมากนัก นางไม่เพียงรอดพ้นจากการถูกจับถ่วงน้ำเพราะตั้งครรภ์ก่อนแต่ง แต่ยังสามารถออกหน้าออกตาพูดคุยธุรกิจกับบุรุษได้อย่างเปิดเผย หากนางทะลุมิติไปอยู่ในยุคที่หัวโบราณคร่ำครึ นางคงใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแสนสาหัสเป็นแน่
เมื่อถึงลานด้านหลัง คุณชายหนุ่มเกรงว่านางจะยืนนานจนเมื่อยล้า จึงรีบเชื้อเชิญให้นางนั่งลง นับว่าเป็นคนมีน้ำใจไม่เบา ไป๋รั่วจู๋ลอบพยักหน้าในใจ ดูเหมือนว่าการตัดสินใจของนางในครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า
"ข้าอยากเสนอให้ร้านของคุณชายขายยาสีฟันเจ้าค่ะ" ไป๋รั่วจู๋เริ่มบทสนทนาอย่างตรงไปตรงมา
"ยาสีฟันคือสิ่งใดหรือ" คุณชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ เขาลอบสังเกตสตรีตรงหน้า รู้สึกว่านางมีความแปลกประหลาดบางอย่างซ่อนอยู่ แม้จะสวมเสื้อผ้าธรรมดา ทว่ากลับมีกลิ่นอายของปัญญาชนแผ่ซ่านออกมา ราวกับสตรีที่เติบโตมาในตระกูลบัณฑิต
จริงสิ คุณชายหนุ่มลอบอุทานในใจ สตรีตรงหน้ามีครรภ์แก่ชัดๆ ทว่าแววตาและสีหน้ากลับดูสดใสมีชีวิตชีวาราวกับหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน เขาติดตามท่านปู่เรียนรู้วิธีดูคนมาตั้งแต่เด็ก ย่อมมองคนไม่ผิดแน่ ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก
"ผู้น้อยแซ่ไป๋ ไม่ทราบว่าคุณชายมีนามกรว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ" ไป๋รั่วจู๋เอ่ยถามด้วยความกระดากปากเล็กน้อย นางอุ้มท้องโตปานนี้ จะให้แทนตัวเองว่าแม่นางน้อยก็คงไม่เหมาะ ทว่าสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่านางกลายเป็นฮูหยินไปตั้งแต่เมื่อใด
"อ้อ ข้าแซ่ตู้ มีนามว่าจ้งซู เป็นนายน้อยของร้านขายยาสกุลตู้" คุณชายหนุ่มแนะนำตัวอย่างมีมารยาท
"ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าค่ะคุณชายตู้ เช่นนั้นเรามาคุยเรื่องยาสีฟันกันต่อเถิด" ไป๋รั่วจู๋เริ่มอธิบายอย่างใจเย็น "ยาสีฟันคือสิ่งที่ใช้สำหรับทำความสะอาดฟัน ทำขึ้นจากการผสมผสานสมุนไพรบางชนิด ข้าบังเอิญได้ยินนักพรตพเนจรผู้หนึ่งเล่าให้ฟัง หากนำมาใช้ทำความสะอาดฟันทุกวัน ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ฟันขาวสะอาด ลมหายใจสดชื่น แต่ยังช่วยป้องกันอาการปวดฟันและเลือดออกตามไรฟันได้อีกด้วย"
ไป๋รั่วจู๋อยากจะแนะนำเรื่องแปรงสีฟันด้วยซ้ำ แต่นางยังคิดไม่ออกว่าจะประดิษฐ์แปรงสีฟันได้อย่างไร นางรู้ว่าคนโบราณใช้กิ่งหลิวเคี้ยวจนปลายแตกเป็นพู่แล้วนำไปแตะเกลือเม็ดเพื่อขัดฟัน ทว่าผลลัพธ์ก็ไม่ได้ดีนัก นางเคยคิดจะนำขนม้ามาทำแปรงสีฟัน แต่ชาวบ้านธรรมดาไม่มีปัญญาจะเลี้ยงม้าได้ แล้วนางจะไปหาขนม้ามาจากที่ใดเล่า
ดังนั้นนางจึงตัดสินใจที่จะยังไม่พูดถึงแปรงสีฟัน ขอเพียงมียาสีฟัน ต่อให้ใช้นิ้วมือหรือผ้าเช็ดหน้าแตะยาสีฟันไปถูฟัน ก็สามารถทำความสะอาดช่องปากได้เช่นกัน
"โอ้ ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก หากใช้ได้ผลดีเช่นนั้นจริง ย่อมต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่" ดวงตาของตู้จ้งซูเป็นประกายวาววับ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม เผยให้เห็นฟันที่ขาวสะอาดหมดจด
ไป๋รั่วจู๋ลอบชื่นชมอยู่ในใจ ลูกหลานคนมีเงินนี่ช่างแตกต่างจริงๆ ด้านหนึ่งก็เพราะเขายังหนุ่มแน่นฟันจึงแข็งแรง อีกด้านหนึ่งก็ดูรู้เลยว่าเขาต้องใช้เกลือเม็ดหรือผงขัดฟันทำความสะอาดฟันเป็นประจำอย่างแน่นอน
"ข้าซื้อสมุนไพรกลับไปก็เพื่อจะทดลองผสมดู หากสำเร็จก็ตั้งใจจะร่วมลงทุนทำธุรกิจนี้กับคุณชายตู้เจ้าค่ะ" ไป๋รั่วจู๋กล่าวเสริม
ตู้จ้งซูเป็นคนประเภทคิดปุ๊บทำปั๊บ เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็รีบตอบตกลงทันที "เช่นนั้นเจ้ารีบกลับไปทดลองทำดูเถิด ต้นทุนในช่วงแรกข้าจะเป็นคนออกให้เอง" พูดจบเขาก็ล้วงเงินห้าตำลึงออกมายื่นให้ไป๋รั่วจู๋อย่างใจป้ำ
ไป๋รั่วจู๋ยังไม่รีบรับเงินมา นางเพียงแค่พูดลอยๆ เขากลับเชื่ออย่างสนิทใจ ซ้ำยังมอบเงินห้าตำลึงให้ตั้งแต่ยังไม่เห็นผลงาน เป็นเพราะเขาไร้เดียงสาเกินไป หรือเป็นเพราะคุ้นชินกับการใช้จ่ายเงินอย่างมือเติบกันแน่ ทว่าเมื่อครู่นี้เขายังบ่นกลุ้มใจเรื่องยอดขายของร้านอยู่เลยไม่ใช่หรือ
"ท่านไม่กลัวว่าข้าจะเชิดเงินแล้วหนีหายไปหรือ" ไป๋รั่วจู๋อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
ตู้จ้งซูหัวเราะร่วน นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า ยิ่งทำให้ใบหน้าที่หล่อเหลาอยู่แล้วดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากยิ่งขึ้น ไป๋รั่วจู๋ลอบชื่นชมในใจ ช่างเป็นคุณชายที่รูปงามเสียจริง การได้ร่วมงานกับชายหนุ่มรูปงามเช่นนี้ ก็ถือเป็นการเจริญหูเจริญตาอย่างหนึ่ง
"การทำธุรกิจย่อมมีความเสี่ยงเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากข้ามัวแต่ลังเลไม่เด็ดขาดจนพลาดโอกาสทองไปก็คงน่าเสียดายยิ่งกว่า ความเสี่ยงที่เลวร้ายที่สุดก็แค่สูญเงินห้าตำลึง ถือเสียว่าเป็นค่าโง่ที่สายตาไม่แหลมคมก็แล้วกัน อีกอย่าง ฮูหยินไป๋คิดว่าตัวเองมีลักษณะเหมือนพวกสิบแปดมงกุฎหรือ"
ไป๋รั่วจู๋ลูบหน้าท้องของตัวเองโดยสัญชาตญาณพลางหัวเราะออกมาเบาๆ ต่อให้เป็นในยุคปัจจุบัน สตรีอุ้มท้องแก่ไปหลอกลวงผู้อื่นก็ยังมีให้เห็นไม่มากนัก นับประสาอะไรกับในตำบลเล็กๆ ที่ผู้คนมีจิตใจซื่อสัตย์สุจริตเช่นนี้
"เมื่อครู่ข้าบังเอิญได้ยินว่าคุณชายตู้กำลังกลุ้มใจที่กิจการของร้านไม่ค่อยดี เงินจำนวนนี้ข้าขอไม่รับไว้ดีกว่า รอให้ท่านมีเงินหมุนเวียนคล่องตัวกว่านี้ค่อยว่ากันใหม่เถิด" ไป๋รั่วจู๋คิดว่านางซื้อสมุนไพรมาแล้วคงใช้เงินลงทุนอีกไม่เท่าไหร่ จึงไม่อยากไปเพิ่มภาระให้คนอื่นในยามลำบาก
ตู้จ้งซูหัวเราะร่าด้วยความเบิกบานใจ เสียงหัวเราะของเขาก้องกังวานสดใส
"ฮูหยินคิดมากไปแล้ว เรื่องยอดขายของร้านเป็นหน้าที่ที่ทางตระกูลมอบหมายให้ข้าดูแล หากทำยอดไม่ถึงเป้าข้าก็ต้องถูกลงโทษ ข้าจึงร้อนใจก็เท่านั้น แต่ตัวข้าเองไม่ได้ขัดสนเงินทองหรอก เพียงแต่เงินส่วนตัวของข้าไม่สามารถนำไปรวมกับบัญชีของร้านได้"
ไป๋รั่วจู๋หัวเราะแห้งๆ ด้วยความเก้อเขิน อุตส่าห์อยากจะแสดงน้ำใจเป็นคนดีสักครั้ง ทว่ากลับเข้าใจผิดไปเอง เขาไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองเลยสักนิด
"เช่นนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว อีกเจ็ดวันข้าจะนำตัวอย่างยาสีฟันมาให้ท่านดู หากผสมไม่สำเร็จ ข้าจะนำเงินห้าตำลึงนี้มาคืนให้ท่านครบทุกอีแปะ" ไป๋รั่วจู๋พูดพลางเก็บเงินห้าตำลึงที่วางอยู่ตรงหน้าลงกระเป๋า เห็นได้ชัดว่าหากนางไม่รับไว้ก็คงเป็นการหักหน้าเขา
"ฮูหยินเป็นคนตรงไปตรงมาดีแท้ เช่นนั้นอีกเจ็ดวันข้าจะรอต้อนรับท่านที่ร้านก็แล้วกัน" ตู้จ้งซูลุกขึ้นยืนส่งเมื่อเห็นไป๋รั่วจู๋เตรียมตัวจะกลับ
"ตกลงเจ้าค่ะ เป็นอันตกลงตามนี้"
โชคดีที่ตอนไป๋รั่วจู๋ไปถึงตลาด หลินผิงเอ๋อร์ยังขายผักไม่หมด พอนางเห็นไป๋รั่วจู๋แต่ไกลก็ร้องเรียก "ลูกแม่ เหตุใดเจ้าถึงเดินมาคนเดียวเล่า พี่ใหญ่ของเจ้าไปไหนเสียล่ะ"
ไป๋รั่วจู๋คิดหาข้ออ้างอย่างรวดเร็ว "พี่ใหญ่แวะไปซื้อของนิดหน่อยเจ้าค่ะ ข้านัดจุดนัดพบกับพี่ใหญ่ไว้แล้ว พวกเรารีบไปหาพี่ใหญ่กันเถอะเจ้าค่ะ"
หลินผิงเอ๋อร์รู้สึกแปลกใจจึงบ่นอุบอิบ "พี่ใหญ่เจ้าทำอะไรของเขานะ อุตส่าห์กำชับนักกำชับหนาว่าให้คอยดูแลเจ้าไม่ให้คลาดสายตาแท้ๆ"
ไป๋รั่วจู๋เดินไปถึงตัวหลินผิงเอ๋อร์แล้ว นางควงแขนมารดาพร้อมกับแอบบีบแขนเบาๆ "ท่านแม่ ข้าท้องแก่เดินเหินไม่ค่อยสะดวก อยากจะรีบกลับไปพักผ่อนแล้ว พวกเรารีบไปหาพี่ใหญ่กันเถอะเจ้าค่ะ"
"อ้อ เช่นนั้นก็รีบกลับกันเถอะ" หลินผิงเอ๋อร์เป็นคนฉลาด พอได้รับสัญญาณจากไป๋รั่วจู๋ นางก็รีบหันไปมองบุตรสาว เห็นแววตาของบุตรสาวเป็นประกายสดใสพร้อมกับขยิบตาให้ นางก็เข้าใจเรื่องราวได้ในทันที จึงรีบเก็บตะกร้าแล้วควงแขนไป๋รั่วจู๋เดินออกจากตลาดไป
เมื่อเดินไปถึงบริเวณที่ปลอดผู้คน ไป๋รั่วจู๋ก็กวาดสายตามองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะกระซิบข้างหูหลินผิงเอ๋อร์ว่า "ท่านแม่ ของขายได้แล้วนะเจ้าคะ ข้าให้พี่ใหญ่รีบนำเงินกลับบ้านไปก่อนแล้ว"
หลินผิงเอ๋อร์เข้าใจทันทีว่า 'ของ' หมายถึงผงน้ำซุปชูรส นางเบิกตากว้างด้วยความดีใจ "ขายได้เท่าไหร่หรือ"
[จบแล้ว]