- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นมารดาผู้มั่งคั่ง
- บทที่ 12 - ขายผงน้ำซุปชูรส
บทที่ 12 - ขายผงน้ำซุปชูรส
บทที่ 12 - ขายผงน้ำซุปชูรส
บทที่ 12 - ขายผงน้ำซุปชูรส
ชายชราลูบเคราขาวพลางหัวเราะหึๆ ออกมา ท่าทางของเขาดูใจดีมีเมตตา ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ดูเหมือนจะเป็นคนที่พูดคุยด้วยได้ง่ายดายนัก
"ของที่เจ้ามีปริมาณน้อยนิดเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นของล้ำค่าหายากเป็นแน่ ไม่ทราบว่ามันมีความพิเศษอันใดหรือ" ชายชราเอ่ยถาม
"ผู้อาวุโส ของสิ่งนี้มีชื่อว่าผงน้ำซุปชูรส ย่อมต้องเห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดเมื่อใส่ลงในน้ำแกง หากท่านไม่เชื่อก็ลองให้คนยกน้ำแกงชนิดเดียวกันมาสองถ้วย ถ้วยหนึ่งใส่ผงน้ำซุปชูรสนี้ลงไป แล้วลองเปรียบเทียบรสชาติของทั้งสองถ้วยดู ท่านก็จะรู้ได้เองเจ้าค่ะ" ไป๋รั่วจู๋ตอบ
"ตกลง ไปสั่งให้คนยกน้ำแกงมาสองถ้วย" ชายชราหันไปสั่งหลงจู๊ที่ยืนรออยู่ด้านนอก หลงจู๊ให้ความเคารพยำเกรงชายชราเป็นอย่างมาก จึงยืนรอคำสั่งอยู่หน้าประตูอย่างสงบเสงี่ยม หากไม่มีคำสั่งก็ไม่กล้าก้าวล่วงเข้าไปในห้องเลยแม้แต่น้อย
หลงจู๊รีบวิ่งเหยาะๆ ออกไป ไม่นานก็เดินถือถาดกลับเข้ามา ภายในถาดมีน้ำแกงวางอยู่สองถ้วย
ไป๋รั่วจู๋หยิบผงน้ำซุปชูรสปริมาณเล็กน้อยใส่ลงในน้ำแกงถ้วยหนึ่ง จากนั้นก็ใช้ช้อนคนอย่างระมัดระวังก่อนจะเอ่ยว่า "เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ"
ชายชรากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบช้อนตักน้ำแกง ทว่ากลับถูกชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังร้องห้ามเอาไว้เสียก่อน "นายท่าน ให้ข้าเป็นคนจัดการเถิดขอรับ"
"เรื่องทดสอบรสชาติเช่นนี้ข้าต้องเป็นคนชิมเองถึงจะรู้เรื่อง สองพี่น้องนี้แววตาสดใสบริสุทธิ์ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่มีเจตนาปองร้ายข้าหรอกน่า" ชายชรากล่าวจบก็หัวเราะออกมาเบาๆ ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายไร้กังวล ทว่ากลับทำให้องครักษ์วัยกลางคนที่อยู่ด้านหลังตึงเครียดขึ้นมาทันที
เมื่อไป๋เจ๋อฮ่าวได้ยินชายชราเอ่ยชมพวกเขาสองพี่น้อง ก็อดไม่ได้ที่จะเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ "ผู้อาวุโสช่างตาแหลมคมยิ่งนัก พวกเราล้วนเป็นสุจริตชน ผงน้ำซุปชูรสนี้พวกเราก็เคยชิมกันเองในครอบครัวแล้ว รสชาติอร่อยเลิศล้ำจริงๆ ขอรับ"
ไป๋รั่วจู๋แอบขยิบตาให้พี่ชายคนโต กรรมพันธุ์ของครอบครัวนางช่างดีเลิศจริงๆ พี่น้องทั้งสามคนล้วนหน้าตาดี แน่นอนว่าพี่ชายคนรองย่อมมีรูปร่างหน้าตาและบุคลิกภาพที่โดดเด่นที่สุด ใครใช้ให้เขาเป็นปัญญาชนกันเล่า ส่วนพี่ชายคนโตก็ไม่น้อยหน้า แม้จะไม่มีบุคลิกที่สง่างามเท่าพี่ชายคนรอง แต่ก็ดูสุขุมหนักแน่นและพึ่งพาได้ ทำให้ผู้คนที่พบเห็นรู้สึกประทับใจได้ง่ายดาย
ชายชราพยักหน้ารับ เขาหยิบช้อนขึ้นมาตักน้ำแกงถ้วยที่ไม่ได้ใส่ผงน้ำซุปชูรสขึ้นมาชิมก่อน จากนั้นก็พยักหน้าและกล่าวว่า "ฝีมือของพ่อครัวพัฒนาขึ้นนะ บอกให้เขาตั้งใจทำงานต่อไป"
หลงจู๊ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแก้มแทบปริ "ขอบพระคุณนายท่านที่เอ่ยชมขอรับ ข้าน้อยจะช่วยกำชับคนในครัวให้ตั้งใจทำอาหารอย่างเต็มที่"
หลังจากนั้น ชายชราจึงเปลี่ยนไปชิมน้ำแกงถ้วยที่ไป๋รั่วจู๋ใส่ผงน้ำซุปชูรสลงไป ดูท่าทางก็รู้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารตัวจริง
หลังจากซดน้ำแกงเข้าไปหนึ่งคำ เขากลับนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ทุกคนในห้องต่างจับจ้องไปที่เขาด้วยความคาดหวัง ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่
ไป๋เจ๋อฮ่าวกำหมัดแน่นด้วยความลุ้นระทึก ทว่าไป๋รั่วจู๋กลับยังคงท่าทีสงบนิ่ง นางมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าผงน้ำซุปชูรสของนางจะต้องเป็นที่ถูกอกถูกใจนักชิมระดับปรมาจารย์อย่างแน่นอน เพราะมันไม่ใช่แค่ผงที่ทำจากเนื้อปลา กุ้ง หรือหอยธรรมดาทั่วไป ทว่ามันมีสัดส่วนการผสมที่ลงตัว ซ้ำยังมีสัตว์น้ำจากมิติวิเศษของนางที่มีรสชาติหวานอร่อยเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ใช่สัตว์น้ำธรรมดาๆ จะเทียบเคียงได้เลย
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ชายชราก็รีบตักน้ำแกงเข้าปากอีกหลายคำติดๆ กัน ถึงแม้เขาจะไม่ได้เอ่ยปากชม ทว่าท่าทางของเขาก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าน้ำแกงนั้นอร่อยล้ำเลิศเพียงใด เขาถึงกับซดไม่ยอมหยุดเลยทีเดียว
"ยอดเยี่ยม ช่างเป็นผงน้ำซุปที่ยอดเยี่ยมจริงๆ รสชาติกลมกล่อมเข้มข้นแต่ไม่เลี่ยน ดื่มแล้วยังหอมอบอวลติดปลายลิ้น" หลังจากซดน้ำแกงจนเกือบหมดถ้วย ชายชราก็เดาะลิ้นเบาๆ แล้วเอ่ยชมเสียงดัง
"ผู้อาวุโสช่างเป็นคนตาถึงจริงๆ เจ้าค่ะ" ไป๋รั่วจู๋กล่าวพลางยกนิ้วหัวแม่มือให้
หลงจู๊ที่ยืนอยู่ด้านข้างหน้าแดงซ่านด้วยความละอายใจ เมื่อครู่นี้ของล้ำค่าชิ้นนี้เกือบจะหลุดลอยไปจากมือของเขาเสียแล้ว เขายังสายตาไม่เฉียบแหลมเท่านายท่านจริงๆ
"เจ้าตั้งใจจะขายของสิ่งนี้อย่างไรหรือ" ชายชราหัวเราะหึๆ พลางใช้ผ้าเช็ดคราบน้ำแกงที่มุมปาก
"ของมีไม่มาก ข้าก็แค่โชคดีได้มาโดยบังเอิญ ดังนั้นขอเชิญผู้อาวุโสเสนอราคามาได้เลยเจ้าค่ะ หากเป็นราคาที่เหมาะสม ข้าก็ยินดีจะขายให้กับเหลาอาหารอิ๋งเค่อไหล" ไป๋รั่วจู๋กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ชายชราลูบเคราพลางหัวเราะเสียงดัง "แม่นางน้อยผู้นี้ช่างฉลาดเฉลียวเสียจริง"
ไป๋รั่วจู๋ยิ้มและย่อตัวคารวะชายชรา "ข้ามิกล้าแสดงฝีมืออันน้อยนิดต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญหรอกเจ้าค่ะ"
ชายชราหัวเราะลั่นก่อนจะกล่าวว่า "ข้าเป็นคนตรงไปตรงมา เอาเป็นว่าข้าให้ราคาสามสิบตำลึงเงิน เจ้าเห็นว่าอย่างไร"
ไป๋รั่วจู๋ลิงโลดในใจ เดิมทีนางคิดว่าของมีจำนวนน้อยนิด หากขายได้สักสิบตำลึงเงินก็นับว่าดีมากแล้ว อย่างน้อยก็พอจะนำไปจุนเจือครอบครัวได้บ้าง ไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะใจป้ำถึงเพียงนี้ ทว่าใบหน้าของนางยังคงเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้อย่างมิดชิด นางพยักหน้าและตอบกลับว่า "ผู้อาวุโสเสนอราคามาอย่างยุติธรรม ข้าน้อยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เจ้าค่ะ"
"ทว่า ข้ายังมีเงื่อนไขอีกข้อหนึ่ง..." ชายชราเอ่ยขึ้น
"เชิญผู้อาวุโสกล่าวมาได้เลยเจ้าค่ะ" ไป๋รั่วจู๋รู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ เพียงเท่านี้
"เจ้าต้องบอกข้ามาว่าของสิ่งนี้สามารถหาซื้อได้จากที่ใดอีก มิเช่นนั้นหากผงน้ำซุปชูรสนี้หมดลง ข้าจะทำอย่างไร" ชายชราจ้องมองไป๋รั่วจู๋เขม็ง สายตาของเขาแฝงไปด้วยการประเมิน ราวกับว่าหากไป๋รั่วจู๋หลุดปากโกหกแม้แต่คำเดียว เขาก็จะจับพิรุธได้อย่างง่ายดาย
ไป๋รั่วจู๋พยายามควบคุมสติให้เยือกเย็นที่สุด ระหว่างทางนางได้คิดหาทางหนีทีไล่เอาไว้หมดแล้ว เดิมทีนางตั้งใจจะบอกว่านางรู้วิธีผสมผงน้ำซุปชูรสนี้ และยินดีจะเป็นผู้จัดส่งสินค้าให้กับเหลาอาหารเป็นประจำ เพื่อเป็นช่องทางหารายได้เข้าครอบครัวอีกทางหนึ่ง ทว่านางก็เปลี่ยนใจอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ชายชราเสนอเงินจำนวนถึงสามสิบตำลึงเงินให้ตั้งแต่เริ่มแรก
คนเดินดินไร้ความผิด ทว่าการครอบครองของล้ำค่าคือความผิด ครอบครัวของนางในตอนนี้ไร้ซึ่งอำนาจบารมีและเบื้องหลังคอยคุ้มครอง นางจึงต้องจัดการเรื่องนี้อย่างระมัดระวังให้มากที่สุด หากนางใจร้อนวู่วามจนนำพาความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัวคงไม่คุ้มกันเป็นแน่
ดังนั้น ไป๋รั่วจู๋จึงเล่าเรื่องราวที่นางปั้นแต่งขึ้นเพื่อหลอกคนในครอบครัวให้ชายชราฟังอีกครั้ง ชายชราคอยจับจ้องนางอยู่ตลอดเวลา ทว่านางกลับไม่ได้กะพริบตาหรือแสดงอาการมีพิรุธเลยแม้แต่น้อย แม้ชายชราจะไม่ได้ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ ทว่าเขาก็เชื่อไปแล้วเจ็ดถึงแปดส่วน ในตำบลนี้มักจะมีพ่อค้าเร่จากต่างแดนเดินทางผ่านมาอยู่เสมอ บางทีอาจจะเป็นเครื่องปรุงรสที่นำเข้ามาจากต่างประเทศก็เป็นได้
ชายชรามีนามว่าเสิ่นลู่ เขาคือผู้ก่อตั้งเหลาอาหารอิ๋งเค่อไหล แม้จะอาศัยอยู่ในตำบลเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือแห่งนี้ ทว่าเขาก็เป็นผู้ที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวและเดินทางไปทั่วสารทิศมาแล้ว เขาเริ่มครุ่นคิดในใจ แคว้นทูเจวี๋ยทางตอนเหนือไม่น่าจะเป็นไปได้ ดินแดนป่าเถื่อนเช่นนั้นรู้จุกแต่การย่างเนื้อโรยเกลือกับพริกเท่านั้น จะไปรู้จักคิดค้นผงน้ำซุปชูรสเช่นนี้ได้อย่างไร
เช่นนั้นก็คงต้องเป็นแคว้นเฉิงสุ่ยทางตะวันออกเฉียงใต้ แคว้นเฉิงสุ่ยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร ซ้ำองค์ฮ่องเต้ยังโปรดปรานการเสวยพระกระยาหารเลิศรส คงจะเป็นพ่อค้าจากแคว้นเฉิงสุ่ยที่นำมันเข้ามา ว่าแต่เหตุใดพ่อค้าจากแคว้นเฉิงสุ่ยถึงได้เดินทางไปถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่หญิงสาวผู้นี้เล่ามาได้ เสิ่นลู่ครุ่นคิดอยู่ในใจ
"เจ้าพอจะจำรูปพรรณสัณฐานของชายผู้นั้นได้หรือไม่" เสิ่นลู่เอ่ยถามด้วยความเสียดาย
ไป๋รั่วจู๋ทำทีเป็นนึกย้อนความทรงจำ "ข้าจำได้เพียงว่าเขามีผิวคล้ำ ใบหน้าค่อนข้างเหลี่ยม ดวงตาตี่แต่เป็นประกายแวววาว ข้าตอบได้แค่นี้คงไม่ถือว่าทำตามเงื่อนไขของผู้อาวุโสได้ครบถ้วนหรอกกระมัง เช่นนั้นก็ลดราคาลงสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"
เสิ่นลู่โบกมือปฏิเสธ "ไม่เป็นไร เจ้าบอกกล่าวตามความจริงก็พอแล้ว" เขาเอ่ยพลางจ้องมองไป๋รั่วจู๋ด้วยแววตาเป็นประกายคมกริบ
ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดจริงๆ ด้วย ไป๋รั่วจู๋กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยโดยไม่แสดงอาการมีพิรุธใดๆ "ข้าน้อยมิกล้าปิดบังอันใดหรอกเจ้าค่ะ"
เสิ่นลู่ลูบเคราอีกครั้ง ใบหน้ากลับมาประดับรอยยิ้มใจดีเช่นเดิม "เงินสามสิบตำลึงก็ยังให้ตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนที่เกินมาก็ถือเสียว่าเป็นอั่งเปาล่วงหน้าสำหรับเด็กในท้องของเจ้าก็แล้วกัน"
ไป๋รั่วจู๋และไป๋เจ๋อฮ่าวรีบประสานมือคารวะขอบคุณ เสิ่นลู่โบกมือไล่ให้หลงจู๊พาทั้งสองคนไปรับเงิน ทั้งสองจึงกล่าวลาเขาและเดินตามหลงจู๊ออกไป
ไป๋รั่วจู๋ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่ตบตาผ่านมาได้ ต้องยกความดีความชอบให้กับทักษะการเอาตัวรอดที่นางฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ในตอนนั้นบิดาของนางเป็นผีพนันเข้าสิง มักจะกลับมาไถเงินจากนางและมารดาเสมอ หากไม่ได้ดั่งใจก็จะตบตีและด่าทอ บิดามักจะตะคอกถามเสมอว่า "ซ่อนเงินไว้ที่ไหน" หากไป๋รั่วจู๋แสดงอาการลังเลหรือมีพิรุธแม้แต่นิดเดียว นางก็จะถูกจับได้และถูกทุบตีอย่างหนัก จนในที่สุดนางก็ฝึกฝนวิชาโกหกหน้าตายได้สำเร็จ นางมักจะร้องไห้ฟูมฟายและบอกว่า "ที่บ้านไม่มีเงินเหลือแล้วจริงๆ ค่าเทอมหนูยังไม่ได้จ่ายเลย"
นางแค่นเสียงหัวเราะเยาะในใจ คงต้องขอบคุณบิดาผู้นั้นจริงๆ
[จบแล้ว]