- หน้าแรก
- เลือดล้างบัลลังก์ฉิน
- บทที่ 25 - ผู้มาเยือนในเรือนจำ
บทที่ 25 - ผู้มาเยือนในเรือนจำ
บทที่ 25 - ผู้มาเยือนในเรือนจำ
บทที่ 25 - ผู้มาเยือนในเรือนจำ
นี่เป็นวันที่ยี่สิบห้าแล้วที่จ้าวเจียต้องกล้ำกลืนฝืนกินผักโขมฤดูหนาวต้มน้ำเปล่า
ไม่มีใครมาเบิกตัวเขาไปไต่สวน ทางฝั่งของอิ๋งเหอฮวาก็ไม่มีข่าวคราวอะไร แม้แต่คนของแคว้นหานกับแคว้นจ้าวก็ไม่มีใครติดต่อเขามาเลยแม้แต่คนเดียว
เขาเหมือนคนที่ถูกลืมทิ้งไว้ในคุก
เขาปัดฝุ่นที่แขนเสื้อสองสามครั้ง พ่นลมหายใจออกมาเหมือนอย่างเคย หันหลังให้ประตูห้องขังแล้วพลิกเบาะฟางกลับด้าน
ฝนหนาวตกผ่านไปหลายระลอกแล้ว
สวี่จือถอนวัชพืชที่เพิ่งงอกใหม่ขึ้นมาจากรอยแยกของแผ่นกระเบื้องปูพื้นตำหนักสองสามต้น
เสื้อผ้าที่สวมอยู่บนร่างห่อหุ้มตัวเธอไว้จนทำให้เธอนั่งยองๆ ได้ลำบาก เธอจึงม้วนชายเสื้อขึ้น ค่อยๆ งอเข่าลง แล้วก็เริ่มลงมือถอนหญ้าจนมือเปื้อนดินไปบ้าง
"องค์หญิง ให้หม่อมฉันทำเถิดเพคะ" เถาเยานางกำนัลคนสนิทของเธอยังคงไม่เข้าใจพฤติกรรมแปลกๆ ที่เกิดขึ้นเป็นบางครั้งบางคราวของเธอ
คำพูดและการกระทำหลายอย่างขององค์หญิงน้อยมักจะไม่ค่อยปะติดปะต่อกัน นางเองก็ไม่อาจไปอธิบายเป้าหมายการกระทำเหล่านี้ให้ไทเฮาฟังได้เช่นกัน
ส่วนไทเฮานั้นตั้งแต่กลับมาจากเมืองยงเฉิง ความสัมพันธ์ที่มีต่อต้าอ๋องก็ยิ่งย่ำแย่ลง นางแทบจะเก็บตัวเงียบไม่ออกไปไหนเลย
เหล่านางกำนัลขันทีต่างก็คาดเดากันไปว่าจ้าวไทเฮาคงจะเสียสติไปแล้ว หรือไม่ก็คงใกล้จะบ้าเต็มที พวกเขาเพียงรักษากิริยาเคารพนบนอบแค่ฉากหน้าเท่านั้น ไม่มีใครกล้าเข้าไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน ตราบใดที่ไทเฮาไม่ถาม พวกเขาก็จะไม่เสนอหน้าไปรายงานเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น
เงื่อนไขที่พวกเขาจะยอมรับใช้ก็คืออำนาจ
ในเวลานี้เถาเยาเลิกใส่ใจความเคลื่อนไหวของเจิ้งหลีและองค์หญิงเหอฮวาไปโดยสิ้นเชิงแล้ว
สวี่จือเด็ดต้นหญ้าที่มีดอกไม้สีม่วงเล็กๆ บานอยู่ต้นหนึ่งมาถือไว้ในมือ
"ฤดูใบไม้ร่วงนี่ช่างเงียบเหงาเสียจริง ไม่มีพืชชนิดไหนสามารถเติบโตได้อย่างอิสระเลย นอกจากต้นหญ้าเล็กๆ แบบนี้"
"องค์หญิง?"
"แต่บางครั้ง การที่ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเกินไปก็ใช่ว่าจะดี พวกเรายังต้องการวัชพืชอยู่บ้าง"
สวี่จือเดินหาตั้งแต่ขั้นบันไดไปจนถึงลานด้านใน เธอตั้งใจจัดการพวกมันอย่างจริงจัง ไม่นานนักในมือของเธอก็มีกำหญ้าสีเหลืองแห้งกรอบปะปนกับสีเขียวชอุ่มอยู่กำใหญ่
เธอมองดูหญ้ากิ่งหนึ่งในนั้น พยายามนึกย้อนไปถึงสิ่งที่เซี่ยอู๋เชี่ยเคยสอน ยี่สิบกว่าวันที่ผ่านมานี้เธอไม่ได้อยู่ว่างๆ และเธอก็ไม่ได้มาถอนหญ้าเล่นๆ เพื่อความสนุกสนานด้วย
บางครั้งโชคชะตาก็ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ คืนที่จ้าวเจียบุกเข้ามานั้นเป็นครั้งแรกที่เธอได้อยู่ตามลำพังกับเสด็จพ่อของเธอนานขนาดนั้น
พวกเขาอยู่ใกล้ชิดกันมาก เธอจึงมองเห็นลวดลายที่ซ่อนอยู่บนฉลองพระองค์สีดำเข้มได้อย่างชัดเจน มันคือลายข้าวหลามตัดคู่พันล้อมรอบกวางหางขาว
ลวดลายนี้เคยปรากฏอยู่บนหยกประดับพู่ที่เจิ้งหลีปักขึ้นในตำหนัก และยังมีอยู่ในต้นฉบับลายมือที่ปู่ของสวี่จือทิ้งเอาไว้ด้วย
สวี่จือมองดูต้นหญ้าสีม่วงแดงที่มีใบรูปข้าวหลามตัดในมืออย่างครุ่นคิด ลำต้นของมันเป็นรูปสี่เหลี่ยม ขอบใบมีรอยหยักเป็นคลื่น
สวี่จือหยิบมันแยกออกมาต่างหาก
ร่มเงาสายหนึ่งทาบทับลงมาเหนือศีรษะของเธอ
สวี่จือคลายหัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันแล้วยิ้มกว้าง รอยบุ๋มเล็กๆ ที่มุมปากปรากฏให้เห็นลางๆ น้ำเสียงของเธอร่าเริงและสดใส
"เสด็จพี่ ดูสิเพคะ หม่อมฉันหาต้นเซี่ยคูเฉ่าเจอด้วย"
สวี่จือเช็ดหน้าเช็ดตาแล้ววิ่งเข้าไปหาเขา แขนเสื้อของฝูซูมีความชื้นจากน้ำค้างฤดูใบไม้ร่วงเกาะอยู่เล็กน้อย เธอยกต้นเซี่ยคูเฉ่าในมือขึ้นให้เขาดู
แสงสลัวอันอ่อนโยนช่วยปกปิดร่องรอยความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไปด่านหานกู่กวนเมื่อหนึ่งเดือนก่อนของฝูซูเอาไว้จนหมดสิ้น
และอีกไม่นานหลังจากนี้ สงครามที่จะทำให้แคว้นฉินต้องสูญเสียอย่างหนักก็กำลังจะปะทุขึ้น
"เหตุใดเสด็จพี่ถึงเข้าวังมาได้ล่ะเพคะ" เธอกะพริบตาถาม
ฝูซูรับต้นเซี่ยคูเฉ่าที่เธอยื่นส่งให้ เขาย่อตัวลงแล้วบีบแก้มของน้องสาวเบาๆ ดวงตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของเธอจ้องมองมาที่เขา
ระหว่างทางกลับวัง เขาได้ยินเหล่านางกำนัลขันทีต่างพากันกล่าวชื่นชมองค์หญิงเหอฮวากันอย่างพร้อมเพรียงว่านางช่างกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และไม่แสดงอาการหวาดกลัวใดๆ แม้ต้องเผชิญหน้ากับนักฆ่า
เขาไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิด ตอนที่หลี่เสียนได้ยินข่าวนี้ สีหน้าของเขาก็ดูไม่ดีเช่นกัน
ตอนนั้นพวกเขาเพิ่งจะปรึกษาหารือเรื่องกลยุทธ์บนกระดานทรายกับเหมิงเถียนเสร็จ หลี่เสียนเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างจากเขาเลย
เขาเอ่ยตำหนิเบาๆ ว่า "ไปเอาความกล้ามากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน หากบาดเจ็บขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไร"
"ก็หม่อมฉันไม่ได้เป็นอะไรนี่เพคะ ทอดพระเนตรสิ" สวี่จือหมุนตัวให้ฝูซูดูหนึ่งรอบ
พูดจบ ฝูซูหยิบผ้าไหมผืนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ "หลี่เสียนฝากข้านำสิ่งนี้มาให้เจ้า"
สวี่จือเงยหน้ามองฝูซูพลางรับจดหมายผ้าไหมผืนนั้นมา
"เขาไม่ได้อยู่ที่เสียนหยางหรือเพคะ"
"อืม เขายังอยู่ที่ด่านหานกู่กวนน่ะ"
สวี่จือคิดไม่ออกไปชั่วขณะว่าเหตุใดที่ปรึกษาอย่างเขาถึงต้องไปประจำการอยู่ที่ชายแดน
แต่เธอรู้ว่าอีกไม่นานแคว้นฉินและแคว้นจ้าวจะทำสงครามกันถึงสองครั้ง
ศึกที่เมืองเฝยและศึกที่เมืองฟานอู๋
ในสงครามทั้งสองครั้งนี้ แคว้นฉินจะเผชิญกับแรงต้านทานอย่างหนัก จ้าวอ๋องเชียนเรียกตัวหลี่มู่กลับมาจากด่านเยี่ยนเหมิน และหลี่มู่ก็ยังคงรักษาสถิติไร้พ่ายเอาไว้ได้
กลยุทธ์การตั้งรับอย่างแข็งแกร่งของหลี่มู่เดิมทีก็เพียงพอที่จะดึงเวลาจนกองทัพฉินอ่อนล้า หรือไม่ก็สามารถต่อกรกับกองทัพฉินในสนามรบได้อย่างสง่างาม ทว่าขุนพลผู้เก่งกาจที่สุดในบรรดาหกแคว้นฝั่งตะวันออกในช่วงปลายยุคจ้านกั๋วผู้นี้ กลับไม่ได้ตายคาสนามรบ แต่ต้องมาจบชีวิตลงอย่างอยุติธรรมเพียงเพราะคำกล่าวร้ายของกัวไค ขุนนางคนโปรดภายในแคว้นของตนเอง
เหลียนพัวกับหลี่มู่คือสองขุนพลที่เจิดจรัสที่สุดของแคว้นจ้าว คนหนึ่งถูกทอดทิ้งให้ไปตรอมใจตายที่แคว้นอื่น ส่วนอีกคนกลับถูกคนกันเองใส่ร้ายจนต้องโทษประหารชีวิต
หากจุดจบของวีรบุรุษคือความตายอย่างห้าวหาญ นั่นก็ถือว่าตายสมเกียรติ
แต่กลับกลายเป็นจุดจบอันแสนโศกสลดและน่าเสียดายเช่นนี้ต่างหากที่ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องทอดถอนใจด้วยความรันทด
สวี่จือถึงเพิ่งจะพอเข้าใจว่าเหตุใดหลี่ซือจึงให้ฝูซูเดินทางจากด่านหานกู่กวนกลับมาที่เสียนหยาง
ทิศตะวันตกของด่านติดที่ราบสูง ทิศตะวันออกติดหุบเหวลึก ทิศใต้เชื่อมกับเทือกเขาฉินหลิ่ง ทิศเหนือถูกปิดกั้นด้วยแม่น้ำฮวงโห เส้นทางโบราณเชื่อมสองเมืองหลวงขนานไปกับริมฝั่งแม่น้ำฮวงโห ในปีสองร้อยสี่สิบเอ็ดก่อนคริสตกาล แคว้นฉู่ แคว้นจ้าว แคว้นเว่ย แคว้นหาน และแคว้นเว่ย จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกันบุกโจมตีแคว้นฉิน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้และล่าถอยกลับไปจากที่แห่งนี้ ด่านแห่งนี้จึงแบกรับความรุ่งโรจน์ของแคว้นฉินในการสกัดกั้นกองทัพของทั้งหกแคว้นเอาไว้
พรสวรรค์ทางการทหารอันหาตัวจับยากของหวังเจี่ยนได้ทำหน้าที่เป็นดั่งจุดดำบนดวงอาทิตย์ที่ช่วยพลิกสถานการณ์ให้กับกองทัพฉินมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ส่วนการบริหารจัดการของหลี่ซือนั้นก็เป็นการเผด็จศึกอย่างเด็ดขาดอยู่เบื้องหลัง
กัวไคคือคนที่เขาซื้อตัวเอาไว้ได้ หมากเร้นลับที่แฝงตัวอยู่ตามแคว้นต่างๆ ล้วนอยู่ในกำมือของเขา
หวังเจี่ยนมองว่าหลี่มู่เป็นเสี้ยนหนามชิ้นโตที่ต้องกำจัด เขาต้องการใช้กลยุทธ์ยุแยงให้แตกแยกเพื่อกำจัดอีกฝ่ายทิ้ง และหลี่ซือก็จะทำให้แผนการนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่น
เมื่อแคว้นหนึ่งงัดกลยุทธ์ขึ้นมาใช้ พวกเขาจะไม่สนใจหรอกว่าเป็นแผนลับหรือแผนเปิดเผย เมื่ออยู่ต่อหน้าผลประโยชน์ สิ่งที่พวกเขาใส่ใจก็มีเพียงแค่ผลลัพธ์เท่านั้น การบรรลุเป้าหมายที่ดีที่สุดได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และฉับไวที่สุด นั่นจึงจะเรียกว่าแผนการสำเร็จ หากเป็นไปในทางตรงกันข้ามก็คือความพ่ายแพ้
ในยุคสมัยที่หมู่ดาวทอแสงเจิดจรัส ประกายดาวสีเงินสว่างไสวไปทั่วทั้งยุคชุนชิวจ้านกั๋ว หลังจากนี้จะไม่มีกษัตริย์ ขุนนาง ขุนพลยอดฝีมือ ที่ปรึกษาผู้ชาญฉลาด และเหล่านักปราชญ์ร้อยสำนักที่เก่งกาจและรุ่งโรจน์จนแสงสะท้อนสาดส่องเข้าหากันเช่นนี้อีกแล้ว
"การที่เสด็จพี่เสด็จกลับมา เป็นเพราะต้องไปเข้าพบท่านแม่ทัพหวังเจี่ยนใช่หรือไม่เพคะ"
"ไม่ใช่หรอก" ฝูซูยิ้ม "ข้าจะไปที่คุกเพื่อพบกับจ้าวเจีย คนที่บังอาจบุกเข้ามาในวังหลวงแคว้นฉินยามวิกาล ข้าจะทำให้คนสนิทของเขาที่อยู่ในแคว้นจ้าวคายข้อมูลออกมาให้ได้"
ฝูซูพูดถึงประโยชน์ของจ้าวเจียด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงตาของเขาใสดุจน้ำพุ ท่าทางสง่างามและมีเสน่ห์ดึงดูดใจ เขามีสายเลือดของชาวฉินไหลเวียนอยู่ในตัว ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะมีกลิ่นอายความน่าเกรงขามแบบเดียวกับบิดาของเขา
ฝูซูเองก็เป็นถึงเชื้อพระวงศ์
คุณชายใหญ่แห่งจักรวรรดิ แม้จะฝักใฝ่ในหลักคำสอนของลัทธิขงจื๊อและมีนิสัยค่อนข้างอ่อนโยน แต่เขาไม่ใช่กระดาษเปล่าอย่างแน่นอน
ทุกคนล้วนเป็นผู้ที่ฉลาดหลักแหลมและต่างก็เป็นผู้เดินหมากในกระดานนี้ทั้งสิ้น
เธอรู้สึกทั้งภาคภูมิใจและหวาดกลัวไปพร้อมๆ กัน
ฝูซูสังเกตเห็นความสับสนในแววตาของน้องสาว เขาย่อตัวลงอีกครั้งแล้วเอ่ยว่า "เอาล่ะ พูดเรื่องพวกนี้ไปเจ้าก็ยังไม่เข้าใจหรอก เห็นเจ้าปลอดภัยดี พี่ก็เบาใจแล้ว"
ฝูซูไถ่ถามถึงอาการของเจิ้งหลีด้วยความห่วงใยอีกหลายประโยค
เขาตั้งใจว่าหลังจากจัดการเรื่องของจ้าวเจียเสร็จก็จะไปเยี่ยมเสด็จแม่ที่ตำหนักจื่อหลาน
อากาศในฤดูใบไม้ร่วงช่างสดชื่นและแจ่มใส ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ใบไม้สีเหลืองแห้งกรอบบนพื้นถูกลมพัดปลิวว่อน
สายรัดผมอันอ่อนนุ่มของฝูซูก็ถูกลมพัดมาด้านหน้าเช่นกัน
สวี่จือยื่นมือไปช่วยปัดสายรัดผมที่บังตาเขาออกให้
เธอสบตากับเขา ภายใต้ขนตาที่งอนยาวคือแววตาอันเปล่งประกายเจิดจรัสของเด็กหนุ่ม ซึ่งมากพอที่จะทำให้ผู้คนตกตะลึงตั้งแต่แรกเห็น
"เสด็จพี่ รอจนหลี่เสียนกลับมาที่เสียนหยางแล้ว เสด็จพี่พาหม่อมฉันออกไปนอกวังได้ไหมเพคะ เหอฮวาอยากฟังเขาเล่าเรื่องของต่งจ้งซูผู้นั้น"
[จบแล้ว]