- หน้าแรก
- เนตรจุติสะเทือนโลกนินจา
- บทที่ 27 - จุดจบอันน่าเวทนาของเจ็ดดาบนินจา (ตอนปลาย)
บทที่ 27 - จุดจบอันน่าเวทนาของเจ็ดดาบนินจา (ตอนปลาย)
บทที่ 27 - จุดจบอันน่าเวทนาของเจ็ดดาบนินจา (ตอนปลาย)
บทที่ 27 - จุดจบอันน่าเวทนาของเจ็ดดาบนินจา (ตอนปลาย)
"ท่านโฮคาเงะ ผมทราบดีว่าคู่ต่อสู้เหล่านี้ไม่คู่ควรให้ท่านใส่ใจ แต่การที่ท่านบุกเข้าไปในดงศัตรูโดยไม่มีองครักษ์ ถือเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ของพวกเราครับ"
คำพูดที่ราบเรียบดั่งผิวน้ำของฮิวงะ ฮาเนะ ทำให้มินาโตะที่เดิมทีอารมณ์ดีขึ้นเพราะมีผู้สืบทอด ค่อยๆ กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง
เป็นความรู้สึกแบบนี้นี่เอง นิสัยที่ตรงข้ามกับคุชินะอย่างสิ้นเชิง เพียงแค่สีหน้าและน้ำเสียงก็สามารถทำให้คนรอบข้างใจเย็นลงได้
แม้จะมีประโยชน์ในสนามรบ แต่ด้วยน้ำเสียงแบบนี้ เขาก็มักจะอดไม่ได้ที่อยากจะตีความหมายแฝงให้ลึกซึ้งลงไปอีก
ตามตัวอักษรแล้ว หมายถึงตอนที่เขามาเผชิญหน้ากับศัตรู ทั้งสองคนไม่ได้อยู่ข้างกาย จึงไม่ได้ทำหน้าที่ของหน่วยองครักษ์ให้ดี แต่มินาโตะกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังบอกให้เขาทบทวนตัวเองที่มาโดยไม่พาองครักษ์มาด้วย
คิดไปเองงั้นหรือ
น้ำเสียงไม่มีการขึ้นลงเลย ฟังไม่ออกจริงๆ...
มินาโตะส่ายหน้า เลิกคิดเรื่องที่ไม่สำคัญนี้ เขาสบตากับฮิวงะ ฮาเนะ ในมือของทั้งสองคนปรากฏคุไนเทพอัสนีที่มีสัญลักษณ์ของตัวเอง แล้วส่งมอบให้อีกฝ่าย
ในขณะเดียวกัน เสียงกระซิบของฮิวงะ ฮาเนะก็ดังขึ้นข้างหูเขา
"ทิศเจ็ดนาฬิกา 29 เมตร กำลังถอยร่นไปด้านหลัง ความเร็ว 25 เมตรต่อวินาที"
มินาโตะตัดสินใจเลือกตำแหน่งสกัดกั้นที่ดีที่สุดอย่างรวดเร็ว ในมือทั้งสองข้างปรากฏคุไนเทพอัสนีข้างละสี่เล่ม แล้วขว้างออกไปยังทิศทางนั้น
ฮาเนะก็ทำท่าทางคล้ายกัน แต่เป็นอีกทิศทางหนึ่ง
ฟุ่บ...
ท่ามกลางเสียงแหวกอากาศแหลมสั้น ร่างของทั้งสองก็หายไปอีกครั้ง
...
ในป่าที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา มีเสียงระเบิดแผ่วเบาดังมาเป็นระยะ คุโรสุกิ ไรงะยืนอยู่บนกิ่งไม้ เขาสำรวจรอบด้านอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าไม่มีศัตรู จึงเริ่มจัดการบาดแผลที่แขน
หลังจากใช้ผ้าพันแผลปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสร็จ เขาก็รีบคว้าถุงผ้าบนหลังมาไว้ด้านหน้าแล้วเปิดดู
เด็กชายตัวน้อยกำลังนอนหลับสนิทอย่างสงบอยู่ภายใน
เมื่อเห็นดังนั้น คุโรสุกิ ไรงะก็ยิ้มออกมา
"โชคดีที่การโจมตีเมื่อกี้แค่ทำให้รันมารุสลบไป"
เมื่อนึกถึงฮิวงะ ฮาเนะที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน คุโรสุกิ ไรงะก็ขมวดคิ้วมองดาบสายฟ้าของตัวเอง เมื่อแน่ใจว่าดาบเล่มที่เหลืออยู่ไม่มีรอยประทับอะไรแปลกๆ เขาก็เบาใจ
หลังจากที่โฮคาเงะรุ่นที่สี่มีชื่อเสียง ข้อมูลของวิชาเทพอัสนีย่อมถูกหมู่บ้านคิรินำมาวิเคราะห์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ข้อมูลที่ว่าวิชาเทพอัสนีจำเป็นต้องใช้อักขระพิเศษในการเคลื่อนย้าย คุโรสุกิ ไรงะย่อมรู้ดี
เขาเข้าใจแล้วว่า ในตอนสุดท้ายร่างแยกเงาของฮิวงะ ฮาเนะได้สัมผัสกับใบดาบของเขาที่ทำหล่นหายไป เกรงว่าอักขระเทพอัสนีคงถูกประทับไว้ในตอนนั้นเอง
"ที่ปล่อยฉันไป เป็นเพราะอยากไปสนับสนุนโฮคาเงะรุ่นที่สี่สินะ"
ยังไงซะก็เป็นนินจาโคโนฮะ แม้จะรู้ว่าโฮคาเงะรุ่นที่สี่ผู้ใช้วิชาเทพอัสนีจะไม่มีทางเป็นอะไร แต่ก็คงทนดูดายไม่ได้
คุโรสุกิ ไรงะถอนหายใจยาว รู้สึกโชคดีที่เก็บชีวิตรอดมาได้
ส่วนคนอื่นๆ... นินจาที่มาจากหมู่บ้านหมอกโลหิตไม่สนใจพวกพ้องอยู่แล้ว
บางทีในตอนแรกอาจจะยังมีความคิดโลกสวยแบบนั้นอยู่ แต่หลังจากผ่านภารกิจกวาดล้างมามากมายก็คงทิ้งมันไปหมดแล้ว
ตอนนี้สำหรับคุโรสุกิ ไรงะ คนเดียวที่เขาต้องใส่ใจคือรันมารุเท่านั้น
"ทำดาบสายฟ้าหาย แถมยังหนีทัพมาอีก คงเป็นเป้าหมายรับบาปที่ดีที่สุด กลับหมู่บ้านไม่ได้แล้ว..."
คุโรสุกิ ไรงะพยุงแขนที่ขาดลุกขึ้น เอาถุงผ้าสะพายหลังอีกครั้ง "จากนี้ไป ก็เป็นนินจาถอนตัวเร่ร่อนไปกับรันมารุก็แล้วกัน"
เขาแยกแยะทิศทาง แล้วพุ่งตัวจากไปทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว
แต่ที่ด้านหลังห่างออกไปร้อยเมตร เนตรสีขาวคู่หนึ่งกำลังจับจ้องเขาอยู่อย่างเงียบๆ
...
ซุยคาซัน ฟูงูกิและบิวะ จูโซยืนหันหลังชนกัน ระแวดระวังทุกความเคลื่อนไหวรอบด้าน
"บัดซบ สองคนนั้นเมื่อกี้หนีไปแล้วใช่ไหม"
"เสียงร้องโหยหวนจากสองทิศทางเมื่อครู่นี้ก็อธิบายจุดจบของพวกมันได้แล้ว เลิกคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องได้แล้ว" บิวะ จูโซเอ่ยเสียงเย็น
"ฉันเข้าใจน่า แกก็อย่ามาเป็นตัวถ่วงฉันก็แล้วกัน"
เหงื่อเย็นเฉียบไหลรินลงมาตามใบหน้าของซุยคาซัน ฟูงูกิ เขาแสร้งทำใจดีสู้เสือขณะที่ลอบสังเกตการณ์รอบด้านอย่างตึงเครียด
ตั้งแต่เจอศัตรูจนถึงตอนนี้ผ่านไปกี่นาทีแล้ว
หนึ่งนาที
สามนาที
ยังไงก็ไม่ถึงสิบนาทีแน่!
เวลาสั้นๆ แค่นี้ เจ็ดดาบนินจาแห่งคิริของพวกเขากลับเหลือแค่สองคน
ระดับคาเงะ... น่ากลัวขนาดนี้เชียวหรือ
จัดการพวกเขาราวกับหั่นผักปลา เขาแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่า หากคนแบบนี้ไปอยู่ในสนามรบ จะน่าหวาดหวั่นขนาดไหน
การที่หมู่บ้านอิวะกับคุโมะถอนทัพ... ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจแล้ว
สภาพแวดล้อมที่เงียบสงัดกำลังกดดันจิตใจของทั้งสองคน ท่ามกลางช่วงเวลาที่ราวกับกำลังรอคอยความตาย เงาร่างเลือนรางสองร่างก็เดินฝ่าหมอกหนาออกมา
"เป็นแกเองเหรอ"
เมื่อเห็นฮิวงะ ฮาเนะปรากฏตัว บิวะ จูโซก็เข้าใจทันทีว่าใครเป็นคนเตือนโฮคาเงะรุ่นที่สี่เมื่อครู่นี้
เนตรสีขาว... เป็นดาวข่มของคาถาพรางหมอกจริงๆ
เมื่อซุยคาซัน ฟูงูกิเห็นฮาเนะ กลับเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ดูน่าเกลียดออกมา เขากระซิบเสียงต่ำ "ฉันจะไปสกัดไอ้เด็กเนตรสีขาวนั่น ส่วนแกก็ใช้วิชาลอบสังหารไร้สุ้มเสียงถ่วงเวลารุ่นที่สี่ไว้ ตกลงไหม"
"ถ้าไม่มีเนตรสีขาวคอยช่วย โฮคาเงะรุ่นที่สี่ก็คงเร่งความเร็วเต็มที่ได้ยาก ฉันกับแกอาจจะมีโอกาสหนีรอด"
บิวะ จูโซปรายตามองซุยคาซัน ฟูงูกิ เขาไม่ได้แฉความเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย แต่พุ่งเข้าจู่โจมมินาโตะซึ่งๆ หน้า
วิชาเทพอัสนีของอีกฝ่ายจำเป็นต้องใช้คุไนพวกนั้นเป็นสื่อกลาง หากระวังตัวให้มากพอ ก็ใช่ว่าจะสู้ไม่ได้
ถึงแม้ความหวังจะริบหรี่ก็ตาม...
ส่วนเรื่องหนี
นอกจากพวกเขาจะจับโฮคาเงะเป็นตัวประกันได้ มิฉะนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลย!
อีกด้านหนึ่ง แม้สีหน้าของซุยคาซัน ฟูงูกิจะยังคงตึงเครียด แต่เมื่อมองดูใบหน้าที่ยังดูอ่อนเยาว์และยังไม่บรรลุนิติภาวะของฮิวงะ ฮาเนะ เขาก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะอย่างมุ่งร้ายออกมา
"อัจฉริยะของตระกูลฮิวงะงั้นหรือ ขอฉันดูหน่อยเถอะว่ามวยอ่อนที่พวกแกภูมิใจนักหนามันจะสักแค่ไหน"
"เข็มพันเล่มเกศา!"
ซุยคาซัน ฟูงูกิปล่อยมือจากซาเมะฮาดะ แล้วประสานอินอย่างรวดเร็ว
เส้นผมของเขากลายเป็นของแข็งและพุ่งเข้าใส่ฮิวงะ ฮาเนะราวกับพายุฝน
เคลื่อนสวรรค์!
ทรงกลมจักระสีฟ้าคุ้มครองฮิวงะ ฮาเนะไว้ภายใน เข้าปะทะกับเส้นผมที่พุ่งมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเห็นว่าวิชานินจาไม่ได้ผล ซุยคาซัน ฟูงูกิก็ไม่ยอมเสียจักระไปเปล่าๆ เขาใช้วิชาคาถาน้ำทันที
"คาถาระเบิดมังกรวารี!"
มังกรน้ำความยาวหลายสิบเมตรพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดิน ทิ้งตัวลงมาจากท้องฟ้าพุ่งเป้าไปที่ทิศทางของเคลื่อนสวรรค์ ส่วนร่างของฟูงูกิก็หายวับไปจากจุดเดิม เร้นกายเข้าไปในม่านหมอก
ทันทีที่ฮาเนะใช้เคลื่อนสวรรค์สลายมังกรน้ำ เขาก็ฟาดฝ่ามือไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว
การโจมตีที่แฝงพลังมหาศาลจมหายไปราวกับโคลนตกลงในทะเล ถูกซาเมะฮาดะรับเอาไว้ได้
ซุยคาซัน ฟูงูกิแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา กวัดแกว่งดาบเล่มยักษ์บีบให้อีกฝ่ายถอยร่น
"มวยอ่อน นินจาสายกระบวนท่า การโจมตีของแกยังไงก็ต้องใช้จักระเป็นสื่อกลาง ถ้างั้นมันก็ใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอก"
ดาบซาเมะฮาดะของเขาคือดาบที่มีความสามารถแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาดาบนินจาทั้งเจ็ด มันสามารถกลืนกินจักระของศัตรู หรือแม้แต่วิชานินจาได้
เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ไม่มีใครสามารถแสดงฝีมือได้เต็มที่หรอก
"น่าเอาไปค้นคว้าจริงๆ"
ฮิวงะ ฮาเนะพยักหน้ายอมรับความแข็งแกร่งของซาเมะฮาดะ เขากล่าวเสียงเรียบ "แต่เจ้านายของมันไม่ได้เรื่อง"
สิ้นคำพูด ไอร้อนสีเขียวก็ปรากฏขึ้นบนร่างของเขาอีกครั้ง
ฟูงูกิชะงักไป
มวยอ่อนของตระกูลฮิวงะมีกระบวนท่านี้ด้วยหรือ
'ตายด้วยวิชานี้ ก็ถือเป็นจุดจบที่สมควรสำหรับเจ็ดดาบนินจาอย่างพวกแกแล้ว'
ท่ามกลางสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อของฟูงูกิ ฮิวงะ ฮาเนะใช้วิชาเทพอัสนีราวกับโฮคาเงะรุ่นที่สี่ ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านข้างของเขาอย่างกะทันหัน หมัดที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงระดมชกเข้าใส่จุดวิถีพลังทั่วร่างของเขา
ฮาจิมงทงโค ประตูด่านที่หก เปิด!
ยูงทองแรกอรุณ!
เมื่อต้องเผชิญกับกระบวนท่านี้ ซาเมะฮาดะที่สามารถดูดซับจักระได้กลับไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้น ในระหว่างการรุกรับด้วยความเร็วสูง ซาเมะฮาดะที่ฟูงูกิใช้เป็นโล่ป้องกันก็ยังถูกฮาเนะเตะกระเด็นไป
ฟูงูกิทำได้เพียงใช้ร่างกายรับการโจมตีนี้เข้าไปเต็มๆ ทั่วร่างของเขาถูกกระหน่ำตีอย่างหนัก
เขากระโดดถอยหลังอย่างทุลักทุเล หมายจะประสานอินเพื่อใช้วิชานินจาต่อสู้ ไม่คิดจะใช้กระบวนท่าเข้าสู้รบอีกต่อไป
กระบวนท่าที่เจ้านี่ใช้เมื่อครู่นี้แตกต่างจากนินจาฮิวงะทั่วไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่มีแก่นแท้ของการใช้ความอ่อนสยบความแข็ง กลับดูคล้ายกับวิชาโกเคนของโคโนฮะมากกว่า
ของแบบนี้ซาเมะฮาดะดูดซับไม่ได้หรอก
ทว่า ทันทีที่คิดจะร่ายวิชานินจา เขากลับพบว่าการรีดเร้นจักระของตัวเองนั้นเชื่องช้าลงอย่างมาก
ร่างกายเริ่มแข็งทื่อขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
นี่มัน...
"การสกัดจุด แกน่าจะคุ้นเคยดีนะ"
เสียงเย็นชาดังมาจากด้านหลัง ฟูงูกิยังไม่ทันได้หันกลับไปมอง ร่างกายก็ทรุดฮวบลง และไม่อาจลุกขึ้นยืนได้อีกเลย
[จบแล้ว]