- หน้าแรก
- เนตรจุติสะเทือนโลกนินจา
- บทที่ 14 - งั้นให้องค์กรชื่อว่าผู้ล้างแค้น
บทที่ 14 - งั้นให้องค์กรชื่อว่าผู้ล้างแค้น
บทที่ 14 - งั้นให้องค์กรชื่อว่าผู้ล้างแค้น
บทที่ 14 - งั้นให้องค์กรชื่อว่าผู้ล้างแค้น
สมรภูมิรบแคว้นหมอก กองบัญชาการโคโนฮะ
"แคว้นหินยอมจำนนแล้ว อีกไม่นานกองกำลังเสริมของหมู่บ้านก็จะเดินทางมาถึง เวลาแห่งการยุติสงครามใกล้เข้ามาแล้ว"
โอโรจิมารุกวาดสายตามองเหล่านินจาระดับโจนินที่มารวมตัวกันพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"มาถึงช่วงเวลาโค้งสุดท้ายแบบนี้ ห้ามประมาทหรือหละหลวมเป็นอันขาด"
เหล่าโจนินมีสีหน้าที่ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาขานรับพร้อมเพรียงกัน "ครับ!"
"อืม" โอโรจิมารุพยักหน้ารับ "ไปได้แล้ว"
เมื่อเหล่าโจนินเดินออกจากเต็นท์บัญชาการ โอโรจิมารุก็หยิบแผนที่ขึ้นมาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชะงักไป
ปุ้ง!
กลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งขึ้น พร้อมกับงูแมวเซาสีขาวที่แลบลิ้นฟ่อๆ ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าโอโรจิมารุ
มันอ้าปากกว้าง สำรอกคัมภีร์ม้วนหนึ่งออกมา
โอโรจิมารุหยิบคัมภีร์ม้วนนั้นขึ้นมาเปิดอ่านด้วยรอยยิ้ม
ภายในคัมภีร์บันทึกสมมติฐานเกี่ยวกับจักระของฮาเนะเอาไว้ แม้จะไม่ได้เป็นข้อมูลที่ล้ำค่าอะไรมาก แต่มันก็เป็นประโยชน์ต่องานวิจัยของโอโรจิมารุอย่างแท้จริง
"ก็แค่เขียนจดหมายแนะนำนามิคาเสะ มินาโตะ ไปให้ท่านอาจารย์แค่นั้นเอง ฮาเนะคุงนี่เกรงใจกันเกินไปแล้ว"
คู่แข่งคนสำคัญในการแย่งชิงตำแหน่งโฮคาเงะของนามิคาเสะ มินาโตะ ก็คือสามนินจาในตำนาน
พวกเขาล้วนมีอาวุโสและบารมีเหนือกว่ามินาโตะทั้งสิ้น
แต่ทว่าทั้งซึนาเดะและจิไรยะกลับแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าไม่ขอรับตำแหน่งโฮคาเงะ
คนเดียวที่ยังไม่เคยเอ่ยปากปฏิเสธตำแหน่งนี้ก็คือโอโรจิมารุ
ดังนั้น เมื่อเขาส่งจดหมายสนับสนุนมินาโตะไปให้โฮคาเงะรุ่นที่สามตามความต้องการของฮาเนะ ทุกอย่างจึงถูกกำหนดไว้แล้ว
'ท่านอาจารย์มักจะคอยสังเกตท่าทีของผมอยู่เสมอ แต่ในใจของท่านคงเลือกมินาโตะเอาไว้นานแล้วใช่ไหมครับ'
เขาพยายามสร้างกระแสสนับสนุนมินาโตะมาโดยตลอด แถมยังช่วยเขาสร้างรากฐานทางการเมือง ทายาทรุ่นใหม่ของตระกูลอิโนะชิกะโจที่คุ้นเคยกับตระกูลซารุโทบิมาหลายชั่วอายุคน ล้วนเป็นสหายร่วมรบของมินาโตะทั้งสิ้น
'ช่างเป็นความพยายามที่สูญเปล่าจริงๆ แต่ท่านคงไม่ได้อยากจะสละตำแหน่งโฮคาเงะในตอนนี้หรอกใช่ไหม เพียงแต่สถานการณ์มันบีบบังคับให้ท่านต้องทำแบบนั้น'
โอโรจิมารุส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะใช้คาถาไฟเผาทำลายคัมภีร์ที่อ่านจบแล้วจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน
ในศึกครั้งนี้ ตระกูลหลักไม่ได้เป็นผู้ชนะ เพราะความลับของอักขระปักษาในกรงถูกเปิดโปงจนตกไปอยู่ในมือของคนอื่นมากมาย หนำซ้ำยังสูญเสียอำนาจในการควบคุมตระกูลสาขาไปบางส่วนด้วย
ตระกูลสาขาก็ไม่ได้เป็นผู้ชนะเช่นกัน เพราะพวกเขายังไม่สามารถปลดแอกตัวเองจากอักขระปักษาในกรงได้อย่างถาวร
ส่วนอาจารย์ แม้จะดูเหมือนว่าสามารถจัดการปัญหาในครั้งนี้ได้อย่างสวยงาม แต่การสละตำแหน่งอย่างกะทันหัน โดยต้องรับเอาความผิดบางส่วนมาแบกไว้ มันก็ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเขาไม่ใช่น้อย
เมื่อมองดูเผินๆ คนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดคือนามิคาเสะ มินาโตะ ที่ได้ขึ้นเป็นโฮคาเงะ แถมยังได้ใช้สมรภูมิรบแคว้นหมอกเป็นฐานสร้างความมั่นคงให้กับอำนาจของตัวเอง
'แต่ว่า... มันเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ การดันมินาโตะขึ้นเป็นโฮคาเงะ เธอต้องการจะทำอะไรกันแน่ ฮาเนะคุง...'
...
"โลกใบนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญ มีแต่ความแน่แท้ที่ประกอบขึ้นจากตัวแปรมากมายที่ยากจะคาดเดา"
"เหมือนกับที่คุณไม่มีทางรู้ว่าประโยคต่อไปผมจะพูดอะไร"
"แต่นั่นก็เป็นแค่คุณที่ไม่รู้ ตัวผมเองย่อมต้องรู้อยู่แก่ใจ"
ฮาเนะลุกขึ้นยืนและเดินตรงไปที่ประตูบ้าน
"ถ้าผมบอกคุณ ตัวแปรนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งตายตัว"
"และด้วยวิธีนี้ คุณก็จะสามารถหยั่งรู้ถึงอนาคตเล็กๆ น้อยๆ ได้"
'แต่บังเอิญเหลือเกินว่า ตัวแปรต่างๆ ในโลกของนินจานี้ สำหรับฮาเนะแล้ว มันคือสิ่งตายตัวทั้งหมด'
'พูดง่ายๆ ก็คือ... มันเป็นอนาคตที่ถูกกำหนดไว้แล้ว!'
"เมื่อตระกูลสาขามองเห็นความหวัง แล้วถ้าความหวังอันจอมปลอมนั้นถูกฉีกกระชากจนแหลกสลาย พวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไปล่ะ"
ฮาเนะหันกลับไปมองฮิวงะ เมโกคุ ใบหน้าที่ถูกเงามืดของบ้านบดบังเอาไว้ ทำให้เมโกคุมองเห็นการแสดงออกของเขาไม่ชัดเจนนัก
'คาดหวังงั้นหรือ ไม่น่าจะใช่...'
ฮาเนะรำพึงในใจ
'ช่างคล้ายคลึงกันเหลือเกิน'
'ตระกูลอุจิวะในเวลานี้ก็กำลังฝันหวานอยู่เหมือนกับตระกูลฮิวงะในตอนนี้ไม่มีผิด'
'ผู้นำตระกูลเป็นสหายสนิทกับโฮคาเงะคนใหม่ ภรรยาของผู้นำตระกูลก็เป็นเพื่อนรักกับพลังสถิตร่างจิ้งจอกเก้าหาง'
'ในยุคนี้ ตระกูลอุจิวะได้สร้างรากฐานที่จะก้าวขึ้นไปสู่ระดับผู้บริหารระดับสูงของหมู่บ้านแล้ว!'
'ช่างน่าเสียดายที่ความฝันอันหอมหวานนี้จะต้องมลายหายไป และแปรเปลี่ยนเป็นฝันร้ายของตระกูลอุจิวะแทน'
'แล้วตระกูลฮิวงะล่ะ จะมีจุดจบแบบไหน'
ฮาเนะหมุนตัวเดินออกจากประตูบ้าน ทว่าจู่ๆ เขาก็หยุดชะงักและหันไปมองตรงมุมมืดของบ้าน
"มีธุระอะไร"
ยูซึเกะก้าวออกมาจากเงามืด เขาก้มหัวลงพร้อมกับเอ่ยขอร้อง
"รุ่นพี่ฮาเนะ... ไม่สิ ท่านฮาเนะ! ผมอยากขอให้ท่านช่วยผม ผมต้องการพลังครับ"
ฮาเนะลอบสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยชวน "เข้ามาคุยข้างในสิ"
พูดจบ เขาก็เปิดประตูเดินเข้าไปในบ้านโดยไม่รอฟังคำตอบจากยูซึเกะ
ฮิวงะ เมโกคุ ใช้เนตรสีขาวมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาจึงรีบซ่อนตัวในทันที
"ครับ!"
ยูซึเกะเดินตามเข้าไปด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เมื่อเดินมาถึงห้องรับแขก ฮาเนะก็หันกลับมาถาม "ทำไมถึงมาหาฉันล่ะ"
"เพราะท่านคือนินจาตระกูลสาขาที่แข็งแกร่งที่สุดครับ!"
สามารถสืบรู้ได้ว่าโฮคาเงะกำลังหาวิธีคลายอักขระปักษาในกรง แถมยังลอบเข้าไปในเขตหวงห้ามของตระกูลหลักได้อย่างง่ายดาย สำหรับยูซึเกะแล้ว ฮาเนะคือนินจาที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลสาขาเท่าที่เขารู้จัก!
ยูซึเกะชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
"และผมก็เชื่อว่าท่านเป็นคนที่ไว้ใจได้ พวกเขา... คนในตระกูลสาขาส่วนใหญ่กลายเป็นนกในกรงไปจริงๆ แล้ว!"
เมื่อเอ่ยถึงคำสามคำสุดท้าย ยูซึเกะก็กัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้น
คนพวกนั้นกลายเป็นทาสทางจิตวิญญาณไปแล้ว ต่อให้คลายอักขระปักษาในกรงได้ พวกเขาก็ไม่มีวันได้รับอิสระอย่างแท้จริง
"โอ้ นายคิดว่าตัวเองแตกต่างจากคนพวกนั้นอย่างนั้นหรือ"
ฮาเนะหัวเราะเบาๆ "ถ้าฉันไม่บอกเรื่องนี้ให้นายรู้ นายจะเกิดความคิดอยากจะถอนรากถอนโคนอักขระปักษาในกรงไหมล่ะ"
"คงไม่หรอก"
ยูซึเกะนิ่งเงียบไป แต่ไม่นานเขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว "แต่ผมจะลุกขึ้นสู้ต่อไป ผมจะหาวิธีคลายอักขระปักษาในกรงให้ได้ และจะนำพาคนในตระกูลทุกคนที่พร้อมจะลุกขึ้นสู้ไปด้วยกัน"
ฮาเนะมองสบสายตาอันมุ่งมั่นของยูซึเกะ เขาหรี่ตาลงพลางพึมพำ
'พอใช้ได้'
มีความเลือดร้อน แต่ก็ยังมีสติสัมปชัญญะ
มีความกล้าหาญและกล้าลงมือทำ
ที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาไม่ใช่พวกโลกสวยอุดมคติจ๋า
"เอ๊ะ ผ่านเกณฑ์หรือครับ"
ยูซึเกะยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว ฮาเนะก็โยนคัมภีร์ม้วนหนึ่งมาให้
"นี่คือพลังที่นายต้องการ พลังที่จะช่วยให้ตระกูลสาขาลุกขึ้นยืนหยัดได้อย่างแท้จริง หรือแม้กระทั่ง... ทำให้ตระกูลฮิวงะสามารถแยกตัวเป็นอิสระจากโคโนฮะได้"
ยูซึเกะมองหน้าฮาเนะด้วยความตกตะลึง สลับกับก้มมองคัมภีร์ในมือ
'ทำให้ตระกูลฮิวงะแยกตัวออกจากโคโนฮะ... มันจะเป็นไปได้ยังไง'
"ไม่เชื่อหรือ" ฮาเนะถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เปล่าครับๆ ไม่ใช่อย่างนั้น" ยูซึเกะรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน "ผมแค่รู้สึก... มันดูไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่น่ะครับ"
ในความคิดของเขา ฮาเนะก็เป็นแค่ยอดฝีมือที่เก่งกาจรองลงมาจากโฮคาเงะเท่านั้น การที่จู่ๆ อีกฝ่ายมาบอกว่าสามารถทำเรื่องเหลือเชื่อแบบนี้ได้ มันก็ทำให้เขารู้สึกทึ่งจนยากจะทำใจเชื่อ
"จะเชื่อหรือไม่ก็สุดแล้วแต่นาย"
ฮาเนะเอ่ยตัดบท "ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้วก็กลับไปเถอะ"
"เดี๋ยวก่อนครับ ท่านฮาเนะ"
ยูซึเกะสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะโค้งคำนับ
"ผมกับเพื่อนๆ ได้ก่อตั้งองค์กรขึ้นมาองค์กรหนึ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อปลดแอกตระกูลสาขาให้ได้รับอิสรภาพอย่างแท้จริง"
"ได้โปรดเข้าร่วมกับพวกเราด้วยเถอะครับ!"
...
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมสถานที่แห่งนั้นไปชั่วขณะ
ในจังหวะที่ยูซึเกะกำลังทำตัวไม่ถูก และตั้งใจจะแอบเหลือบมองปฏิกิริยาของฮาเนะ เสียงของอีกฝ่ายก็ดังขึ้นเสียก่อน
"องค์กรนั้นชื่ออะไร"
ใบหน้าของยูซึเกะฉายแววดีใจอย่างเห็นได้ชัด เขายกมือขึ้นเกาหัวแก้เกี้ยว "เรื่องนั้นยังไม่ได้คิดเลยครับ แต่ในเมื่อจุดประสงค์แรกเริ่มคือการไขว่คว้าหาอิสรภาพและการแก้แค้นตระกูลหลัก"
"งั้นให้องค์กรชื่อว่าผู้ล้างแค้น..."
"นายออกไปได้แล้ว"
เมื่อได้ยินแค่สามคำนั้น ฮาเนะก็ออกปากไล่ยูซึเกะอย่างเย็นชา
ยูซึเกะออกมายืนอยู่หน้าประตูบ้านด้วยความงุนงง
'ชื่อนี้มันมีปัญหาอะไรตรงไหนหรือ'
เขาเกาหัวแกรกๆ พยายามคิดหาเหตุผลแต่ก็คิดไม่ออก สุดท้ายจึงทำได้เพียงถือคัมภีร์ม้วนนั้นเดินจากไป
และเมื่อเขากลับมาถึงบ้าน หลังจากที่ได้อ่านเนื้อหาทั้งหมดในคัมภีร์ เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีก็ถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
เพราะสิ่งที่บันทึกอยู่ในนั้นคือประวัติศาสตร์... ประวัติศาสตร์ที่ตระกูลสาขาของโอซึซึกิบนดวงจันทร์ ซึ่งเป็นเครือญาติห่างๆ ของตระกูลฮิวงะ ได้ทำการล้างบางตระกูลหลักจนหมดสิ้น...
[จบแล้ว]