- หน้าแรก
- เนตรจุติสะเทือนโลกนินจา
- บทที่ 15 - หน่วยองครักษ์โฮคาเงะ
บทที่ 15 - หน่วยองครักษ์โฮคาเงะ
บทที่ 15 - หน่วยองครักษ์โฮคาเงะ
บทที่ 15 - หน่วยองครักษ์โฮคาเงะ
ฮาเนะยืนอยู่หน้าอาคารโฮคาเงะ เขาแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบนก่อนจะก้าวเดินเข้าไปด้านใน
เพียงช่วงเวลาสั้นๆ สถานที่แห่งนี้ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย
นินจาหน้าคุ้นเคยหลายคนหายตัวไป และมีนินจาหน้าใหม่เข้ามาทำงานแทน
คนที่นั่งอยู่ในห้องทำงานของโฮคาเงะก็เปลี่ยนจากชายชราไม้ใกล้ฝั่งมาเป็นชายหนุ่มไฟแรง
ในช่วงสงคราม ทุกอย่างถูกปรับเปลี่ยนให้เรียบง่ายที่สุด
ไม่มีแม้แต่พิธีกล่าวสุนทรพจน์รับตำแหน่ง นามิคาเสะ มินาโตะ ก็ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งและเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในฐานะโฮคาเงะทันที
"ท่านโฮคาเงะ ผมขออนุญาตยื่นเรื่องขอสอบเลื่อนขั้นโจนินครับ!" ฮาเนะมองชายหนุ่มผู้เจิดจ้าราวกับแสงตะวันตรงหน้า พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
...
"ฮิวงะ ฮาเนะ อายุสิบห้าปี ทำภารกิจระดับ S สำเร็จสี่ครั้ง ระดับ A สามสิบสองครั้ง ระดับ B..."
มินาโตะอ่านประวัติการทำภารกิจของฮาเนะพลางขมวดคิ้วครุ่นคิด
การเลื่อนขั้นเป็นโจนินของโคโนฮะ จำเป็นต้องมีผลงานหรือประวัติการทำภารกิจที่โดดเด่นมากพอ เพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถรอบด้าน
แต่ในช่วงสงคราม การสอบเลื่อนขั้นโจนินจะเน้นหนักไปที่การทดสอบความแข็งแกร่งเป็นหลัก
ส่วนข้อกำหนดเรื่องประวัติการทำภารกิจและผลงานสามารถอนุโลมลดหย่อนลงมาได้
แต่ประวัติของฮาเนะก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้นการที่เขายื่นเรื่องขอสอบเลื่อนขั้นโจนินจึงไม่มีปัญหาอะไร
สิ่งที่มินาโตะกำลังครุ่นคิดอยู่ในตอนนี้คือเรื่องอื่นต่างหาก
'ท่านรุ่นสามฝากฝังให้ฉันช่วยดูแลและปลอบขวัญตระกูลฮิวงะ จะเลือกให้เขาเป็นตัวแทนของตระกูลสาขาดีไหมนะ'
เขาได้รับรู้เรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านจากโฮคาเงะรุ่นที่สามแล้ว และเขาก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจที่จะปลอบขวัญตระกูลฮิวงะ
ตระกูลสาขาจำเป็นต้องหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับหมู่บ้านอย่างแท้จริง ส่วนตระกูลหลักก็เพิ่งจะสูญเสียกำลังสำคัญไป นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการซื้อใจพวกพ้อง หากทำได้สำเร็จ มันก็จะส่งผลดีต่อความมั่นคงของหมู่บ้านด้วย
และนั่นหมายความว่า เขาต้องจัดสรรตำแหน่งที่เหมาะสมให้กับพวกเขา
ต้องไม่สูงเกินไป แต่ก็ไม่ต่ำจนเกินไป
และต้องเป็นตำแหน่งที่สามารถดึงศักยภาพของตระกูลฮิวงะออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่...
หืม
ดวงตาของมินาโตะเป็นประกายขึ้นมา
มีตำแหน่งแบบนั้นอยู่จริงๆ ด้วย ถึงแม้ว่ามันจะเหมาะสมสำหรับตระกูลสาขาเท่านั้นก็เถอะ
นั่นก็คือตำแหน่งในหน่วยองครักษ์โฮคาเงะ ซึ่งโฮคาเงะคนใหม่ทุกคนจะต้องแต่งตั้งขึ้นมา!
หน่วยองครักษ์โฮคาเงะมีสิทธิ์ในการติดต่อสื่อสารกับโฮคาเงะได้โดยตรง และการได้คอยคุ้มกันอยู่เคียงข้างโฮคาเงะ ก็ถือเป็นการแสดงความไว้วางใจต่อผู้ที่ได้รับเลือกอย่างสูงสุด
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกหมู่บ้านก็มักจะมีธรรมเนียมในการคัดเลือกตัวเต็งที่จะได้เป็นคาเงะคนต่อไปให้เข้ามาอยู่ในหน่วยองครักษ์โฮคาเงะด้วย อย่างเช่นโฮคาเงะรุ่นที่สามก็เคยเป็นหนึ่งในหน่วยองครักษ์ของโฮคาเงะรุ่นที่สอง และคาเซะคาเงะรุ่นที่สี่ก็เคยเป็นองครักษ์ของคาเซะคาเงะรุ่นที่สามมาก่อน
ตำแหน่งนี้จึงสามารถแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของตระกูลสาขาได้อย่างชัดเจน
มินาโตะคิดในใจ 'งั้นก็รอให้สอบเลื่อนขั้นโจนินผ่านก่อน แล้วค่อยจัดการทดสอบคัดเลือกเข้าหน่วยองครักษ์โฮคาเงะก็แล้วกัน'
แต่ไม่นาน มินาโตะก็ต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง
องครักษ์โฮคาเงะส่วนใหญ่มักจะเป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจ บางคนถึงขั้นเป็นตัวเต็งโฮคาเงะคนต่อไปด้วยซ้ำ
เหตุผลที่เป็นแบบนั้น ก็เพราะต้องอาศัยผู้ที่มีความแข็งแกร่งระดับนั้นเท่านั้น ถึงจะสามารถทำหน้าที่ปกป้องโฮคาเงะได้อย่างแท้จริง
ไม่อย่างนั้น หากต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่เก่งกาจ จะกลายเป็นว่าโฮคาเงะต้องเป็นฝ่ายไปคอยปกป้องพวกเขาหรือไง
'เนตรสีขาวของฮาเนะมีประโยชน์มาก มันสามารถนำมาใช้ทดแทนความบกพร่องด้านพละกำลังได้ แถมยังมีเป้าหมายเพื่อปลอบขวัญตระกูลฮิวงะด้วย พวกที่ปรึกษาและท่านรุ่นสามคงจะเห็นด้วยที่จะให้เขามาเป็นองครักษ์ของฉัน'
'แต่คนอื่นๆ นี่สิ... ถ้าฝีมือไม่ถึงขั้น คงจะรับเข้ามาไม่ได้'
แต่พอมินาโตะลองทบทวนสไตล์การต่อสู้ของตัวเองดู เขาก็รู้สึกจากใจจริงว่า การจับเอายอดฝีมือมาอยู่ในหน่วยองครักษ์ของเขามันช่างเป็นการกระทำที่สิ้นเปลืองทรัพยากรเสียจริงๆ
'เพราะถ้าเป็นองครักษ์ของฉัน ต่อให้จะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าตามความเร็วของฉันตอนต่อสู้ไม่ทัน มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี'
เมื่อคิดได้ดังนี้ มินาโตะก็ผุดไอเดียบางอย่างขึ้นมา
...
"เอ๊ะ การสอบเลื่อนขั้นโจนินหรือ"
ณ ร้านราเม็งอิจิราคุ มิยูกิที่กำลังนั่งรอราเม็งมาเสิร์ฟเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "ฮาเนะคุงกำลังจะได้เป็นโจนินเต็มตัวแล้วสินะ"
"อืม" ฮาเนะที่นั่งอยู่ข้างๆ พยักหน้ารับ "ฉันคิดว่าตัวเองพร้อมแล้วล่ะ"
"อย่างนั้นหรือ ดีจังเลยนะ"
ใบหน้าของมิยูกิฉายแววอิจฉาเล็กน้อย
'ถ้าไม่ได้คัมภีร์ม้วนนั้นมา ฉันจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับโจนินได้นะ'
เธอเองก็ตอบไม่ได้ แต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่
"ถ้าอย่างนั้น วันนี้ฉันก็คงไม่ได้มาแค่เพื่อขอบคุณอย่างเดียวแล้วล่ะ แต่ต้องขอแสดงความยินดีล่วงหน้าที่ฮาเนะคุงจะสอบผ่านด้วย"
มิยูกินึกขึ้นได้ เธอหันไปมองเถ้าแก่ร้านราเม็งด้วยความรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย
ถึงราเม็งอิจิราคุจะอร่อยมากก็เถอะ แต่เอามาเลี้ยงฉลองเนี่ย... มันจะดูแปลกๆ ไปหน่อยไหม
"ไม่เป็นไรหรอก" ในจังหวะที่มิยูกิกำลังรู้สึกลังเล ฮาเนะก็พูดขึ้น "ฉันเองก็ชอบราเม็งอิจิราคุเหมือนกันนะ"
นี่คือร้านที่นารูโตะลงทุนโฆษณาและรับประกันความอร่อยด้วยตัวเองเลยนะ เขาเคยมาลองชิมตั้งนานแล้ว
รสชาติมันยอดเยี่ยมมากจริงๆ
"อืม"
ราเม็งถูกยกมาเสิร์ฟพอดี มิยูกิรับชามราเม็งของตัวเองมาพลางพยักหน้าเบาๆ
'ช่างเถอะ เอาไว้ค่อยเตรียมของขวัญดีๆ มาให้ตอนที่ฮาเนะคุงสอบผ่านก็แล้วกัน'
เพราะถึงยังไง... ตอนนี้เธอก็ทำอะไรไม่ได้ และยิ่งไม่มีความคิดที่จะหนีออกจากหมู่บ้านด้วย
เป็นไปตามที่คาดไว้ คนในตระกูลบางคนถูกพวกตระกูลหลักจับตามองไปแล้วจริงๆ
ส่วนเธอรอดตัวมาได้เพราะฮาเนะช่วยเตือนไว้ทันท่วงที ทำให้ไม่ถูกสงสัย แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียโอกาสในการลงมือไปเช่นกัน
โฮคาเงะรุ่นที่สี่ ผู้ใช้วิชาเทพอัสนี... ช่างเป็นบุคคลที่รับมือด้วยยากจริงๆ
เธอไม่ได้กลัวตาย แต่ตอนนี้เธอจะตายไม่ได้
ในฐานะตระกูลสาขาเพียงคนเดียวในตอนนี้ที่ไม่หวั่นเกรงต่ออักขระปักษาในกรง หากเธอต้องมาตายเพราะมัวแต่ตามล้างตามผลาญตระกูลหลัก ตระกูลสาขาก็จะสูญเสียหลักประกันชิ้นสุดท้ายไป
อย่าลืมสิว่า โฮคาเงะรุ่นที่สามและซึนาเดะก็รู้วิธีใช้อักขระปักษาในกรงด้วยเหมือนกัน
ตราบใดที่พวกตระกูลสาขายังไม่ถูกถอนอักขระปักษาในกรง เธอก็ไม่กล้าไว้วางใจคนพวกนั้นหรอก
มิยูกิที่กำลังหงุดหงิดระบายความโกรธลงกับอาหาร เธอสวาปามราเม็งตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
ฮาเนะได้แต่นั่งมองชามเปล่าที่ค่อยๆ กองพะเนินสูงขึ้นเรื่อยๆ ตรงหน้ามิยูกิ สลับกับมองชามราเม็งสามใบตรงหน้าตัวเองอย่างเหม่อลอย
'พอเนตรสีขาววิวัฒนาการแล้ว ปริมาณความจุของกระเพาะก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยงั้นหรือ ไม่น่าจะใช่นะ ขนาดตัวฉันเองก็ยังกินได้เท่าเดิมเลยนี่นา'
'งั้นก็แสดงว่าเป็นมาตั้งแต่เกิดสินะ'
'ตอนไปทำภารกิจด้วยกันก็กินแต่เสบียงกรัง เลยไม่ได้สังเกตเรื่องนี้เลย'
เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาแปลกๆ ของฮาเนะ มิยูกิก็ชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าของเธอขึ้นสีระเรื่อ
"พ่อกับฉันเป็นคนกินจุทั้งคู่น่ะ สงสัยคงจะได้กรรมพันธุ์มาจากคุณปู่ล่ะมั้ง"
"แต่ฉันก็ถือว่ายังกินไม่จุเท่าไหร่นะ ลูกพี่ลูกน้องของฉัน... ยัยนั่นกินจุยิ่งกว่าฉันอีก"
เมื่อพูดถึงลูกพี่ลูกน้อง สีหน้าของมิยูกิก็กลับมาเรียบเฉย ดูเหมือนเธอไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้สักเท่าไหร่
ฮาเนะมีความเกรงใจมากพอที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียงต่อ แต่ในใจของเขาก็มีคำตอบอยู่แล้ว
ลูกพี่ลูกน้องของเธอคนนั้นน่าจะเป็นคนของตระกูลหลัก
หากครอบครัวตระกูลหลักในรุ่นใดรุ่นหนึ่งมีทายาทสองคน คนหนึ่งจะต้องถูกประทับอักขระปักษาในกรงและกลายเป็นคนของตระกูลสาขา
เพื่อเป็นการจำกัดจำนวนคนของตระกูลหลักนั่นเอง
และอีกคนหนึ่งก็จะได้เป็นตระกูลหลัก ซึ่งมักจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงกว่า
จากคำพูดของมิยูกิ สายตระกูลของเธอถูกลดขั้นเป็นตระกูลสาขา ส่วนสายตระกูลของลูกพี่ลูกน้องเธอกลายเป็นตระกูลหลัก
แต่ทว่า ตระกูลหลักที่กินจุยิ่งกว่ามิยูกิ แถมอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน... มันชวนให้นึกถึงใครบางคนจริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฮาเนะก็หัวเราะเบาๆ "กินจุสิดี แสดงว่าพลังงานในร่างกายของเธอมีมากกว่าคนทั่วไปโดยกำเนิด ปริมาณจักระก็ต้องเยอะตามไปด้วย สำหรับนินจาแล้ว นี่ถือเป็นความโชคดีมากเลยนะ"
จักระเกิดจากการหลอมรวมกันระหว่างพลังงานกายและพลังงานจิตในสัดส่วนที่พอเหมาะ
หากมีพลังงานกายสูง และมีพลังงานจิตที่สามารถสอดรับกันได้ ปริมาณจักระก็ย่อมไม่น้อยแน่นอน
มิยูกิชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความประหลาดใจ "ฮาเนะคุงมีมุมมองที่แปลกดีนะ ปกติคนอื่นคงมองว่ามันแปลกประหลาดที่เด็กผู้หญิงกินจุขนาดนี้..."
"ก็แค่สิบชามเอง"
ฮาเนะปรายตามองชามที่กองซ้อนกันอยู่บนโต๊ะ "ฉันเคยเห็นคนที่กินจุยิ่งกว่านี้อีก"
"คนของตระกูลอากิมิจิหรือเปล่า" มิยูกิถามด้วยความสงสัย
"ไม่ใช่" ฮาเนะส่ายหน้า ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากร้าน "ลูกสาวของลูกพี่ลูกน้องเธอยังไงล่ะ"
...
มิยูกิจ่ายเงินด้วยความงุนงง ก่อนจะรีบวิ่งตามออกไป "พี่ยังไม่ได้แต่งงานเลยนะ จะไปมีลูกสาวได้ยังไง"
ฮาเนะตอบหน้าตาย "เธอไม่ได้เถียงนี่นาว่าลูกสาวของยัยนั่นจะกินจุสู้เธอไม่ได้"
"เรื่องนั้นฉันเดาได้ตั้งแต่ตอนที่เห็นปริมาณอาหารของพี่เขาแล้วล่ะ สายตระกูลฝั่งนั้นก็เป็นแบบนี้มาตลอด กินล้างกินผลาญ ถ้าไม่นับเรื่องรูปร่างล่ะก็ พวกเขายังดูเหมือนคนตระกูลอากิมิจิมากกว่าคนตระกูลอากิมิจิตัวจริงซะอีก"
มิยูกิก้มมองหน้าอกของตัวเอง ก่อนจะพึมพำเสียงเบา "แต่ว่านะ... น่าอิจฉาจังเลย"
ฮาเนะชะงักฝีเท้าไปชั่วขณะ แต่ก็รีบตีหน้าขรึมและก้าวเดินต่อไปราวกับไม่ได้ยินอะไร
'อิจฉาอะไรกัน'
'ถ้าแม่ของฮินาตะเหมือนกับฮินาตะ นั่นก็สมควรให้น่าอิจฉาอยู่หรอก... แต่เธอก็ดูเหมือนจะไม่ได้ด้อยไปกว่ากันสักเท่าไหร่เลยนี่นา'
[จบแล้ว]