- หน้าแรก
- ทะลุมิติเบิกวิถีเซียน ข้ามภพสยบมรรคา
- ตอนที่ 15 โชคดีของตระกูลอู๋
ตอนที่ 15 โชคดีของตระกูลอู๋
ตอนที่ 15 โชคดีของตระกูลอู๋
ณ เรือนบรรพชนตระกูลอู๋ บริเวณลานกว้างหน้าศาลบรรพชนเนืองแน่นไปด้วยคนในตระกูลกว่าสี่ร้อยชีวิต
พึงรู้ไว้ว่าแม้จะนับรวมคนเฒ่าคนแก่และสตรีกับเด็ก ตระกูลอู๋ทั้งหมดยังมีประชากรเพียงแปดร้อยกว่าคน ทว่ายามนี้เป็นเวลากลางวันแสกๆ ทั้งมิใช่ช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองใด ตามหลักแล้วคนตระกูลอู๋สมควรแยกย้ายกันไปทำงานตามร้านค้าหรือเรือนไร่ต่างๆ
การรวมตัวกันของคนในตระกูลมากมายถึงเพียงนี้นับเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
ทว่ากลางลานกว้างกลับมีสตรีและเด็กจำนวนไม่น้อยกำลังร้องไห้คร่ำครวญ ผ้าขาวหลายผืนถูกนำมาคลุมปิดทับบางสิ่งบนพื้น บรรยากาศล้วนกดดันถึงขีดสุด
“พี่หยวนมาแล้ว” น้ำเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น
“อู๋หยวนหรือ อัจฉริยะวิถียุทธ์แห่งเรือนสายที่เก้าผู้นั้นน่ะหรือ”
“ผู้นำตระกูลให้ความสำคัญกับเขามากที่สุด”
“หึ ในอนาคตเขาอาจกลายเป็นยอดฝีมือเข้าทำเนียบได้ แต่ตอนนี้เขาก็เป็นเพียงนักรบขั้นเจ็ด จะมีประโยชน์อันใดกัน” คนในตระกูลหลายร้อยคนกลางลานกว้างต่างหันขวับไปมองพร้อมกระซิบกระซาบถกเถียงกัน มีทั้งความอยากรู้อยากเห็น ความเคลือบแคลงสงสัย และความดูแคลนปะปนกันไป
ตระกูลอู๋มิใช่ตระกูลใหญ่โตนับพันปี มีสมาชิกเพียงไม่กี่ร้อยคน ทุกครั้งที่ถึงช่วงปีใหม่และสามเทศกาลใหญ่ คนในตระกูลส่วนมากจึงจะมารวมตัวกันที่เรือนบรรพชนแห่งนี้
ส่วนอู๋หยวนนั้น หลายปีมานี้เขาได้รับความโปรดปรานจากผู้นำตระกูลอู๋ฉี่หมิงอย่างมากจนเลื่องชื่อลือนามไปทั่วทั้งตระกูล อีกทั้งในการประลองใหญ่ของสำนักยุทธ์เมื่อหลายเดือนก่อน เขายังได้แสดงฝีมือจนโดดเด่นเหนือใคร
ด้วยเหตุนี้ คนในตระกูลที่ไม่รู้จักอู๋หยวนจึงมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ฟุ่บ ฟุ่บ
อู๋หยวนเดินตามอู๋ตงเย่าและคนอื่นๆ อีกไม่กี่คน ฝ่าฝูงชนที่แหวกทางให้โดยอัตโนมัติ เพียงปรายตามองก็เห็นภาพเหตุการณ์กลางลานกว้างได้อย่างชัดเจน
สตรีและเด็กที่กำลังร่ำไห้ รวมถึงร่างไร้วิญญาณเหล่านั้น
ซากศพทั้งหกศพ
แม้จะได้รับรู้เรื่องราวคร่าวๆ จากปากของอู๋ตงเย่ามาบ้างแล้ว อีกทั้งเขายังเคยได้ยินกิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมของพรรคนอกเมืองมานาน
ทว่าการได้ยินกับการมาเห็นด้วยตาตนเองนั้นเป็นคนละเรื่องกันเลย
อู๋หยวนในชาติก่อนเคยปะทะกับหุ่นรบจักรกล เคยต่อสู้เสี่ยงตายกับสัตว์ร้ายยีนกลายพันธุ์ เคยสร้างตำนานชนะรวดหนึ่งพันแปดร้อยเจ็ดสิบครั้งบนเครือข่ายต่อสู้แห่งดวงดาวในจักรวาลนฤมิตมาแล้ว
มีเพียงสิ่งเดียวที่เขายังไม่เคยทำ นั่นคือการสังหารคนจริงๆ
การฆ่าคนถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ในยุคแห่งดวงดาว ต่อให้เป็นปรมาจารย์วิถียุทธ์แล้วจะทำไม เครือข่ายฟ้าครอบคลุมตรวจสอบได้ทั้งดวงดาว ปืนใหญ่วงโคจรระหว่างดวงดาวเพียงนัดเดียวก็สามารถกวาดล้างมหานครให้สูญสิ้น พลานุภาพเหล่านี้ทำให้ไม่มีพื้นที่ให้ผู้ฝึกยุทธ์ได้แสดงฝีมืออีกต่อไป
การบำเพ็ญวิถียุทธ์ในยุคแห่งดวงดาวมีเป้าหมายสูงสุดคือการแสวงหาวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
ปรมาจารย์วิถียุทธ์ส่วนใหญ่มักกอบโกยความมั่งคั่งผ่านการถ่ายทอดสด การประลองระหว่างปรมาจารย์ หรือศึกตัดสินจุดสูงสุดวิถียุทธ์ทั่วทั้งระบบสุริยะ
หาใช่การต่อสู้เข่นฆ่ากันจนเลือดตกยางออกไม่
เมื่อเดินทางมาถึงดินแดนจงถู่ แม้จะได้อ่านตำรามามากมาย แม้จะผสานเข้ากับความทรงจำของร่างเดิมจนล่วงรู้ถึงความโหดร้ายของโลกใบนี้ดีว่ามีผู้คนมากมายใช้วิชายุทธ์ละเมิดกฎหมาย
แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่อู๋หยวนได้เผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายนี้
มีคนตายจริงๆ
ท่ามกลางสตรีและเด็กที่กำลังร่ำไห้ ไม่เพียงมีคนที่อู๋หยวนรู้จัก ทว่ายังมีคนที่เขามักคุ้นเป็นอย่างดี
มีครอบครัวหนึ่งที่มีบ้านห่างจากบ้านของอู๋หยวนไปเพียงหลายสิบเมตรเท่านั้น
การที่สายเลือดคนในตระกูลต้องมาตายอย่างอนาถเช่นนี้ สร้างความสะเทือนใจให้แก่อู๋หยวนอย่างมหาศาล
หลังจากรับรู้ต้นสายปลายเหตุ เรื่องนี้ยิ่งปลุกเร้าจิตสังหารที่ก่อตัวขึ้นในใจของอู๋หยวนให้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
“อู๋หยวน เข้าไปในโถงหารือกันเถอะ” อู๋ตงเย่ากล่าวเสียงต่ำ
อู๋หยวนพยักหน้ารับ
ทั้งสองสาวเท้าก้าวผ่านศาลบรรพชนเข้าไปยังโถงหารือที่อยู่ลึกเข้าไปในเรือน ที่แห่งนี้มีผู้คนเบาบางยิ่งนัก มีเพียงสี่คนเท่านั้น
อู๋หยวนที่เดินตามอู๋ตงเย่าเข้าใจดีว่า ในสถานการณ์ที่ผู้นำตระกูลอู๋ฉี่หมิงถูกคุมตัวไว้ คนเพียงไม่กี่คนที่อยู่ที่นี่ก็คือผู้มีอำนาจตัดสินใจของตระกูลอู๋ในยามนี้
“อู๋หยวนขอคารวะท่านลุงท่านอาทุกท่าน” อู๋หยวนค้อมกายลงเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพ
การคารวะครั้งนี้ อู๋หยวนกระทำแทนเจ้าของร่างเดิม อีกทั้งยังเป็นการแสดงความขอบคุณที่ตระกูลคอยช่วยเหลือครอบครัวของเขาและสนับสนุนตัวเขามาโดยตลอด
“อู๋หยวนกับตงเย่ามาแล้ว” ชายชราหนวดเคราขาวโพลนที่นั่งอยู่ด้านข้างฝืนยิ้มออกมาบางๆ “นั่งลงก่อนเถิด”
“นั่งเถิด” ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำที่อยู่อีกด้านหนึ่งเอ่ยสมทบ
ส่วนอีกสองคนที่เหลือกลับมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ซึ่งวาจาใด ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่
“ท่านลุงท่านอาทุกท่าน” อู๋หยวนลุกขึ้นยืน หากวัดจากความสูง เขาในยามนี้สูงถึงหนึ่งเมตรแปดสิบเซนติเมตรแล้ว หากไม่ใช่เพราะใบหน้าที่ยังคงดูอ่อนเยาว์ คงไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากว่าเขาเพิ่งมีอายุเพียงสิบสี่ปีเท่านั้น
“ระหว่างทางข้าได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดจากปากของท่านอาตงเย่าแล้ว” อู๋หยวนกล่าว “เรือนทางใต้ของเมืองถูกทำลาย ผู้นำตระกูลถูกจับตัวไป การกระทำของพรรคพยัคฆ์เพลิงในครั้งนี้เกินกว่าเหตุไปมาก”
“อู๋หยวน”
ชายหัวโล้นในชุดคลุมสีดำที่ก่อนหน้านี้มิได้เอ่ยปากพลันกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ที่เรียกเจ้ามาในวันนี้มิใช่เพราะเจ้ามีสิทธิ์เข้าร่วมการหารือของตระกูล เพียงแค่ต้องการให้เจ้าส่งมอบเงินสนับสนุนที่ตระกูลเคยให้ไว้กลับคืนมาเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ตระกูลผ่านพ้นวิกฤติตรงหน้าไปได้ เรื่องอื่นเจ้าไม่จำเป็นต้องสอดปาก”
“ท่านอาหลง ตามที่ท่านกล่าวมา ต้องเป็นบุคคลระดับใดจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการหารือของตระกูลได้” อู๋หยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่สอบเข้ารับราชการจนได้เป็นซิ่วไฉก็ต้องเป็นหลงจู๊คุมเรือนไร่หรือร้านค้า หรือไม่ก็ต้องบรรลุเป็นอาจารย์ยุทธ์ขั้นหก” ชายหัวโล้นนามว่าอู๋หลงกล่าวเสียงเย็น “เด็กน้อยอย่างเจ้า รอให้โตกว่านี้ค่อยว่ากันเถิด”
“ท่านอาหลง” น้ำเสียงของอู๋หยวนยังคงสงบนิ่ง “หากเป็นอาจารย์ยุทธ์ขั้นหกก็ถือว่าใช้ได้ ข้าคิดว่าตอนนี้ข้าย่อมมีสิทธิ์ที่จะพูดแล้ว”
ทันทีที่วาจานี้หลุดออกไป ผู้คนทั้งสี่ต่างตกตะลึง
ทั้งอู๋ตงเย่า อู๋หลง และชายชราหนวดเคราขาวโพลนต่างอดไม่ได้ที่จะมองอู๋หยวนด้วยความประหลาดใจ แววตาของพวกเขาแฝงความไม่อยากเชื่อเอาไว้
ความหมายแฝงในคำพูดของอู๋หยวนคือเขามีความแข็งแกร่งระดับอาจารย์ยุทธ์แล้ว
ทันใดนั้นเอง
“ตู้ม!” ร่างของชายหนุ่มนามว่าอู๋หลงพลันพุ่งทะยานออกไป
เขากระโดดเพียงครั้งเดียวก็ข้ามระยะทางสองจั้ง รวดเร็วและดุดันราวกับเสือดาวป่า เมื่อเท้าเหยียบลงบนพื้น แผ่นหินศิลาเขียวก็บังเกิดรอยร้าวขึ้นเป็นสาย เขาไม่หยุดชะงักแม้แต่น้อย นิ้วทั้งห้ากำแน่นเป็นหมัดก่อนจะชกเข้าใส่อู๋หยวนอย่างรุนแรง!
“อย่านะ” ชายชราหนวดเคราขาวโพลนอุทานออกมาตามสัญชาตญาณ
“อู๋หลง หยุดมือเดี๋ยวนี้” อู๋ตงเย่าทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยว เขาต้องการพุ่งเข้าไปขวางการเคลื่อนไหวของอู๋หลง ทว่าในสถานการณ์กะทันหันเช่นนี้ นักรบขั้นเจ็ดอย่างเขาจะตอบสนองทันได้อย่างไร
สีหน้าของทุกคนพลันแปรเปลี่ยนไป
“ปัง!”
เสียงปะทะอันหนักหน่วงดังก้องกังวาน ผิดไปจากความคาดหมายของบุคคลระดับสูงตระกูลอู๋หลายคน อู๋หยวนไม่เพียงไม่ถอยร่น แต่กลับตอบโต้ด้วยการปล่อยหมัดเข้าปะทะอย่างไม่เกรงกลัว
ภายใต้แรงปะทะที่หนักหน่วงถึงหมื่นชั่ง พื้นดินก็แตกร้าวออกเป็นวงกว้างในชั่วพริบตา
อู๋หลงไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เขาค่อยๆ ดึงหมัดกลับมา แววตาแฝงความเหลือเชื่อและเจือไปด้วยความยินดี
ส่วนอู๋หยวนกลับเซถอยหลังไปหลายก้าวราวกับสู้แรงไม่ได้จึงค่อยทรงตัวหยุดยืน ทว่าแววตาของเขากลับฉายแววไม่ยอมแพ้
ความเหนือชั้นและด้อยกว่าระหว่างทั้งสองฝ่ายถูกตัดสินในทันที
ภายในโถงหารือตกอยู่ในความเงียบงัน อู๋ตงเย่า ชายชราหนวดเคราขาวโพลน และคนอื่นๆ รวมสี่คนต่างเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
อู๋หลงคือยอดฝีมืออันดับสองของตระกูลอู๋แห่งเมืองหลีเฉิงเชียวนะ!
เขาสามารถระเบิดพลังมหาศาลได้ถึงหนึ่งหมื่นห้าพันชั่ง
การปะทะกันอย่างซึ่งหน้าเช่นนี้ เขากลับไม่สามารถบดขยี้อู๋หยวนได้อย่างเบ็ดเสร็จงั้นหรือ เป็นเพียงการได้เปรียบเล็กน้อยเท่านั้น ช่องว่างระหว่างพวกเขาแทบไม่ชัดเจนเลย
สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าอู๋หยวนมีพละกำลังอย่างน้อยหนึ่งหมื่นชั่ง!
“ฮ่าฮ่า ดีเยี่ยม! เจ้ามิได้โกหกจริงๆ”
อู๋หลงไม่มีทีท่าโกรธเคืองแม้แต่น้อย บนใบหน้าอันเย็นชาปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา “เจ้าหนูอู๋หยวน เป็นอาหลงอย่างข้าที่มองเจ้าผิดไป ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้ามีสิทธิ์ที่จะเสนอความเห็นในการหารือของตระกูล”
“เมื่อสามเดือนกว่าก่อนยังเป็นแค่นักรบขั้นเจ็ด แต่ตอนนี้กลับมีพละกำลังถึงหมื่นชั่งแล้วงั้นหรือ” อู๋ตงเย่ามองอู๋หยวนราวกับเห็นสัตว์ประหลาด เขาฝึกฝนมาหลายปีแต่ก็ไม่อาจก้าวขึ้นเป็นอาจารย์ยุทธ์ได้เสียที
“อาจารย์ยุทธ์วัยสิบสี่ปี!”
ชายชราหนวดเคราขาวโพลนถึงกับลุกขึ้นยืน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นอย่างหาที่สุดไม่ได้ “เมืองหลีเฉิงมีอัจฉริยะวิถียุทธ์เช่นนี้ถือกำเนิดขึ้นครั้งสุดท้ายก็เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนนู่น”
“นี่ถือเป็นโชคดีของตระกูลอู๋เราโดยแท้!”
“เป็นข้าที่โอหังเกินไป หวังว่าท่านลุงท่านอาทุกท่านจะให้อภัย” สีหน้าของอู๋หยวนดูเหมือนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม
“โอหังงั้นหรือ”
“หึหึ” อู๋หลงส่ายหน้าพร้อมหัวเราะ “เจ้าหนู แบบนี้ถือว่าโอหังแล้วหรือ หากข้ามีพรสวรรค์วิถียุทธ์เช่นเดียวกับเจ้า อาหลงของเจ้าคนนี้จะโอหังยิ่งกว่าเจ้าเป็นสิบเท่า!”