- หน้าแรก
- ทะลุมิติเบิกวิถีเซียน ข้ามภพสยบมรรคา
- ตอนที่ 2 รังแกเจ้าที่ยังเยาว์และยากไร้
ตอนที่ 2 รังแกเจ้าที่ยังเยาว์และยากไร้
ตอนที่ 2 รังแกเจ้าที่ยังเยาว์และยากไร้
"ท่านผู้นำตระกูล"
"แม่ทัพรักษาการณ์มีฐานะสูงส่ง แม้แต่ใต้เท้าเจ้าเมืองยังต้องเกรงใจเขาถึงสามส่วน ข้าที่เป็นเพียงศิษย์สำนักยุทธ์ที่ยังไม่บรรลุถึงระดับอาจารย์ยุทธ์ขั้นหกเสียด้วยซ้ำ ไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะได้พบเขา แล้วจะไปล่วงเกินเขาได้อย่างไร" อู๋หยวนเอ่ยถามกลับ
อู๋ฉี่หมิงจ้องมองอู๋หยวน หวังจะมองหาเบาะแสบางอย่างจากแววตาของเขา
น่าเสียดายสิ่งที่เขามองเห็นมีเพียงความสงบนิ่งราบเรียบเท่านั้น
"แล้วเหตุใดคืนนี้แม่ทัพสวีจัดงานเลี้ยงจึงได้ส่งคำเชิญให้ข้าไปร่วมงานอย่างกะทันหัน ทั้งยังกำชับว่าต้องพาเจ้าไปด้วย" อู๋ฉี่หมิงเอ่ยถึงต้นสายปลายเหตุ
อู๋หยวนพลันกระจ่างแจ้งในทันที
สี่ยักษ์ใหญ่แห่งเมืองหลีเฉิงได้แก่ เจ้าเมือง ผู้ช่วยเจ้าเมือง ผู้บัญชาการทหาร และแม่ทัพรักษาการณ์
สามคนแรกนำโดยเจ้าเมืองเป็นผู้กุมอำนาจเด็ดขาดในเมืองหลีเฉิง ส่วนแม่ทัพรักษาการณ์นั้นดูเหมือนจะไม่อาจยื่นมือเข้าแทรกแซงกิจการภายในท้องถิ่นได้ ทว่าการเป็นผู้บัญชาการกองทัพหนานเมิ่งจำนวนหกร้อยนายซึ่งถือเป็นกำลังรบที่เด็ดขาด ก็ทำให้แม้แต่เจ้าเมืองยังไม่อยากขัดแย้งกับเขา
บุคคลสำคัญระดับนี้เมื่อจัดงานเลี้ยงส่วนตัว ปกติแล้วย่อมเชิญเพียงตระกูลชั้นนำสิบอันดับแรกของเมืองหลีเฉิงเท่านั้น
ตระกูลอู๋หรือ แม้แต่อันดับหนึ่งร้อยตระกูลแรกยังนับว่าไม่ติดด้วยซ้ำ
ย่อมเป็นธรรมดาที่อู๋ฉี่หมิงจะคิดว่าอู๋หยวนไปล่วงเกินแม่ทัพรักษาการณ์เข้า มิเช่นนั้นแล้วจะได้รับคำเชิญอย่างกะทันหันได้อย่างไร
"ท่านผู้นำตระกูล หากต้องดึงข้าไปพัวพันกับแม่ทัพสวีให้ได้ ก็คงไม่พ้นเรื่องการแย่งชิงอันดับในการประลองใหญ่ระหว่างข้ากับสวีหย่วนหาน..." อู๋หยวนเอ่ยเสียงเรียบและอธิบายถึงความบาดหมางระหว่างเขากับสวีหย่วนหานอย่างรวดเร็ว
อันที่จริงแล้วทั้งสองคนไม่ได้มีความบาดหมางอะไรกันเลย ในอดีตแทบจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันด้วยซ้ำ
ทว่า
โควตาการเข้าสู่ตำหนักอวิ๋นอู่ของสำนักยุทธ์ประจำเขตแต่ละแห่งนั้น ในหนึ่งปีมีเพียงหนึ่งที่นั่งเท่านั้น
นี่คือการแย่งชิงผลประโยชน์
"ตำหนักอวิ๋นอู่หรือ อันดับหนึ่งในการประลองใหญ่หรือ" อู๋ฉี่หมิงที่สามารถนั่งตำแหน่งผู้นำตระกูลได้อย่างมั่นคงย่อมต้องปราดเปรื่องเป็นธรรมดา เพียงความคิดแล่นผ่านเขาก็เข้าใจถึงเหตุและผลในเรื่องนี้ทะลุปรุโปร่ง
ด้วยความสามารถของแม่ทัพรักษาการณ์ การจะส่งบุตรชายเข้าสู่สำนักเหิงอวิ๋นนั้นเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก
ทว่าศิษย์สำนักธรรมดาทั่วไปจะนำมาเทียบกับศิษย์ตำหนักอวิ๋นอู่ได้อย่างไร
ในฐานะที่เป็นสำนักยุทธ์ระดับสูงสุดของสำนักใหญ่ ทรัพยากรและคัมภีร์วิทยายุทธ์ต่างๆ ที่ศิษย์ตำหนักอวิ๋นอู่จะได้รับนั้นมากกว่าศิษย์ธรรมดาทั่วไปถึงสิบเท่า
"อู๋หยวน เดี๋ยวเจ้าตามข้าไปร่วมงานเลี้ยง ไม่ว่าจะพบเจอสถานการณ์เช่นไร หากข้าไม่อนุญาตก็ห้ามวู่วามเด็ดขาด" อู๋ฉี่หมิงกล่าวเสียงต่ำ "เข้าใจหรือไม่"
"ท่านผู้นำตระกูล ข้าทราบดี" อู๋หยวนยิ้มบาง "แม่ทัพรักษาการณ์นั้นข้าล่วงเกินไม่ได้ ตระกูลอู๋ของเราก็ล่วงเกินไม่ได้เช่นกัน เพื่อท่านแม่และน้องสาว เพื่อตระกูลแล้ว ต่อให้ต้องทนรับความอยุติธรรมมากเพียงใดข้าก็จะอดทน"
แม่ทัพรักษาการณ์หรือ หากเป็นช่วงจุดสูงสุดในชาติก่อนอู๋หยวนจะไปใส่ใจได้อย่างไร
เพียงแต่
สถานการณ์บีบบังคับ ต่อให้อู๋หยวนจะมีทักษะวิถียุทธ์ล้ำเลิศเพียงใดก็ไม่อาจก้าวข้ามช่องว่างของพละกำลังทางร่างกายที่แตกต่างกันหลายสิบเท่าเพื่อเอาชนะยอดฝีมือขั้นสี่ได้
ดังนั้นเมื่อความแข็งแกร่งยังไม่เพียงพอ เวลาที่ควรอดทนก็ต้องอดทน
ยิ่งไปกว่านั้นอู๋หยวนยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของคนในครอบครัว
"อู๋หยวน เจ้าก็ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไป การประลองใหญ่ของสำนักยุทธ์นั้นพัวพันกับเรื่องราวมากมาย แม่ทัพสวีอาจจะไม่กล้ายื่นมือเข้ามาสอดก็เป็นได้" อู๋ฉี่หมิงกล่าวเสียงเบา "การเชิญพวกเราไปร่วมงานเลี้ยงอาจจะเป็นเพราะเรื่องอื่น"
อู๋หยวนพยักหน้าโดยไม่เอ่ยแย้ง
เรื่องอื่นหรือ
ความเป็นไปได้ช่างน้อยนิดเหลือเกิน
"ไปกันเถิด อย่าให้สายนักเลย" อู๋ฉี่หมิงส่งสัญญาณให้คนขับรถม้าที่อยู่ไม่ไกลบังคับรถม้าให้เคลื่อนเข้ามาใกล้ๆ อย่างช้าๆ
ฟุ่บ
อู๋หยวนใช้ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ กระโดดเพียงครั้งเดียวก็มุดเข้าไปในห้องโดยสารรถม้า
อู๋ฉี่หมิงมีสีหน้าแฝงความกังวลเล็กน้อย เขาก้าวขึ้นรถม้าไปทีละก้าวตามม้านั่งเหยียบ ในฐานะผู้นำตระกูลเขาจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ที่ควรมีเอาไว้
……
จวนตระกูลสวีโอ่อ่าหรูหรา สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
ในฐานะแขกที่มีสถานะค่อนข้างต่ำต้อย อู๋ฉี่หมิงรู้ตัวดีจึงพาอู๋หยวนมาถึงงานแต่เนิ่นๆ ทว่ากลับไม่ได้ถูกกลั่นแกล้งอย่างที่คาดคิดไว้ พ่อบ้านสวี่แห่งจวนตระกูลสวีเชิญพวกเขาไปนั่งที่โต๊ะรั้งท้ายอย่างสุภาพพร้อมทั้งยกน้ำชาและขนมมาให้
เวลาล่วงเลยไป แขกเหรื่อเดินขวักไขว่ไปมาดั่งมวลเมฆ บุคคลสำคัญของเมืองหลีเฉิงที่ปกติหาตัวจับยากต่างทยอยเดินทางมาถึง
ในท้ายที่สุด
แม้แต่เจ้าเมืองและผู้ช่วยเจ้าเมืองก็เดินทางมาถึง แม่ทัพสวีก็ยังออกไปต้อนรับด้วยตัวเองเช่นกัน
งานเลี้ยงในครั้งนี้ถือได้ว่าทำให้อู๋หยวนได้เห็นมาตรฐานสังคมชั้นสูงของโลกใบนี้อย่างแท้จริง
การแสดงร่ายรำและเสียงดนตรีมีมาให้ชมไม่ขาดสาย หญิงขับร้องงดงามมีเสน่ห์ทว่าไม่ยั่วยวนจนเกินงาม
อาหารเลิศรสหลากหลายชนิดที่ปกติแล้วหาทานตามข้างทางได้ยากก็ถูกนำมาเสิร์ฟอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
งานเลี้ยงที่หรูหราอลังการเช่นนี้ แม้แต่อู๋ฉี่หมิงผู้เป็นผู้นำตระกูลก็ยังรู้สึกเกร็งอยู่บ้าง มันเหนือจินตนาการของเขาไปมาก ต่อให้เป็นงานฉลองประจำปีของสายหลักตระกูลอู๋ก็ยังเทียบไม่ได้กับวันนี้
ทว่าอู๋หยวนกลับไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ยิ่งเวลาผ่านไปอู๋หยวนก็ยิ่งรู้สึกง่วงซึม นั่นเป็นเพราะในชาติก่อนเขาเคยเห็นการร่ายรำและเสียงดนตรีที่วิจิตรงดงามกว่านี้เป็นร้อยเท่า อีกทั้งยังเคยเข้าร่วมงานเลี้ยงที่หรูหรากว่านี้เป็นสิบเท่า
"โลกใบนี้เจริญรุ่งเรืองกว่าราชวงศ์ในยุคโบราณมากนัก นี่เป็นเพียงเมืองศูนย์กลางระดับเขต ยังมีเมืองศูนย์กลางระดับเขตปกครองที่มีประชากรนับล้านคนอีก ทว่าต่อให้จะหรูหรายิ่งใหญ่เพียงใด เกรงว่าก็คงยากจะเทียบเท่างานเฉลิมฉลองบนเครือข่ายความเร็วสูงที่จัดขึ้นผ่านจักรวาลนฤมิตได้" อู๋หยวนมองดูด้วยสายตาเย็นชา
งานเลี้ยงเลิกราผู้คนแยกย้าย
งานเลี้ยงดำเนินไปจนถึงช่วงค่ำ ในที่สุดอู๋หยวนและอู๋ฉี่หมิงก็ได้รับการเชิญเป็นการส่วนตัวจากพ่อบ้านให้ไปยังห้องโถงด้านข้างเพื่อพูดคุย
ทั้งสองคนต่างเข้าใจดีว่า ถึงเวลาแล้ว
จวนตระกูลสวีกินพื้นที่หลายสิบหมู่ รอบนอกคฤหาสน์มีทั้งภูเขาจำลอง ระเบียงทางเดิน ศาลาริมน้ำและหอเก๋ง ทว่ายิ่งเข้าไปลึกเท่าใดการตกแต่งประดับประดาก็ยิ่งเรียบง่ายมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งแฝงไปด้วยกลิ่นอายสังหารอันเยียบเย็นของกองทัพ
"ท่านผู้นำตระกูลอู๋ คุณชายอู๋ เชิญทางนี้ขอรับ" พ่อบ้านสวี่ในชุดคลุมสีม่วงที่มีใบหน้าอ่อนโยนเดินนำทางพวกเขาทั้งสองคน
เมื่อเข้าสู่ห้องโถงด้านข้าง
แตกต่างจากความโกลาหลในห้องโถงด้านหน้า ที่นี่เงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง
"อู๋ฉี่หมิงขอคารวะแม่ทัพสวี คารวะอาจารย์ใหญ่จาง" อู๋ฉี่หมิงทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะยืนขึ้นแล้วค้อมตัวลงเล็กน้อยอีกครั้ง
อู๋หยวนทำตามอย่างว่าง่าย
สิ่งเดียวที่ทำให้อู๋หยวนรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างก็คืออาจารย์ใหญ่ของสำนักยุทธ์กลับอยู่ที่นี่ด้วย
"ท่านผู้นำตระกูลอู๋เกรงใจไปแล้ว เชิญนั่ง"
แม่ทัพสวีมีน้ำเสียงดังกังวานดุจระฆังใหญ่ รูปร่างล่ำสันกำยำ ใบหน้าเหลี่ยมนั้นมีความคล้ายคลึงกับสวีหย่วนหานถึงแปดส่วน
แม้เขาจะสวมชุดธรรมดาทว่ากลิ่นอายไร้รูปร่างที่แผ่ออกมา ในความรู้สึกของอู๋หยวนแล้วราวกับเป็นสัตว์ร้ายตัวหนึ่งซึ่งน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอาจารย์ใหญ่ 'จางต๋า' ที่อยู่ด้านข้างเสียอีก
กฎของสำนักเหิงอวิ๋นระบุไว้ว่าต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสี่ขึ้นไปเท่านั้นจึงจะสามารถดำรงตำแหน่งแม่ทัพรักษาการณ์ประจำเมืองศูนย์กลางได้
สิบสามแคว้นแห่งดินแดนจงถู่มีวิถียุทธ์เก้าขั้น
ขั้นเก้าขั้นแปดและขั้นเจ็ดถูกขนานนามรวมกันว่า 'นักรบยุทธ์' คนธรรมดาทั่วไปเพียงแค่ขัดเกลาเส้นเอ็นและกระดูกก็มีความหวังที่จะบรรลุถึงได้
ขั้นหกสามารถเรียกได้ว่าเป็นอาจารย์ยุทธ์ นับว่าเป็นการก้าวเข้าสู่ประตูแห่งวิถียุทธ์อย่างแท้จริง
เมื่อบรรลุถึงระดับขั้นห้าก็นับว่าขึ้นทำเนียบยอดฝีมือ ไม่ว่าจะมองไปแห่งหนใดในใต้หล้าล้วนสามารถเรียกขานได้เต็มปากว่าเป็น 'ยอดฝีมือเข้าทำเนียบ'
ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสี่น่ะหรือ
"ในช่วงจุดสูงสุดของชาติก่อน ลำพังแค่สมรรถภาพทางกายล้วนๆ ข้าก็คงเทียบไม่ติดกับแม่ทัพสวีผู้นี้" ความคิดนี้สว่างวาบขึ้นในหัวของอู๋หยวน
ในด้านร่างกายนั้นมนุษย์ในดินแดนจงถู่แข็งแกร่งกว่ามาก ชายฉกรรจ์สามารถมีพละกำลังถึงพันชั่งได้อย่างง่ายดาย
"ข้าได้ยินมาตลอดว่าปีนี้สำนักยุทธ์มีอัจฉริยะวิถียุทธ์ผู้ 'เปิดทะลวงสติปัญญา' ปรากฏตัวขึ้น วันนี้ในที่สุดก็ได้พบหน้าเสียที" แม่ทัพสวียิ้มบาง สายตาจับจ้องไปที่ร่างของอู๋หยวน
"อยู่ต่อหน้าท่านแม่ทัพมิกล้าใช้คำว่าอัจฉริยะหรอกขอรับ" อู๋ฉี่หมิงรีบกล่าว
"พี่อู๋ไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอก ในบรรดาศิษย์สำนักยุทธ์ที่ข้าพบเจอมาตลอดหลายปี อู๋หยวนถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าอย่างแน่นอน" ชายชราชุดดำนามว่าจางต๋าที่อยู่ด้านข้างหัวเราะร่า
"เป็นเพราะอาจารย์ใหญ่จางสั่งสอนมาดีขอรับ" อู๋ฉี่หมิงกล่าว
"อาจารย์เป็นเพียงผู้ชี้แนะหนทางส่วนการฝึกฝนนั้นต้องพึ่งพาตนเอง หากไม่มีความพยายามของอู๋หยวนเอง ต่อให้ข้าอยากจะสอนก็คงสอนไม่สำเร็จหรอก" อาจารย์ใหญ่จางกล่าวกลั้วหัวเราะ
อู๋ฉี่หมิงยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกเคลือบแคลงใจ
พรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ของอู๋หยวนนั้นโดดเด่นเป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะในช่วงกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ความเร็วในการพัฒนาของเขานั้นเรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัว
ทว่าต่อให้มีพรสวรรค์สูงส่งเพียงใดก็ไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่แท้จริง เขายังไม่ทันบรรลุถึงระดับอาจารย์ยุทธ์ขั้นหกเสียด้วยซ้ำ ห่างไกลจากความคุ้มค่าที่จะให้แม่ทัพรักษาการณ์และอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักยุทธ์ระดับนี้มาเอ่ยปากยกยออย่างต่อเนื่อง
ต้องรู้ไว้ว่า
ทั้งสองท่านนี้ล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งในวิถียุทธ์อย่างแท้จริง
"แม่ทัพสวี อาจารย์ใหญ่จาง" อู๋ฉี่หมิงยิ้มประจบเล็กน้อย "การเรียกตัวข้าและอู๋หยวนมาในครั้งนี้ เกรงว่าคงมีธุระสำคัญ มีสิ่งใดโปรดสั่งการมาได้เลยขอรับ"
เขาเอ่ยถามเข้าประเด็นทันที
"ตกลง เช่นนั้นข้าก็จะพูดตรงๆ เลยก็แล้วกัน" ใบหน้าของอาจารย์ใหญ่จางเจือความขึงขังขึ้นมาเล็กน้อย "การประลองใหญ่ของสำนักยุทธ์ในปีนี้ใกล้จะมาถึงแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งของอู๋หยวน เขามีความหวังสูงมากที่จะคว้าอันดับหนึ่งและได้เลื่อนขั้นเข้าไปฝึกฝนในตำหนักอวิ๋นอู่"
"เพียงแต่หากเจ้าเข้าสู่ตำหนักอวิ๋นอู่ในตอนนี้ก็จะเป็นเพียงแค่ศิษย์ธรรมดาทั่วไปเท่านั้น"
"ทว่าปีหน้าเป็นปีครบรอบสามร้อยปีแห่งการก่อตั้ง 'สำนักเหิงอวิ๋น' ของพวกเรา ซึ่งมีความสำคัญต่อสำนักเป็นอย่างยิ่ง"
"ดังนั้นข้าจึงได้ปรึกษาหารือกับแม่ทัพสวีและท่านเจ้าเมือง หวังว่าอู๋หยวนจะยอมสละสิทธิ์การประลองใหญ่ในปีนี้และอยู่ฝึกฝนในสำนักยุทธ์ประจำเขตต่อไปอีกหนึ่งปี หลังจากผ่านไปหนึ่งปีความแข็งแกร่งของเจ้าย่อมต้องเหนือกว่าตอนนี้อย่างแน่นอน มีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมที่จะช่วงชิงตำแหน่ง 'อันดับหนึ่งแห่งสี่เขตปกครอง' ในการประลองใหญ่ระดับเขตได้ ถึงตอนนั้นการเข้าสู่ตำหนักอวิ๋นอู่ในฐานะผู้ครองอันดับหนึ่ง จะถือเป็นเกียรติยศของเมืองหลีเฉิงทั้งเมือง เจ้าเองก็จะได้รับทรัพยากรในการฝึกฝนมากขึ้น นับว่าเหมาะสมกับเจ้าเป็นอย่างยิ่ง" ท่าทีของอาจารย์ใหญ่จางดูจริงใจยิ่งนัก
ศิษย์ที่ได้อันดับหนึ่งในการประลองใหญ่ของสำนักยุทธ์จากแต่ละพื้นที่ เมื่อเข้าสู่ 'ตำหนักอวิ๋นอู่' แล้วจะต้องมาประลองกันอีกครั้ง ซึ่งเรียกว่า 'การประลองใหญ่ระดับเขต'
และสิ่งที่เรียกว่าสี่เขตปกครองนั้นก็หมายถึงดินแดนสี่เขตปกครองที่สำนักเหิงอวิ๋นเคยปกครอง
การคว้าอันดับหนึ่งมาได้ย่อมหมายความว่าเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ตำหนักอวิ๋นอู่รับเข้ามาในปีนั้น ย่อมต้องได้รับความสนใจอย่างล้นหลามเป็นธรรมดา อีกทั้งยังประจวบเหมาะกับงานฉลองครบรอบสามร้อยปีของสำนักอีกด้วย
คำพูดของอาจารย์ใหญ่จางฟังดูสวยหรูน่าเลื่อมใสยิ่งนัก
ทว่าอู๋ฉี่หมิงและอู๋หยวนจะไม่เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่เบื้องหลังได้อย่างไร
กฎของสำนักเหิงอวิ๋นระบุไว้ว่า หากอายุครบสิบหกปีบริบูรณ์แล้วจะไม่อนุญาตให้เข้าสู่ตำหนักอวิ๋นอู่
ส่วนสวีหย่วนหานในปีนี้อายุสิบห้าปีแล้ว
หากทำเพื่อความหวังดีต่ออู๋หยวนจริงๆ เหตุใดจึงต้องเชิญพวกเขาทั้งสองคนมาร่วมงานเลี้ยงที่จวนตระกูลสวีด้วยเล่า แม่ทัพรักษาการณ์เหตุใดจึงต้องออกหน้าเอง ต้องรู้ไว้ว่าตามกฎแล้วจวนแม่ทัพไม่อาจสอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวกิจการของสำนักยุทธ์ได้
เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นเพียงการยืมอำนาจบารมีของงานเลี้ยงเพื่อทำให้อู๋ฉี่หมิงและอู๋หยวนเกิดความยำเกรงจนไม่กล้าปฏิเสธง่ายๆ ก็เท่านั้น
"อาจารย์ใหญ่จาง"
อู๋ฉี่หมิงกัดฟันก้มหน้าลงพลางกล่าว "มิใช่ว่าอู๋หยวนไม่อยากสร้างชื่อเสียงให้กับสำนักยุทธ์หรอกนะขอรับ ทว่าฐานะทางบ้านของเขานั้นขัดสน ตระกูลอู๋ของเราก็เป็นเพียงตระกูลเล็กๆ ยากที่จะสนับสนุนเขาได้อย่างเต็มที่ หากปราศจากทรัพยากรจากภายนอก ต่อให้ฝึกฝนอยู่ในสำนักยุทธ์อีกหนึ่งปีก็เกรงว่าจะยากต่อการแย่งชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งแห่งสี่เขตปกครอง มิสู้ให้เขาเข้าสู่ตำหนักอวิ๋นอู่ในปีนี้เลย เมื่อเขาเติบโตขึ้นในภายภาคหน้าก็ถือเป็นเกียรติยศของเมืองหลีเฉิงของเราเช่นเดียวกัน"
อู๋หยวนมองอู๋ฉี่หมิงด้วยความตกตะลึงเล็กน้อย ท่านผู้นำตระกูลถึงกับมีความกล้าที่จะปฏิเสธเชียวหรือ
"เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ" จางต๋าหรี่ตาลงเล็กน้อย กลิ่นอายแปรเปลี่ยนไปจางๆ
หยาดเหงื่อผุดซึมออกมาบนหน้าผากของอู๋ฉี่หมิง เขารู้สึกราวกับว่ากำลังถูกพยัคฆ์ร้ายจ้องมองอยู่
"มิใช่ว่าไม่เชื่อหรอกขอรับ เพียงแต่วิถีการฝึกยุทธ์หากไม่ก้าวหน้าก็เท่ากับถอยหลัง การเข้าสู่ตำหนักอวิ๋นอู่ช้าไปหนึ่งปีนั้นส่งผลกระทบต่ออู๋หยวนมากเกินไป" อู๋ฉี่หมิงตัดใจกล่าวออกไป
เขารู้ดีว่าการปฏิเสธจะนำมาซึ่งปัญหาใหญ่
ทว่าในใจของเขา อนาคตของอู๋หยวนนั้นสำคัญกว่า
"ท่านผู้นำตระกูลอู๋คิดวางแผนเพื่ออู๋หยวนในระยะยาว สวีผู้นี้เลื่อมใสยิ่งนัก" แม่ทัพสวีเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ทว่าการที่อู๋หยวนสร้างชื่อเสียงให้เมืองหลีเฉิง ชาวเมืองหลีเฉิงทั้งมวลย่อมไม่เพิกเฉยต่อความเสียสละของอู๋หยวน จึงขอมอบเงินขาวห้าพันตำลึงเพื่อให้เป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกฝนของอู๋หยวนตลอดหนึ่งปีนี้"
ขณะที่กล่าว แม่ทัพสวีก็กวาดสายตามองไปด้านข้าง
"แอ๊ด" ประตูข้างถูกเปิดออก บ่าวรับใช้คนหนึ่งค้อมตัวลงอย่างนอบน้อมพร้อมกับนำตั๋วเงินปึกใหญ่มาถวาย ตั๋วเงินแต่ละใบล้วนระบุมูลค่า 'หนึ่งร้อยตำลึง' ที่มุมของตั๋วเงินมีอักษรคำว่า 'ฉวินซิง' ประทับไว้เพื่อป้องกันการปลอมแปลง
ห้าพันตำลึงเชียวหรือ อู๋ฉี่หมิงถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะ
แววตาของอู๋หยวนก็สั่นไหวเล็กน้อยเช่นกัน
ตระกูลอู๋แห่งเมืองหลีเฉิงทุกสายรวมกัน หากต้องการรวบรวมเงินก้อนใหญ่ระดับนี้ก็ยังถึงขั้นต้องยอมขายทรัพย์สินทิ้งเลยทีเดียว
นี่มันเงินก้อนมหึมาขนานแท้
"อู๋หยวน เจ้ายินดีหรือไม่" แม่ทัพสวีหันไปมองอู๋หยวนโดยตรง