- หน้าแรก
- รอยหมึกและน้ำตาเลือด
- บทที่ 45 - ปลาที่กำลังจะขาดใจตาย
บทที่ 45 - ปลาที่กำลังจะขาดใจตาย
บทที่ 45 - ปลาที่กำลังจะขาดใจตาย
บทที่ 45 - ปลาที่กำลังจะขาดใจตาย
นายหญิงต้วนพูดจา ปากขยับเปิดปิดอย่างเลื่อนลอย แววตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย คล้ายกับปลาที่ถูกลากขึ้นฝั่งและกำลังจะขาดใจตาย
หวังเอ้อร์เหนียงกระตุกชายเสื้อซานเยว่ แม้นางจะกล้าบ้าบิ่นแค่ไหน แต่นางก็กลัวคนบ้าเหมือนกัน
ตอนนี้นายหญิงต้วนเห็นได้ชัดว่าดูไม่ปกติ ไม่ปกติเอามากๆ มีปลาใกล้ตายตัวไหนบ้างที่พูดมากขนาดนี้
ซานเยว่เอื้อมมือไปกดไหล่หวังเอ้อร์เหนียง เป็นสัญญาณให้ใจเย็นๆ ไว้ก่อน
"ภายในองค์กรผีเสื้อวิหคคราม มีการแบ่งระดับชั้นอย่างเข้มงวดห้าระดับ ได้แก่ ทอง ดำ แดงเข้ม คราม และ เขียว ผู้บังคับบัญชาของแต่ละสายจะควบคุมเครือข่ายผู้ใต้บังคับบัญชาตั้งแต่สิบถึงหลายสิบครอบครัว ยกตัวอย่างเช่นใต้เท้าหลิวอยู่ระดับสีแดงเข้ม ส่วนตระกูลเฉิงของเราอยู่ระดับสีคราม ในมือของเขายังมีระดับสีครามอีกสิบสามครอบครัว ส่วนว่ามีครอบครัวไหนบ้าง ไว้มีโอกาสข้าค่อยบอกเจ้า"
ยิ่งนายหญิงต้วนพูด ริมฝีปากก็ยิ่งซีดเผือด
หวงฉีพูดปนสะอื้น "นายหญิง ท่านอย่าพูดอีกเลย ท่านนอนพักเถอะเจ้าค่ะ"
นายหญิงต้วนโบกมือ สายตาเหม่อลอยมองไปที่หวงฉี "เมื่อกี้เจ้าตั้งใจจะคลานเข้ามาช่วยข้าใช่ไหม ข้าได้ยินเสียงเจ้าแล้ว ขอบใจเจ้ามากนะ ข้าคิดจะส่งเจ้าไปแต่งงานกับตาแก่ใกล้ลงโลงอายุเจ็ดแปดสิบ เจ้าโกรธเกลียดข้าหรือไม่"
นางไม่ต้องการคำตอบจากหวงฉี "เจ้าโกรธเกลียดข้าก็เป็นเรื่องธรรมดา ติดตามข้ามาทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าตั้งมากมาย หญิงสาวดีๆ คนหนึ่งกลับต้องมาสร้างหนี้บาปกรรมมากมาย วางใจเถอะ ข้าจะชดใช้หนี้พวกนั้นแทนเจ้าเอง"
หวังเอ้อร์เหนียงยิ่งฟังยิ่งรู้สึกแปลกๆ ปลาใกล้ตายตัวนี้ดูทะแม่งๆ ราวกับว่าวินาทีต่อไปนางพร้อมจะกระโดดลงกระทะทองแดงด้วยความสมัครใจเสียอย่างนั้น
นายหญิงต้วนตบหลังมือหวงฉีเบาๆ แล้วหันไปหาเฮ่อซานเยว่อย่างอ่อนแรง "เมื่อกี้พูดถึงไหนแล้วนะ อ้อ ผีเสื้อวิหคครามห้าสี กฎเกณฑ์เข้มงวดมาก ต้องทำงานตามเทียบเชิญในระดับสีเดียวกันให้สำเร็จครบหนึ่งร้อยใบ จึงจะมีสิทธิ์ยื่นเรื่องขอเลื่อนขึ้นเป็นระดับที่สูงกว่าได้ แต่หากสามารถข้ามขั้นไปทำงานตามเทียบเชิญของระดับสีที่สูงกว่าได้สำเร็จหนึ่งใบ ก็จะสามารถหักล้างเทียบเชิญในระดับสีเดียวกันได้ถึงสามสิบใบ รอจนกว่าจะได้เลื่อนขึ้นสู่ระดับสีแดงเข้มอย่างราบรื่น ผีเสื้อวิหคครามก็จะมอบทางเลือกให้สองทาง ทางเลือกแรกคือการสนับสนุนให้เข้าเมืองหลวง ทางเลือกที่สองคือการมอบตำแหน่งขุนนางให้ หากเป็นขุนนางอยู่แล้วในตำแหน่งที่ต่ำกว่าขุนนางขั้นสี่ ก็มีทางเลือกสองทางเช่นกัน เมื่อทำสำเร็จเงื่อนไขหนึ่งข้อ ทางเลือกแรกคือเลื่อนขั้นครึ่งระดับในตำแหน่งเดิม เช่นจากขุนนางขั้นสี่รองเลื่อนเป็นขุนนางขั้นสี่เต็มขั้น ทางเลือกที่สองคือได้เข้าเมืองหลวงไปเป็นขุนนางเมืองหลวง"
ช่างเป็นกฎเกณฑ์ที่ล่อตาล่อใจเสียจริง
การเลื่อนขั้นและร่ำรวย อยู่ในเทียบเชิญเพียงไม่กี่ใบนี้เอง
"แล้วจะเข้าร่วมองค์กรผีเสื้อวิหคครามได้อย่างไร" ซานเยว่เอ่ยถามเสียงเบา "หรือว่าแค่มีพื้นเพมาจากเจียงหนานก็เข้าได้แล้ว"
นายหญิงต้วนทำหน้าราวกับได้ยินเรื่องตลกขบขันที่สุดในโลก "ดินแดนเจียงหนานเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ อุดมสมบูรณ์และกว้างใหญ่ไพศาล ประชากรหนาแน่นตระกูลมากมาย หากใครๆ ก็เข้าร่วมได้ แล้วมันจะมีค่าอะไรล่ะ"
นางชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว "การจะเข้าร่วมผีเสื้อวิหคครามต้องมีเงื่อนไขสามประการ หนึ่งคือต้องมีผู้แนะนำ สองคือต้องมีความโดดเด่นเฉพาะตัว สามคือต้องมีจังหวะโอกาสที่เหมาะสม เดิมทีตระกูลเฉิงเป็นเพียงหมอชาวบ้าน อาศัยบารมีจากการช่วยชีวิตใต้เท้าผู้เฒ่าถึงได้ยกระดับฐานะตระกูลขึ้นมา และอาศัยการแต่งงานกับข้า ถึงได้โอกาสไปปรนนิบัติรับใช้ที่ภูเขาฝูซั่ว เมื่อได้รับโอกาสที่ภูเขาฝูซั่ว ถึงได้ก้าวเท้าเข้าสู่ผีเสื้อวิหคคราม เริ่มไต่เต้าจากระดับสีเขียว ใช้เวลาถึงเจ็ดปีกว่าจะได้เลื่อนเป็นระดับสีคราม และเมื่อสองเดือนก่อนเพิ่งได้รับเทียบเชิญระดับสีแดงเข้มมาใบหนึ่ง ซึ่งเงื่อนไขที่ระบุในนั้นก็คือ ตัวเจ้านั่นแหละ"
"มีนิสัยซื่อสัตย์และงดงามสง่า ฉลาดหลักแหลมแต่ก็อ่อนแอเชื่อฟัง เชี่ยวชาญการวาดภาพแต่มีชาติกำเนิดต่ำต้อย ไร้ตัวตนราวกับเงา หากตายกะทันหันก็ไม่มีใครมาตามสืบสาวราวเรื่อง"
นายหญิงต้วนชี้มืออย่างอ่อนแรงไปที่ซานเยว่ "พวกเขาต้องการหญิงสาวที่เหมือนกับเงา มีนิสัยซื่อสัตย์เชื่อฟัง แต่ต้องเก่งเรื่องวาดภาพและฝีมือดีพอจะนำไปอวดใครได้ ชาติกำเนิดต่ำต้อยแต่ต้องมีจุดอ่อนให้บีบบังคับควบคุมได้ หากตายไปก็ไม่มีใครมาออกโรงทวงความยุติธรรมให้"
"แต่เงื่อนไขพวกนี้มันขัดแย้งกันเองทั้งนั้น หากแยกพิจารณาทีละข้อก็พอเข้าใจได้ แต่นำมารวมกันแล้ว กลับหาคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนได้ยากยิ่ง หญิงสาวที่ไร้ตัวตนราวกับเงา จะมีรูปโฉมงดงามล่มเมืองได้อย่างไร หญิงสาวที่เชี่ยวชาญการวาดภาพ จะมีชาติกำเนิดต่ำต้อยได้อย่างไร หญิงสาวที่อ่านออกเขียนได้และมีความรู้ จะถูกบีบบังคับควบคุมได้ง่ายๆ อย่างไร หากันจนพลิกแผ่นดิน อย่างน้อยๆ ในเมืองซงเจียงแห่งนี้ เจ้าคือคนที่เหมาะสมที่สุด"
ความสนใจของซานเยว่ที่มีต่อองค์กรผีเสื้อวิหคคราม มีน้อยกว่าความสนใจที่มีต่อกลุ่มปีศาจร้ายในคืนนั้นเสียอีก
"คืนนั้นที่ภูเขาฝูซั่ว ล้วนเป็นสมาชิกระดับสูงของผีเสื้อวิหคครามใช่หรือไม่" ซานเยว่ถามเสียงต่ำ
นายหญิงต้วนฝืนลืมตาขึ้น มองไปที่ซานเยว่ "ครอบครัวของเจ้า มีคนตายในกองไฟครั้งนั้นด้วยใช่หรือไม่"
ซานเยว่หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามนี้
นายหญิงต้วนยิ้มอย่างขมขื่น "เจ้าบอกข้ามาเถอะ ข้าไม่มีโอกาสไปเปิดโปงเจ้าแล้วล่ะ"
ใบหน้าดุจน้ำแข็งของซานเยว่ที่ไม่เคยเผยให้เห็นในตระกูลเฉิง บัดนี้มองดูนายหญิงต้วนด้วยความเย็นชา "ข้ารู้ ในลานไว้ทุกข์ เฉิงสิงจวี่ไม่ได้ป้ายความผิดเรื่องการตายของนายท่านใหญ่เฉิงมาให้ข้า นั่นแปลว่าเขาตัดสินใจเสียสละท่านไปแล้ว ข่าวการตายของนายท่านใหญ่เฉิงแพร่สะพัดมาตั้งหลายวัน จวนตระกูลหลิวกลับไม่มีใครมาร่วมไว้อาลัยเลย นั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าใต้เท้าหลิวไม่ได้มีความรักลึกซึ้งต่อท่าน เขาไม่แม้แต่จะคิดเตรียมการหาทางหนุนหลังให้ท่านด้วยซ้ำ"
ส่วนท่านลุงเจ็ดตระกูลเฉิงที่แค้นจนแทบจะสักรูปเทพเจ้ากวนอูไว้บนตัวคนนั้น คำพูดคำจาดูมีหลักการ วางมาดผู้อาวุโสของตระกูลที่ยุติธรรมอย่างเต็มที่ แต่ในงานศพของลูกหลานตัวเองที่ยังหาสาเหตุการตายไม่ได้ กลับดื่มเหล้าเมามายหัวราน้ำ นี่มันหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าลูกหลานจะตายยังไง สำหรับเขาแล้วมันไม่สำคัญเลย สิ่งสำคัญคือตระกูลเฉิงต้องเติบโตต่อไป สิ่งสำคัญคือผู้นำตระกูลเฉิงแห่งเมืองซงเจียงต้องไม่ลืมรากเหง้าของตนเอง
หึ ล้วนแต่เป็นพวกต่ำทรามทั้งสิ้น
นายหญิงต้วนที่ถูกทอดทิ้งพร้อมกันโดยลูกชาย สามี และชู้รัก นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในกระท่อมหลังคอกม้าแห่งนี้ ก็มีเพียงคำว่า "ตาย" รออยู่เท่านั้น
ส่วนครอบครัวเดิมที่ความหวังเลือนลางนั่น ซานเยว่เผยรอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้า ครอบครัวที่ปล่อยให้ผู้บังคับบัญชาเอาลูกสาวไปย่ำยีเล่นสนุก จะเป็นครอบครัวที่ดีอะไรได้
ซานเยว่มองทะลุปรุโปร่ง นายหญิงต้วนเองก็เข้าใจดี
ยาพิษที่ลูกชายยื่นให้นางดื่ม คือมีดเล่มสุดท้ายที่ทำลายความหวังทั้งหมดของนางจนสิ้นซาก
แววตาของซานเยว่ยังคงสงบนิ่ง แต่น้ำเสียงกลับแฝงความดุดัน "บอกข้ามา คืนไฟไหม้ที่ภูเขาฝูซั่ว มีใครอยู่ที่นั่นบ้าง ข้าจะรับประกันชีวิตของท่านเอง"
นายหญิงต้วนใช้มือพยุงกำแพง ยิ้มแต่เหมือนไม่ยิ้ม ฝืนทำหน้าตาน่าเกลียด "แต่ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว"
มิเช่นนั้น เมื่อครู่นี้คงไม่พรั่งพรูความลับออกมาจนหมดเปลือกราวกับเทน้ำออกจากกาน้ำชาหรอก
ซานเยว่หลุบตาลง มือทั้งสองข้างวางบนเข่า จู่ๆ นางก็ลุกพรวดขึ้น คว้าคอเสื้อนายหญิงต้วน แล้วตบหน้านางฉาดใหญ่ด้วยความรวดเร็ว
"ผู้คนบนโลกนี้ แทะเปลือกไม้ดื่มปัสสาวะก็เพื่ออยากมีชีวิตรอด ขายลูกขายเมียขายตัวก็เพื่ออยากมีชีวิตรอด โดนพิษจนต้องขูดกระดูกตัดแขนทิ้งก็ยังอยากมีชีวิตรอด แต่ท่านกลับไม่อยากมีชีวิตอยู่งั้นหรือ"
ซานเยว่หัวเราะเสียงดัง ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก "มาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านกลับไม่กล้าแม้แต่จะตอบโต้เป็นครั้งสุดท้าย มิน่าล่ะสามีถึงได้ทุบตีท่าน ลูกชายถึงคิดจะฆ่าท่าน ชู้รักก็หลอกลวงท่าน สมควรแล้วที่ชีวิตท่านต้องพบเจอแต่ความโศกเศร้าตกระกำลำบาก ไร้ที่พึ่งพิง"
ซานเยว่คลายมือออก ล้วงขวดหยกสีขาวรูปน้ำเต้าออกมาจากอกเสื้อ เทเม็ดสียาวงกลมสีน้ำตาลเข้มออกมาหนึ่งเม็ด แล้วบีบปลายคางนายหญิงต้วนอย่างแม่นยำ
"ยาเม็ดนี้คือยาตัดลำไส้เก้าโค้ง เป็นยาที่หอนางโลมใช้กับหญิงคณิกาที่ละเมิดกฎข้อห้าม"
"หากกินเข้าไปคืนนั้นจะต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน ลำไส้และกระเพาะจะขาดวิ่น ผิวหนังปริแตก ท้ายที่สุดจะมีเลือดไหลออกทวารทั้งเจ็ดจนตาย"
ซานเยว่ใช้มือข้างเดียวจับอย่างมั่นคง ไม่สนเสียงสะอื้นไห้ของนายหญิงต้วน ยิ่งไปกว่านั้นนางยังผลักหวงฉีที่คลานเข้ามาร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตให้นายหญิงกระเด็นออกไปให้พ้นทาง
[จบแล้ว]