- หน้าแรก
- รอยหมึกและน้ำตาเลือด
- บทที่ 44 - ความหมายของผีเสื้อวิหคคราม
บทที่ 44 - ความหมายของผีเสื้อวิหคคราม
บทที่ 44 - ความหมายของผีเสื้อวิหคคราม
บทที่ 44 - ความหมายของผีเสื้อวิหคคราม
คืนนั้นนางดิ้นรนเปิดทางรอดให้ผู้เป็นน้องสาว ในอกเสื้อของสุ่ยเตี่ยมีที่จุดไฟ หลังจากสุ่ยเตี่ยวิ่งหนีไปไกลแล้วก็ทำตามคำสั่งของนาง นั่นคือการจุดไฟเพื่อเอาชีวิตรอด สุ่ยเตี่ยฉลาดพอและย่อมเข้าใจความหมายของการให้วิ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของป่ามีแอ่งน้ำลึกและกว้างซ่อนอยู่ ข้างแอ่งน้ำมีกอต้นอ้อรอดชีวิตอยู่ประปราย ลำต้นอ้อทั้งยาวทั้งตรงและกลวงเป็นโพรง สุ่ยเตี่ยสามารถใช้ท่อต้นอ้อช่วยหายใจ หลบซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำอย่างเงียบเชียบ ซึ่งไม่เพียงแต่จะรอดพ้นจากเปลวเพลิงที่ลุกลาม แต่ยังรอดพ้นจากทหารที่ตามล่าค้นหาบนภูเขาได้อีกด้วย
ทิศทางลมในคืนนั้นพัดไปทางทิศเหนือ และในช่วงบ่ายทางทิศใต้ก็มีเมฆดำทะมึนก่อตัวอยู่หลายก้อน ลมพัดพาเมฆเคลื่อนตัว ในยามค่ำคืนย่อมต้องมีฝนตกหนักอย่างแน่นอน
รอจนกระทั่งฝนห่าใหญ่ตกลงมาดับไฟป่า สุ่ยเตี่ยก็สามารถหนีรอดออกไปตามเส้นทางรกทึบกลางหุบเขาได้ น้องสาวตัวน้อยมักจะเข้าไปเก็บเห็ดในป่าอยู่บ่อยครั้ง ตราบใดที่ไม่มีการค้นหาแบบพลิกแผ่นดินหรือภัยพิบัติบนภูเขาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นางย่อมสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้
แปดปี นางกระวนกระวายใจมาตลอดแปดปี หวาดกลัวว่าน้องสาวจะตายในกองเพลิง หวาดกลัวว่าน้องสาวจะถูกฝูงหมาป่าอำมหิตพวกนั้นไล่ตามทัน นางไม่ได้เป็นห่วงเรื่องความเฉลียวฉลาดของสุ่ยเตี่ย นางกังวลเพียงแค่อีกฝ่ายจะตามล่าล้างบางจนสิ้นซาก ซึ่งนั่นจะทำให้สุ่ยเตี่ยไม่มีทางรอดชีวิตเลย
คำพูดของหวงฉีในวันนี้ ทำให้โอกาสรอดชีวิตของสุ่ยเตี่ยเพิ่มจากห้าส่วนเป็นแปดส่วน
ซานเยว่จิตใจปั่นป่วนคลื่นลมโหมกระหน่ำ แต่การดิ้นรนต่อสู้มาหลายปีสอนให้นางรู้ว่า ไม่ว่าเรื่องใดก็ห้ามแสดงออกทางสีหน้า อารมณ์ที่คนอื่นมองเห็นจากตัวเรา ต้องเป็นอารมณ์ที่เราต้องการให้พวกเขาเห็นเท่านั้น
สีหน้าของซานเยว่ยังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ซึ่งสร้างความกดดันให้หวงฉีอย่างมองไม่เห็น หวงฉีจึงทำได้เพียงพูดต่อไป "หลังจากนั้น คุณชายใหญ่จงใจเชิญนักพรตมาสร้างอารามและขุดบ่อน้ำลึกเก้าแห่งบนภูเขา นักพรตสวดมนต์ภาวนาทุกวี่ทุกวัน ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นการสวดส่งวิญญาณที่ตายในกองไฟ แต่ตอนหลังที่ได้ติดตามนายหญิงและคุณชายใหญ่ขึ้นเขา ถึงได้รู้ว่านั่นคือบ่อน้ำสะกดวิญญาณเก้าแห่ง เพื่อสะกดวิญญาณที่ตายอย่างอยุติธรรมทั้งหมดบนภูเขาฝูซั่วไม่ให้ได้ผุดได้เกิดไปตามวัฏสงสาร"
โทสะในใจซานเยว่ลุกโชนอย่างรุนแรง
ผ่านไปหลายปีเพียงนี้ มารดาแท้ๆ ไม่เคยมาเข้าฝันนางเลย ที่แท้ก็เป็นเพราะดวงวิญญาณยังคงทนทุกข์ทรมานอยู่นี่เอง
เดิมทีนางไม่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ แต่เมื่อคิดว่าดวงวิญญาณของมารดายังไม่ได้รับความสงบสุข นางก็เกลียดชังเพียงว่าทำไมบนโลกนี้ถึงมีวิญญาณร้ายไม่มากพอ ทำไมหนี้เลือดที่ต้องชดใช้ถึงยังไม่สาสมความแค้น
ซานเยว่เบนปลายมีด ชี้ไปที่นายหญิงต้วนซึ่งกำลังหมดสติ "เรื่องในคืนนั้น นางรู้เรื่องมากน้อยแค่ไหน มีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด"
หวงฉีรีบส่ายหน้า "นายหญิงมีหน้าที่แค่รวบรวมคนเท่านั้นเจ้าค่ะ นายท่านใหญ่กลัวว่านายหญิงจะข้ามหัวเขาไปประจบสอพลอเบื้องบน ช่วงเวลานั้นจึงส่งนายหญิงกลับไปอยู่บ้านเดิม อ้างว่าให้ไปดูแลฮูหยินผู้เฒ่าที่กำลังป่วย"
ซานเยว่ละสายตาจากนายหญิงต้วน แล้วเอ่ยถามต่อ "ผีเสื้อวิหคครามคืออะไร"
หวงฉีชะงักงัน ประหลาดใจที่ซานเยว่รู้จักผีเสื้อวิหคคราม "เจ้า เจ้าคือใครกันแน่"
สายตาที่หวงฉีมองซานเยว่ ราวกับกำลังมองยมทูตจากขุมนรก
"ข้าบอกแล้วไง ข้าคือคนที่สามารถเอาชีวิตเจ้า และสามารถปล่อยเจ้าไปได้ คนที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายไม่มีสิทธิ์มาตั้งคำถาม"
ซานเยว่ขึ้นเสียงดังตวาดอย่างเกรี้ยวกราด
นางทวนคำถามอย่างละเอียดอีกครั้ง "ผีเสื้อวิหคครามคืออะไร ใช่องค์กรที่เลี้ยงดูเด็กสาวเพื่อส่งไปเป็นอนุภรรยาหรือไม่ ข้างในนั้นมีกี่ครอบครัว ผู้บังคับบัญชาคือใคร แล้วผู้ใต้บังคับบัญชาคือใคร ในเมืองซงเจียงมีผีเสื้อวิหคครามกี่แห่ง ครั้งนี้คิดจะส่งข้าไปที่ใด ส่งไปเมืองหลวงหรือ อีกฝ่ายเป็นขุนนางเฒ่าผู้กุมอำนาจล้นฟ้า หรือเป็นขุนนางระดับสูงที่มีรสนิยมวิปริต หรือว่าเป็นขันทีคนโปรดในวัง หรือว่าจะเป็นนักพรตในหอดูดาวหลวง"
ยิ่งซานเยว่คาดเดา ใบหน้าของหวงฉีก็ยิ่งซีดเผือดลงเรื่อยๆ
อีกฝ่ายเป็นใครกันแน่
เป้าหมายพวกนี้ พวกนางล้วนเคยส่งคนไปปรนนิบัติมาแล้วทั้งสิ้น
เฮ่อซานเยว่รู้ได้อย่างไร
หวงฉีอ้าปากค้าง น้ำลายสออยู่ในปาก อึกอักไม่รู้จะเริ่มอธิบายจากตรงไหนดี
จู่ๆ ก็มีเสียงอันแหบพร่าดังขึ้นจากด้านหลัง
"ผีเสื้อวิหคคราม ผีเสื้อวิหคครามคือองค์กรขนาดใหญ่ที่แวดวงขุนนางแห่งดินแดนเจียงหนานร่วมกันสร้างขึ้นอย่างประณีตมานับร้อยปี"
ไม่รู้ว่านายหญิงต้วนฟื้นคืนสติมาตั้งแต่เมื่อใด นางใช้มือยันกำแพงแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง อาการวิงเวียนศีรษะยังคงอยู่ อาการปวดมวนในท้องยังเทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดในใจ นางสามารถเสียสละตัวเองรับผิดแทนลูกชายคนโตได้ แต่ลูกชายคนโต ลูกชายคนโตกลับยังไม่วางใจนาง ลงมือหมายจะเอาชีวิตนางด้วยตัวเอง เพียงเพราะนางไม่ยอมบอกให้เขาไปพัวพันกับใต้เท้าหลิวอย่างนั้นหรือ
ยาพิษถูกอาเจียนออกมาจนหมดเกลี้ยงแล้ว แต่ลำไส้และกระเพาะอาหารกลับถูกทำลายจนบอบช้ำไปหมด
นายหญิงต้วนเหม่อลอยไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ตั้งแต่โบราณกาลมา แวดวงขุนนางเจียงหนานเปรียบเสมือนต้นไม้เก่าแก่ที่หยั่งรากลึก รากไม้เกี่ยวพันซับซ้อน ยอดอ่อนเก่าแก่อยู่ในจุดศูนย์กลาง เติบโตแข็งแรงและเงียบสงบ กิ่งก้านที่ผลิใบใหม่แตกแขนงออกไป แต่ล้วนต้องเอนเอียงเข้าหาศูนย์กลาง เจ้ามีข้า ข้ามีเจ้า จึงก่อเกิดเป็นกลุ่มอำนาจแห่งเจียงหนานที่มั่นคงดุจหินผาในปัจจุบัน กิ่งก้านเถาวัลย์ที่เลื้อยนำหน้าไปบุกทะลวงในเมืองหลวง นั่งตำแหน่งระดับสูงในหกกระทรวง หรือแม้กระทั่งได้เข้าร่วมราชสำนักเป็นอัครเสนาบดี รากเหง้าที่อยู่เบื้องหลังก็ต้องคอยดูดซับสารอาหารจากแผ่นดินเจียงหนาน แล้วส่งกลับไปหล่อเลี้ยงกิ่งก้านใบที่กำลังบุกทะลวงอยู่เบื้องหน้า"
เมื่อนายหญิงต้วนลุกขึ้นนั่งพูด หวังเอ้อร์เหนียงก็ตกใจจนตัวสั่นสะท้านพลางคิดในใจ ตกใจแทบแย่เลย
นางรีบหันไปมองซานเยว่ ในใจแอบคิดว่า นายหญิงต้วนฟื้นแล้ว ซานเยว่ยังไม่ปิดบังตัวตนอีกหรือ ยังจะสวมบทบาทเป็นซานเยว่ภูเขาน้ำแข็งเค้นถามความลับต่อไปหรือ ถ้านายหญิงต้วนเอาเรื่องนี้ไปฟ้อง พวกนางก็จบเห่กันพอดี ไอ้เจ้าโลงศพของตาอ้วนตุ๊ต๊ะนั่นกว้างขนาดนั้น ฝังดอกไม้งามสองดอกทั้งเป็นได้สบายๆ เลยเชียวล่ะ
สีหน้าของซานเยว่ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางหันไปมองนายหญิงต้วนอย่างสงบนิ่ง ยาที่เฉิงสิงจวี่วาง เป็นไปได้มากที่สุดว่าคือเถาไม้สายฟ้าในปริมาณที่มากเกินไป ยานี้ไร้สีไร้กลิ่น ทำให้คนหมดสติและสูญเสียความสามารถในการพูด หลังจากนั้นอีกหลายวัน เขาจะต้องแอบใส่เถาไม้สายฟ้าลงในน้ำหรือยาที่ป้อนให้นางกินอย่างแน่นอน ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือน คนก็จะหมดสติไปอย่างสมบูรณ์และไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้อีก
แต่คนจะไม่ตาย
ด้วยวิธีนี้ เขาจะไม่ต้องแบกรับตราบาปว่าฆ่าทั้งพ่อและแม่ อีกทั้งยังสามารถปิดปากนายหญิงต้วนได้อย่างถาวร ให้นางรับผิดชอบคดีเลือดของนายท่านใหญ่เฉิงไปอย่างเงียบๆ
ช่างเป็นคนที่โลภมากอยากได้ทุกอย่างจริงๆ
น่าเสียดายที่หากเขาวางยาพิษอาร์เซนิก ต่อให้กรอกยาเทวดาก็ไม่อาจช่วยชีวิตนายหญิงต้วนกลับมาได้
นายหญิงต้วนจ้องมองไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย "ความต้องการของกิ่งก้านใบด่านหน้าแตกต่างกัน สารอาหารที่ส่งไปจากเบื้องหลังจึงแตกต่างกันไปด้วย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผีเสื้อวิหคครามจึงถือกำเนิดขึ้น"
คำพูดนี้ตอบคำถามข้อที่สองไปพร้อมกัน
"เลี้ยงดูแค่เด็กสาวเพื่อส่งไปเป็นอนุภรรยาอย่างนั้นหรือ" นายหญิงต้วนยิ้มหยันอย่างไร้เสียง เรี่ยวแรงหดหาย "เจ้าประเมินแวดวงขุนนางเจียงหนานต่ำเกินไปแล้ว ผีเสื้อวิหคครามรับงานทุกอย่างและทำทุกอย่าง บางครอบครัวเลี้ยงนักฆ่า บางครอบครัวเลี้ยงนกแก้วที่เลียนเสียงคนเก่ง บางครอบครัวมีหน้าที่ตามหาของวิเศษหายาก บางครอบครัวรับผิดชอบวิเคราะห์แนวข้อสอบขุนนาง ส่วนการเลี้ยงดูเด็กสาวเพื่อส่งไปแต่งงานกับเศรษฐีหรือขุนนางใหญ่ มีจำนวนมากที่สุด เพราะธุรกิจนี้ต้นทุนต่ำ ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงน้อย ไม่จำเป็นต้องเข้าใจความหมายที่แท้จริงของผีเสื้อวิหคครามก็สามารถทำสำเร็จและรับค่าตอบแทนได้ แต่การเลี้ยงเด็กสาวเพื่อส่งไปแต่งงานก็มีความแตกต่างกันไป ครอบครัวของพวกเราส่วนใหญ่เลี้ยงดูเด็กสาวที่มาจากครอบครัวสุจริตชน ส่งออกไปอย่างต่ำก็เป็นอนุภรรยาระดับสูง อย่างสูงก็เป็นภรรยาเอก ซึ่งจะมีสถานะในครอบครัวของสามี สามารถพูดจามีน้ำหนัก สามารถค่อยๆ โน้มน้าวความคิดของสามีได้ หากมีความสามารถมากกว่านั้นก็จะให้กำเนิดผู้สืบทอดคนต่อไป ด้วยวิธีนี้ ผู้สืบทอดคนต่อไปก็จะมีภูมิหลังมาจากเจียงหนานมาตั้งแต่เกิดไม่ใช่หรือ"
มิน่าล่ะถึงได้เปิดสอนวิชามากมาย ทั้งบทกวี เพลงยาว พิณ หมากรุก อักษรวิจิตร และภาพวาด หากต้องการเพียงแค่ประจบเอาใจผู้ชาย แค่ฝึกฝนเคล็ดวิชาบนเตียงอย่างเดียวก็พอแล้ว
"และยังมีพวกที่เลี้ยงดูอนุภรรยาและนางโลมชั้นต่ำโดยเฉพาะ พวกนี้ต้องฝึกฝนวิชายั่วยวนให้ถึงขั้นสูงสุด ต้องเลียนแบบหญิงงามล่มเมืองอย่างซูต๋าจีหรือเฝิงเสี่ยวเหลียน ความยากระดับนี้สูงมาก หญิงงามหยาดเยิ้มปานนั้นหาไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ"
[จบแล้ว]