- หน้าแรก
- รอยหมึกและน้ำตาเลือด
- บทที่ 11 - อดีตที่หวนรำลึก
บทที่ 11 - อดีตที่หวนรำลึก
บทที่ 11 - อดีตที่หวนรำลึก
บทที่ 11 - อดีตที่หวนรำลึก
เรื่องสับเปลี่ยนภาพวาดไม่ถูกพูดถึงอีก นายท่านห้าซุนเปลี่ยนมาคุยเรื่องส่วนแบ่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ภาพของปรมาจารย์จู้เลียนแบบยาก ข้าให้ภาพละแปดตำลึง หากเป็นภาพของปรมาจารย์เสิ่นหรือปรมาจารย์โจวที่ยังไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน ข้าให้ภาพละห้าตำลึง"
ช่วงเวลาที่ต้องโปรยเงินเป็นเบี้ยเพื่อเปิดทางเข้าหาสกุลเฉิงได้ผ่านพ้นไปแล้ว
เฮ่อซานเยว่ไม่ได้ใส่ใจว่าจะเป็นแปดตำลึงหรือห้าตำลึง
นายท่านห้าซุนหันไปหยิบสัญญาที่เขียนเตรียมไว้ "หากไม่มีปัญหาอันใด ก็ลงนามในสัญญาเสียก่อนเถิด"
เฮ่อซานเยว่อ่านเงื่อนไขแต่ละข้ออย่างละเอียด อันที่จริงรายละเอียดก็ไม่ได้ยืดยาวนัก นางหยิบพู่กันขึ้นมาลงชื่อและประทับรอยนิ้วมือ
บ่าวรับใช้เบื้องหลังนายท่านห้าซุนก้มหน้าเตะก้อนกรวดเล่นด้วยความเบื่อหน่าย
เฮ่อซานเยว่ลงนามเสร็จก็หยิบสัญญาขึ้นมาอ่านทบทวนอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง ทันใดนั้นเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันอย่างรุนแรงจากการดิ้นรนและเสียงร้องอู้อี้ในลำคอก็ดังมาจากด้านหลัง ตามมาด้วยผู้คุ้มกันที่กำลังลากตัวเด็กหนุ่มร่างผอมซูบซีดเดินผ่านไป ผู้คุ้มกันอีกคนเดินตามหลังมาพร้อมกับถือเตาถ่านไฟลุกโชน เดินจ้ำอ้าวผ่านดงไผ่เขียวขจีไปอย่างรวดเร็ว
ในเตาถ่านนั้น เปลวไฟลุกโชนเป็นสีเขียวอมฟ้า ห่อหุ้มด้วยเปลวไฟสีส้มอมแดงอยู่รอบนอก
มือที่ถือสัญญาของเฮ่อซานเยว่ชะงักไปเล็กน้อย
นายท่านห้าซุนสังเกตเห็นอย่างรวดเร็ว เขามองตามสายตาของเฮ่อซานเยว่ไป ในวินาทีถัดมาก็ซ่อนมือไว้ในแขนเสื้อแล้วส่งสัญญาณมือให้อีกฝ่าย "รีบไป"
คนที่ถือเตาถ่านรีบเร่งฝีเท้าเดินจากไปทันที
เฮ่อซานเยว่หลุบตาลงยื่นสัญญาให้นายท่านห้าซุน "ไม่มีสิ่งใดแล้ว เพียงแต่เรื่องระยะเวลาอาจจะต้องขอผ่อนปรนสักหน่อย เส้นทางในคฤหาสน์สกุลเฉิงซับซ้อนและมีหลายสาย ข้าไม่กล้ารับปากเรื่องจำนวนวันที่แน่นอนเจ้าค่ะ"
นายท่านห้าซุนพยักหน้ารับ "นั่นเป็นเรื่องธรรมดา"
เฮ่อซานเยว่บอกลานายท่านห้าซุน ทันทีที่นางก้าวพ้นดงไผ่ บ่าวรับใช้ข้างกายนายท่านห้าซุนก็บ่นอุบอิบ "พวกเราอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งหกเจ็ดปี กินนอนด้วยกันมาตลอด พอจะทำธุรกิจกลับต้องมาเซ็นสัญญา ช่างดูห่างเหินกันเสียจริง"
นายท่านห้าซุนตำแร่หินนกยูงต่อไป "ต้องทำเช่นนี้แหละ นางถึงจะยอมวางใจ"
การพบกับเฮ่อซานเยว่ครั้งแรกเกิดขึ้นในวันหิมะตกหนัก ณ ตรอกด้านหลังถนนสายหนึ่งในเมืองจินหลิง
คณะนักแสดงปาหี่กางเต็นท์ด้วยผ้าใบเคลือบน้ำมันสีเทาหม่น เสียงฆ้องและกลองดังสนั่นหวั่นไหว เสียงฉาบและปี่ดังผสานกันอย่างเร้าใจ
สิ่งของที่นำมาแสดงในเต็นท์ก็ล้วนแต่เป็นของแปลกประหลาดเรียกร้องความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นคนประหลาดที่มีหัวโตราวกับโอ่งน้ำแต่ขากลับลีบเล็กเหมือนทารก หรือเด็กหนุ่มมนุษย์ปลาที่ทั่วทั้งร่างมีขนลิงขึ้นปกคลุม ล้วนเป็นเรื่องราวแปลกประหลาดและน่าเวทนาทั้งสิ้น
ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำมีชีวิตที่ยากลำบาก จึงทำได้เพียงใช้สิ่งแปลกประหลาดและโหดร้ายเหล่านี้เป็นยารักษาความตึงเครียดให้ความบันเทิงแก่ตนเอง
ระหว่างนั้นหัวหน้าคณะปาหี่ได้ลากตัวดรุณีน้อยอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปีออกมาผู้หนึ่ง พวงแก้มและริมฝีปากของนางถูกทาจนแดงเถือก ใบหน้าถูกทาแป้งลวกๆ จนขาวซีดราวกับภูตผี
ข้างกายดรุณีน้อยมีเตาถ่านที่กำลังลุกโชนตั้งอยู่
หัวหน้าคณะปาหี่ใช้เหล็กคีบถ่านไม้อันเล็กๆ ที่กลมเกลี้ยงและแดงก่ำขึ้นมาพลางตะโกนด้วยเสียงหัวเราะ "จะแสดงการกลืนตะวันลับฟ้าให้ทุกท่านได้ชมกัน!"
หัวหน้าคณะปาหี่ง้างปากดรุณีน้อยออก ใช้คีมเหล็กยาวๆ คีบก้อนถ่านยัดเข้าไปในปากของนางอย่างรวดเร็วและรุนแรง
ฝูงชนที่มุงดูอยู่ต่างพากันส่งเสียงหัวเราะชอบใจ
ปกติแล้วเขาไม่เคยสนใจเรื่องพรรค์นี้เลย ตัวเขาเองก็ดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาจากสังคมชั้นล่างสุด ความทุกข์ยากเหล่านี้สำหรับเขาแล้ว ก็เปรียบเสมือนนกในป่า ปลาในน้ำ หญ้าบนดิน และฝนที่ร่วงหล่นจากฟ้า เป็นเรื่องธรรมดา สามัญ และหาความสนุกไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ทว่าในวันนั้น ราวกับฟ้าดลใจ เขากลับหยุดชะงักฝีเท้าลง
เมื่อก้อนถ่านไม้สีแดงฉานถูกยัดเข้าไปในปากของดรุณีน้อย ลบเลือนสีสันฉูดฉาดที่ถูกแต้มแต่งไว้จนหมดสิ้น เผยให้เห็นว่าหน้าตาและโครงหน้าของเด็กสาวผู้นี้งดงามมากเพียงใด ใบหน้าที่แหงนเงยขึ้นนั้นดูคล้ายกับพัดจีบสิบสองแฉกอันแสนประณีต
ดรุณีน้อยผู้งดงามถึงเพียงนี้ บัดนี้กลับต้องแหงนหน้าขึ้นสูง อ้าปากกว้าง ขากรรไกรถูกบีบจนอ้าออก ดูราวกับตัวต่อไม้ที่ถูกจับแยกชิ้นส่วน
ทั่วทั้งร่างดูน่าเวทนา แตกสลาย เงียบงัน และเหนื่อยล้าถึงขีดสุด
ทว่าดวงตาของนาง ดวงตาคู่นั้นกลับสว่างไสวอย่างน่ากลัว ราวกับปลาหลี่ฮื้อตัวสวยที่ว่ายหลงเข้ามาในแอ่งน้ำตื้น ขอเพียงให้นางได้มีโอกาสสะบัดหางแตะพื้น นางก็พร้อมจะกระโดดทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า อวดเกล็ดอันเปล่งประกายและกระดูกสันหลังที่โค้งงอราวกับมีดดาบให้ทุกคนได้ประจักษ์
เขาถูกดวงตาคู่นั้นรั้งฝีเท้าไว้อย่างไร้เหตุผล ยืนดูการแสดง "กลืนตะวันลับฟ้า" อันแสนน่าขันนี้จนจบ ก่อนจะเดินไปที่หลังเวทีและเอ่ยถามผู้จัดการคณะ "การแสดงกลืนตะวันลับฟ้านั่น ราคาเท่าใด"
ผู้จัดการคณะทำหน้าราวกับได้เจอไอ้หน้าโง่ที่ดูของเป็น "นางน่ะหรือ นางสวยมากเชียวนะ! ตอนนี้ยังเด็กอยู่ รอให้โตเป็นสาวเต็มตัว ข้าเอาไปขายให้หอนางโลม อย่างน้อยก็ต้องได้ราคานี้"
ผู้จัดการคณะชูมือขึ้นห้านิ้ว
"ห้าตำลึงหรือ" เขารู้อยู่เต็มอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็แกล้งถามออกไป
ผู้จัดการคณะถ่มน้ำลายลงพื้น "ถุย! ห้าสิบตำลึงโว้ย!"
เขาหันหลังเดินจากไปทันที
ผู้จัดการคณะรีบร้องเรียก "เฮ้ๆๆ! สิบตำลึง! สิบตำลึงก็เอาไปเลย! จะเอาไปทำอะไรก็เชิญ! เด็กสาวหน้าตาสะสวยขนาดนี้ ซื้อกลับไปเปิดบริสุทธิ์ก็คุ้มแล้ว!" ขยับเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าหื่นกระหาย "เพื่อจะได้ขายได้ราคาดี เป็นปีแล้วที่ข้าไม่ยอมให้ใครแตะต้องนางเลย! รวมทั้งตัวข้าเองด้วย! พรุ่งนี้เจ้าพามาที่นี่ได้เลย ถ้าพิสูจน์แล้วว่าไม่บริสุทธิ์ ข้ายินดีรับเปลี่ยนคืน"
เขายังคงมีสีหน้าเรียบเฉย "ห้าตำลึง ไม่เพิ่มให้แม้แต่อีแปะเดียว"
ผู้จัดการคณะนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ท่าทางราวกับอยากโละทิ้งสินค้าค้างสต็อก "ได้ๆๆ! แม่งเอ๊ย ดื้อด้านชะมัด! ให้ไปเลย ถือซะว่ายกให้!"
เมื่อเขาพาดรุณีน้อยกลับมาที่ร้านขายของเก่า ถึงได้รู้ว่าเหตุใดเถ้าแก่คณะปาหี่ถึงยอมลดราคาจากห้าสิบตำลึงเหลือเพียงห้าตำลึงอย่างง่ายดาย เด็กสาวผู้นั้นไม่รู้ว่าป่วยไข้ขึ้นสูงมาหลายวันแล้ว เมื่อเช็ดคราบชาดและแป้งบนใบหน้าออก ทั่วทั้งใบหน้าก็แดงก่ำอย่างผิดปกติ แขนขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ท่านป้าหวังแค่ใช้มือผลักเบาๆ ร่างของนางก็ปลิวละลิ่วราวกับปุยฝ้าย
เป็นปลาหลี่ฮื้อแสนสวยที่ใกล้จะสิ้นใจตาย
น่าเสียดายเงินห้าตำลึงของเขาเสียจริง
ในเวลานั้น ความเมตตาที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันของเขามีค่าเพียงห้าตำลึงเท่านั้น
ไม่มากไปกว่านี้แม้แต่อีแปะเดียว
ร้านขายของเก่ากำลังจะเปิดกิจการ เขา ท่านป้าหวัง และเฒ่าลู่ ยังต้องกินต้องใช้ ภาพวาดที่ค้างสต็อกอยู่ก็ต้องรีบนำออกขาย เขาไม่มีเวลามาทุ่มเทให้กับความเมตตาราคาห้าตำลึงนี้อีกแล้ว
"ท่านป้า ปล่อยนางไว้ตรงนั้นแหละ" เขาหันไปบอกท่านป้าหวัง "ถ้ารอดก็ถือว่ารอด ถ้าไม่รอด ก็เอาภาพวาดที่ขายไม่ออกม้วนร่างนางแล้วเอาไปโยนทิ้งไว้หน้าประตูร้านหวงจีกระดูกข้ามสะพานฝั่งตรงข้าม ถือซะว่าให้นางช่วยสร้างความรำคาญให้ไอ้หมาแก่แซ่หวงนั่นเพื่อตอบแทนบุญคุณข้าก็แล้วกัน"
ท่านป้าหวังยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่กำลังจะไหลร่วงลงมา ก่อนจะด่าทอเสียงดัง "ไอ้ระยำเอ๊ย! ดีแต่หาเรื่องเดือดร้อนมาให้ข้า มารดามันเถอะ"
เช้าวันรุ่งขึ้น ดรุณีน้อยกลับตัวเย็นลงอย่างน่าประหลาด
ลานบ้านหลังเล็กอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรฉุนกึก
เขาสังเกตเห็นว่ากำไลเงินที่ท่านป้าหวังสวมติดข้อมือมาตลอดได้หายไปแล้ว เขานิ่งเงียบไม่พูดอะไร ความเมตตาของเขาในตอนนั้นมีค่าแค่ห้าตำลึง ไม่มากไปกว่านั้นแม้แต่อีแปะเดียว แต่เขาไม่อาจขัดขวางความเมตตาของผู้อื่นได้
"ไว้มีเงินเมื่อไหร่ ข้าจะซื้อกำไลทองวงใหม่ให้ท่านนะ" หลังจากเงียบไปพักใหญ่ เขาก็เอ่ยปากขึ้น
วันที่สี่ ดรุณีน้อยถึงได้ฟื้นคืนสติ และทันทีที่ฟื้นขึ้นมา เสียงชามกระเบื้องแตกกระจายก็ดังกึกก้อง
"ไอ้ระยำเอ๊ย! กลัวข้าจะวางยาพิษเจ้าหรืออย่างไร!"
เสียงของท่านป้าหวังดังกังวานราวกับเสียงระฆัง "รู้ไหมว่ายาสะท้อนถ้วยนี้มันราคาเท่าไหร่! บัดซบเอ๊ย ตัวภาระชัดๆ! ข้าไม่สนแล้ว!"
จากนั้นท่านป้าหวังก็พุ่งพรวดออกมาจากลานบ้าน ยืนเท้าสะเอวตะโกนพ่นน้ำลายใส่หน้าเขา "เจ้าห้า! คนที่เจ้าเก็บมา เจ้าก็ไปดูแลเองเถอะ! ข้าอุตส่าห์อดหลับอดนอนต้มยาป้อนยาให้ พอมันลืมตาขึ้นมาก็ปัดชามยาทิ้งซะงั้น! ต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จมา หรือเทพสายฟ้าลงมาประทับ ข้าก็ไม่ดูแลมันแล้ว!"
[จบแล้ว]