- หน้าแรก
- รอยหมึกและน้ำตาเลือด
- บทที่ 8 - ผ้าเช็ดหน้าที่ปลิวไปกับสายลม
บทที่ 8 - ผ้าเช็ดหน้าที่ปลิวไปกับสายลม
บทที่ 8 - ผ้าเช็ดหน้าที่ปลิวไปกับสายลม
บทที่ 8 - ผ้าเช็ดหน้าที่ปลิวไปกับสายลม
สีหน้าของนายหญิงต้วนเริ่มไม่ค่อยสู้ดีนัก รอยยิ้มที่มุมปากจางหายไป สายตาที่มองภาพวาดนั้นเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ
ทว่าบทกวีซ่อนคำที่ยอดปรมาจารย์โจวเป็นผู้เขียนขึ้นเองกับมือ จะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญไปได้อย่างไร
"ในเมื่อผู้อาวุโสเห็นว่าเป็นภาพวาดของปลอม เหตุใดจึงไม่ยอมบอกกล่าวกันเล่า" นายหญิงต้วนบ่นอุบอิบอย่างมีมารยาท "นายท่านของเราถึงขั้นนำภาพวาดภาพนี้ไปให้ท่านเจ้าเมืองช่วยชื่นชมเชียวนะ..."
เฮ่อซานเยว่ยิ้มรับ "ภาพวาดทิวทัศน์ของสำนักอู๋เหมินเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ก็เพราะอดีตฮ่องเต้ทรงโปรดปรานงานศิลปะแขนงนี้ นับตั้งแต่เริ่มมีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบันก็เพิ่งจะผ่านไปเพียงสิบกว่าปีเท่านั้น ยอดปรมาจารย์ทั้งสี่แห่งสำนักอู๋เหมิน ได้แก่เสิ่น จู้ โจว และหมี่ ล้วนเป็นผู้รักอิสระและไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ พวกเขาไม่ค่อยใส่ใจเรื่องของจริงหรือของปลอมที่ชาวบ้านทำเลียนแบบขึ้นมาหรอกเจ้าค่ะ"
"ถึงขนาดที่ท่านอาจารย์เสิ่นยังเคยเขียนรับรองให้กับภาพวาดของปลอมด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าช่างวาดภาพเลียนแบบจะไม่มีข้าวตกถึงท้อง ช่างเป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตาดั่งพระโพธิสัตว์เสียจริง"
"ยิ่งไปกว่านั้น ของสะสม ภาพวาด หรือของเก่าเหล่านี้ ล้วนมีกฎเกณฑ์ว่าซื้อแล้วห้ามคืน ขาดทุนหรือได้กำไรต้องรับผิดชอบเอาเอง หากซื้อของปลอมไปก็ถือว่าวิชาความรู้ยังไม่แตกฉาน จะไปโทษผู้อื่นไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ"
เฮ่อซานเยว่เอ่ยเจื้อยแจ้วอย่างมั่นใจ รูปร่างของนางสูงโปร่งกว่าหญิงสาวชาวเจียงหนานทั่วไป ยืนหยัดอยู่กลางห้องโถง มือถือแว่นขยายคริสตัลอย่างสง่างาม ดูราวกับดอกพุทธรักษาอันงดงามที่เบ่งบานอยู่ท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่นในฤดูร้อน
แท้จริงแล้วนายหญิงต้วนไม่ได้ใส่ใจเรื่องความจริงหรือปลอมของภาพวาดมากนัก แต่นางกลับพึงพอใจในรูปร่างหน้าตาของเฮ่อซานเยว่มากกว่า นางสั่งให้คนเก็บภาพวาดแล้วเชิญเฮ่อซานเยว่นั่งลง "ท่านป้าหวงเคยให้ข้าดูผลงานของแม่นางเฮ่อแล้ว ข้าเป็นคนธรรมดา ดูศิลปะไม่ค่อยเป็นนัก แต่ก็พอดูออกว่าสิ่งใดสวยงามหรืออัปลักษณ์ แม่นางเฮ่อเป็นคนซูโจว มีฝีมือยอดเยี่ยม และกว้างขวางในวงการร้านขายของเก่ามานาน โบราณว่าทำงานที่คุ้นเคยย่อมดีกว่าเริ่มต้นใหม่ เหตุใดเจ้าถึงคิดจะหาลู่ทางใหม่เล่า"
หลังจากตรวจสอบความสามารถจนแน่ใจแล้ว คำถามนี้ก็เพื่อหยั่งเชิงว่าเหตุใดเฮ่อซานเยว่จึงอยากมาเป็นอาจารย์หญิงในเมืองซงเจียง
เฮ่อซานเยว่หลุบตาลง จิบน้ำชาช้าๆ ก่อนจะเอ่ยปาก "ข้าไม่มีพ่อแม่ ไร้พี่น้อง ไร้ญาติขาดมิตร ที่ดินในหมู่บ้านก็ถูกคนในตระกูลแบ่งปันกันไปจนหมดสิ้น โชคดีที่ข้ามีฝีมือวาดภาพติดตัวมาบ้าง หาเลี้ยงปากท้องตัวเองได้ไปวันๆ ลุงป้าน้าอาในตระกูลจึงไม่ค่อยสนใจความเป็นอยู่ของข้านัก แต่เมื่อเดือนก่อน มีญาติห่างๆ คนหนึ่งมาเสนอเรื่องแต่งงานให้ ค่าสินสอดขาดไปเพียงสิบตำลึง บังเอิญมีชายแก่กึ่งบัณฑิตที่ครองตัวเป็นม่ายมาเกือบสิบปีอยู่ท้ายหมู่บ้าน ยินดีจ่ายเงินสิบตำลึงเพื่อแลกกับภรรยาไว้คอยปรนนิบัติ ญาติผู้ใหญ่เหล่านั้นจึงเพ่งเล็งมาที่ข้าแทนเจ้าค่ะ"
อ้อ ที่แท้ก็เพื่อหนีการแต่งงานนี่เอง
พวกร้านขายของเก่าย่อมไม่มีทางออกหน้าปกป้องช่างวาดภาพตัวเล็กๆ อย่างแน่นอน
นายหญิงต้วนพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วถามต่อ "การวาดภาพเป็นวิชาที่ต้องใช้เงินทองไม่น้อย ลำบากแม่นางเฮ่อแล้วที่ต้องวาดภาพให้ร้านขายของเก่าไปด้วยและฝึกฝนฝีมือไปด้วย"
คำถามนี้แฝงความนัยว่า ศิลปะชั้นสูงเช่นนี้ หญิงสาวกำพร้าอย่างนางเอาเงินและเรี่ยวแรงจากที่ใดไปเล่าเรียน
เฮ่อซานเยว่เม้มปากยิ้มบางๆ "คนเราก็ต้องหาเลี้ยงปากท้องนี่เจ้าคะ ในยุคสมัยเช่นนี้ หญิงสาวออกไปทำงานนอกบ้านก็ดูไม่งาม งานใช้แรงงานก็ทำไม่ไหว จะให้ไปปักผ้าหรือสานตะกร้าก็เคยลองมาหมดแล้ว แต่ก็ไม่ยั่งยืน ท่านเป็นคนเปิดเผย ข้าก็จะไม่ปิดบัง งานวาดภาพของข้า หากจะพูดให้ดูดีก็คือผลงานศิลปะชั้นสูงที่เหล่าผู้สูงศักดิ์ชื่นชอบ แต่หากพูดตามความเป็นจริง ข้าก็เป็นเพียงช่างศิลป์ที่คอยลอกเลียนแบบภาพวาดซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเท่านั้น"
"อีกอย่าง อาชีพช่างวาดภาพในซูโจวไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากมาย ภาพวาดลอกเลียนแบบมีทั้งงานหยาบและงานละเอียด หากลอกเลียนแบบได้เหมือนจริง ภาพหนึ่งก็ขายได้ประมาณครึ่งตำลึงถึงแปดเฉียน หากฝีมือด้อยลงมาหน่อยก็พอหาเงินประทังชีวิตได้ไม่ถึงกับอดตาย ก็นับว่าเป็นบุญแล้ว ส่วนพวกสีแร่ธาตุชั้นดีราคาแพง พวกเราไม่มีปัญญาซื้อมาใช้หรอกเจ้าค่ะ ส่วนใหญ่ก็จะใช้กิ่งไม้วาดโครงร่างลงบนกระบะทราย พอวาดได้ที่แล้ว ทางร้านถึงจะยอมให้ใช้พู่กันและสีของจริงวาดลงบนกระดาษเจ้าค่ะ"
คำพูดของเฮ่อซานเยว่แฝงไปด้วยความจริงใจและซื่อสัตย์ นางไม่ปิดบังความยากลำบากที่เคยเผชิญมาเลยแม้แต่น้อย
นายหญิงต้วนหรี่ตามอง ก่อนจะพิจารณาใบหน้าคมคายและงดงามของเฮ่อซานเยว่อีกครั้ง
"ครอบครัวของเรามีเด็กผู้หญิงหลายคน ทั้งหมดสี่ห้าคนเห็นจะได้" จู่ๆ นายหญิงต้วนก็หัวเราะออกมา รอยบุ๋มที่มุมปากปรากฏให้เห็น "พวกนางถูกตามใจจนเคยตัว สั่งสอนยากนัก ซ้ำยังอยู่ในวัยใกล้จะออกเรือนกันแล้ว หากเรามีวาสนาได้ร่วมงานกับแม่นางเฮ่อ ทางเราจะจัดเตรียมห้องพักบนหอคอยเล็กๆ ในเรือนด้านหลังไว้ให้อาจารย์หญิงโดยเฉพาะ หากไม่มีธุระจำเป็น เราไม่อยากให้คนนอกเข้าออกเรือนชั้นในบ่อยนัก"
เฮ่อซานเยว่พยักหน้าเข้าใจ "เป็นเรื่องที่สมควรแล้วเจ้าค่ะ"
นายหญิงต้วนถามต่อ "ทางบ้านไม่มีผู้ใดให้ต้องเป็นห่วงแล้วจริงๆ หรือ"
เฮ่อซานเยว่เงยหน้าขึ้น ส่ายศีรษะ "ตอนที่ข้าจากซูโจวมา ข้าได้จัดการมอบทรัพย์สิน บ้านเก่า และที่ดินเซ่นไหว้บรรพบุรุษให้กับผู้อาวุโสในตระกูลไปจนหมดสิ้นแล้วเจ้าค่ะ"
นายหญิงต้วนฟังปุ๊บก็เข้าใจทันที นี่คือการใช้เงินแลกอิสรภาพ อย่าว่าแต่คนนอกจะฮุบสมบัติของครอบครัวที่ไร้ทายาทเลย คนที่รุมทึ้งสมบัติเด็กกำพร้าได้โหดร้ายที่สุดก็มักจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกันนี่แหละ
เฮ่อซานเยว่ทำท่าราวกับนึกอะไรขึ้นได้ "อ้อ มีเพียงหญิงชราผู้มีชีวิตอาภัพคนหนึ่งที่คอยช่วยล้างพู่กันและฝนหมึกให้ข้า นางต้องอยู่เคียงข้างข้าตลอดเวลาเจ้าค่ะ"
นายหญิงต้วนหัวเราะ "เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา ก็แค่เพิ่มตะเกียบอีกคู่และหมอนอีกใบเท่านั้น"
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีสิ่งใดต้องเจรจากันอีก
นายหญิงต้วนชวนคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะแกล้งถามขึ้นมาลอยๆ "แม่นางเฮ่อก็อายุไม่น้อยแล้ว ซ้ำยังใช้ชีวิตอยู่นอกตระกูลมาตลอด ไม่ทราบว่าเคยหมั้นหมายหรือมีชายคนรักบ้างหรือไม่"
ถามจบก็ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะ "อย่าหาว่าข้าสอดรู้สอดเห็นเลยนะ ที่บ้านมีเด็กผู้หญิงเยอะ ข้าจึงต้องถามไถ่เรื่องส่วนตัวของอาจารย์หญิงที่ยังไม่ออกเรือนให้ละเอียดสักหน่อย"
เฮ่อซานเยว่ก้มหน้าลงเล็กน้อย สีหน้าฉายแววเอียงอาย "ไม่มีหรอกเจ้าค่ะ หากมี ข้าคงไม่อยู่เป็นสาวเทื้อจนถึงป่านนี้หรอก"
แววตาของนางฉายแววเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด "ข้ารู้สึกถูกชะตากับท่าน จึงอยากระบายความในใจให้ฟัง อีกไม่กี่ปีข้าก็จะอายุยี่สิบแล้ว บางทีในภายภาคหน้า ข้าคงต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว เป็นเพียงนักวาดภาพหาเลี้ยงชีพและสวดมนต์ไหว้พระไปจนแก่เฒ่ากระมัง"
นายหญิงต้วนเดาะลิ้นเบาๆ กำลังจะเอ่ยปากพูด ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากเรือนด้านหลัง ไม่นานนักสาวใช้รุ่นใหญ่คนหนึ่งก็เดินจ้ำอ้าวเข้ามาหานาง ทั้งสองกระซิบกระซาบกันในห้องด้านในสักพัก ก่อนที่นายหญิงต้วนจะเดินออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก นางยกน้ำชาขึ้นเป็นเชิงส่งแขก "เพิ่งจะบ่นไปหยกๆ ว่าเด็กผู้หญิงบ้านนี้สอนยาก นี่ไงล่ะ ก่อเรื่องอีกแล้ว"
นายหญิงต้วนเรียกเสียงดัง "หวงจือ! หวงจือ! ไปส่งแม่นางเฮ่อที่โรงเตี๊ยมที" จากนั้นก็หันมาพูดกับเฮ่อซานเยว่ "เรื่องนี้คงต้องรอปรึกษากับนายท่านก่อน อย่างเร็วก็น่าจะพรุ่งนี้เย็น อย่างช้าก็คงเป็นมะรืนช่วงเที่ยง หากไม่ได้การ ข้าจะให้หวงจือนำเงินค่าที่พักและค่าเดินทางไปชดเชยให้ แต่หากตกลง เจ้าจะพร้อมเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ได้เมื่อใด"
"ทุกเมื่อเลยเจ้าค่ะ" เฮ่อซานเยว่ตอบด้วยท่าทีนอบน้อม "ข้าเป็นคนซื่อสัตย์ ในเมื่อลาออกจากงานเก่าแล้ว ข้าย่อมตั้งใจมาทำงานที่นี่อย่างจริงใจเจ้าค่ะ"
นายหญิงต้วนส่งยิ้มที่เดาความรู้สึกไม่ออก หลังจากยิ้มจบ นางถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่ารอยยิ้มนั้นดูไม่เป็นมิตรเท่าครั้งก่อน จึงรีบเอ่ยแก้เกี้ยว "ดี ดี ดี หวงจือ!"
สาวใช้เลิกม่านขึ้น นายหญิงต้วนเดินไปส่งเฮ่อซานเยว่ด้วยตนเองจนถึงประตูเล็ก รถม้าเทียมล่อจอดรออยู่แล้ว นายหญิงต้วนตบหลังมือเฮ่อซานเยว่เบาๆ "ช่วงค่ำ ข้าจะให้หวงจือนำอาหารเย็นไปส่งให้นะ ทุกคนต่างก็มีชีวิตที่ยากลำบาก ประหยัดเงินได้สักไม่กี่อีแปะก็ยังดี"
เฮ่อซานเยว่ก้มหน้าลงอย่างอ่อนหวาน เผยให้เห็นติ่งหูเล็กๆ น่ารักและแนวสันกรามที่โค้งมนรับรูป นางกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจและเอียงอายอย่างไม่ปิดบัง
เสียงร้องขอรับยาดังระงมอยู่หน้าประตูไม่ขาดสาย
น้ำเสียงของเฮ่อซานเยว่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื้นตัน "ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงความเมตตาของสกุลเฉิงมานาน วันนี้ได้มาเห็นด้วยตาตนเอง ช่างสมคำร่ำลือจริงๆ เจ้าค่ะ"
นายหญิงต้วนยิ้มกว้าง
เมื่อนายหญิงต้วนเห็นว่าภายในรถม้ามีหญิงชราผมสีดอกเลา รูปร่างผอมเกร็งนั่งอยู่ ก็เดาได้ทันทีว่าคงเป็นหญิงชราที่คอยช่วยล้างพู่กันและฝนหมึกตามที่เฮ่อซานเยว่กล่าวถึง นางจึงส่งยิ้มและพยักหน้าทักทายอย่างเป็นมิตร
เมื่อรถม้าเทียมล่อแล่นเลี้ยวพ้นมุมถนน หญิงชราก็เอ่ยปากขึ้น "เหอะ! ดูท่าทางสิ ไม่รู้คงนึกว่าเทพแห่งการแพทย์จุติลงมาแจกทานเสียอีก! ช่างเป็นครอบครัวใจบุญสุนทานจริงๆ เลยนะ!"
รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าของเฮ่อซานเยว่ พลันจางหายไปอย่างไร้ร่องรอยทันทีที่รถม้าเลี้ยวเข้าสู่ตรอกเล็กๆ นางกลับมามีดวงตาที่หลุบต่ำและสายตาที่เย็นชาอำมหิตเช่นเดิม
"ใจบุญงั้นหรือ"
"หากเป็นคนใจบุญจริงๆ เหตุใดจึงแนะนำให้ชาวบ้านที่ท้องเสียกินดินกวนอิมเล่า"
"ดินกวนอิมกินเข้าไปแล้วตายได้นะ!"
"จะลูกสมอเทศ ลูกเบญกานี หรือลูกจันทน์เทศ ก็ได้ผลทั้งนั้นแหละ ราคาถูกแถมยังรักษาโรคได้จริง แต่สมุนไพรพวกนี้ต้องใช้เงินซื้อ ส่วนดินกวนอิมไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียว แถมยังได้ชื่อเสียงว่าเป็นคนใจบุญอีกต่างหาก"
เฮ่อซานเยว่ก้มหน้าลง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ นางใช้ผ้าเช็ดหน้าถูหลังมือข้างที่นายหญิงต้วนสัมผัสอย่างแรงด้วยสีหน้าเรียบเฉย ถูจนผิวบริเวณง่ามนิ้วโป้งถลอกและแดงเถือก
"บอกให้คนท้องเสียกินดินกวนอิม บอกให้คนไอเจ็บคอกินลูกแพร์เยอะๆ บอกให้คนคลื่นไส้อาเจียนนอนพักผ่อนให้เพียงพอ... ปากก็บอกว่าเปิดโรงทานแจกยา แต่กลับไม่ยอมตั้งร้านขายยาหรือแจกยารักษาโรคให้คนจนจริงๆ ไม่ยอมเสียเงินแม้แต่อีแปะเดียว แต่กลับได้ชื่อว่าเป็น 'ผู้มีบุญคุณเก้าชั่วโคตร' สกุลเฉิงนี่ช่างจอมปลอมเสียจริง"
ดีเหลือเกิน เหตุผลที่จะแก้แค้นพวกมัน เพิ่มขึ้นมาอีกข้อแล้ว
เฮ่อซานเยว่ยื่นมือออกไปนอกหน้าต่าง คลายปลายนิ้วออก ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นถูกลมพัดปลิวไปอย่างรวดเร็ว
ของที่พวกมันสัมผัส ช่างสกปรกโสมมนัก
[จบแล้ว]