- หน้าแรก
- รอยหมึกและน้ำตาเลือด
- บทที่ 6 - พายุฝนที่หยุดยั้ง
บทที่ 6 - พายุฝนที่หยุดยั้ง
บทที่ 6 - พายุฝนที่หยุดยั้ง
บทที่ 6 - พายุฝนที่หยุดยั้ง
เฮ่อซานเยว่รวบรวมความกล้าเอ่ยปาก ทว่าเสียงของนางกลับถูกกลบด้วยเสียงพิณ เสียงผีผา และเสียงกลองที่บรรเลงดังกึกก้องจนไม่มีผู้ใดตอบรับ
ราวกับฟองสบู่ไร้ค่าที่ละลายหายไปในผืนน้ำ
ชีวิตสูญสลายไป ทว่ากลับไร้ร่องรอยใดให้จดจำ
เฮ่อซานเยว่มองดูรถม้า เชือกป่านที่ใช้เทียมม้าถูกแช่ด้วยน้ำมันทังจนเหนียวและทนทาน นางหันไปมองกลองใบใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว ขอบกลองสลักลวดลายดอกบัวนูนต่ำ ตอนนี้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าดอกบัวนั้นถูกล้อมรอบด้วยวงกลมสีทองอร่าม ดูหรูหราอลังการ
เฮ่อซานเยว่พุ่งตัวไปข้างหน้า คว้าไม้ตีกลองแล้วกระหน่ำตีลงบนหน้ากลองอย่างแรง "ตึง ตึง ตึง!"
เสียงเครื่องดนตรีหยุดชะงักลงทันที คนบนรถม้านิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกันและก้มหน้ามองลงมาเบื้องล่างด้วยสายตาเรียบเฉยไร้อารมณ์
มองไปยังจุดที่มดปลวกยืนอยู่
"พวกเราชนะแล้ว ใช่หรือไม่" เฮ่อซานเยว่ตะโกนถามอีกครั้ง
ในที่สุดก็มีคนบนรถม้าหัวเราะออกมา
เป็นชายหนุ่มร่างกำยำคิ้วบางผู้นั้น น้ำเสียงของเขายังคงแหลมสูงดังกังวานเช่นเคย "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ชนะงั้นหรือ ชนะอะไรกัน! พวกเจ้ายังเหลือกันตั้งสี่คน! คนสุดท้ายที่รอดชีวิตต่างหากถึงจะเรียกว่าชนะ!"
ชายหนุ่มกวาดสายตามองทั้งสามคน เมื่อเห็นชัดถึงความสัมพันธ์ของพวกนาง เขาก็พลันยกมือขึ้นแล้วฉีกยิ้มกว้าง "หมายเลขสิบห้า เจ้าจงฆ่าแม่แก่ๆ กับน้องสาวของเจ้าทิ้งเสีย แล้วเจ้าก็จะชนะ! เงินทั้งหมดนี่ก็จะเป็นของเจ้า!"
ชิวเอ้อร์เหนียงทนไม่ไหวอีกต่อไป นางคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังตุ้บ "พวกเราไม่เอาเงินแล้ว! พวกเราไม่เอาเงินแล้ว! ขอผู้สูงศักดิ์โปรดปล่อยพวกเรากลับไปเถิด! ข้ายอมตาย ข้าจะไปตาย ขอเพียงท่านปล่อยลูกสาวทั้งสองของข้าไปก็พอ!"
หญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงดาวล้อมเดือนขมวดคิ้วเรียวสวย "บอกแล้วอย่างไรว่ารำคาญเสียงพูดสำเนียงคนพื้นถิ่น!"
ชายชุดดำสองคนพุ่งเข้ามาทันที คนหนึ่งกดหลังชิวเอ้อร์เหนียงไว้ อีกคนง้างปากนางออก ประกายมีดเย็นเยียบสว่างวาบ ตวัดมีดเพียงครั้งเดียว ก้อนเนื้อชุ่มเลือดก็ร่วงหล่นลงบนพื้น
"ท่านแม่! ท่านแม่!" เฮ่อสุ่ยกวงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว นางร้องไห้โฮอย่างสิ้นหวังแล้วโผเข้าไปหา
ชิวเอ้อร์เหนียงเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง เลือดหยดติ๋งๆ ลงบนพื้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป!
น้ำตาร้อนผ่าวร่วงหล่นจากดวงตาของเฮ่อซานเยว่ในทันที "ท่านแม่!"
นี่คือการข่มขวัญ
หากสามแม่ลูกยังไม่ยอมลงมือฆ่ากันเอง ก็จะมีคนมาเก็บศพพวกนางแทน
ดวงตาของเฮ่อซานเยว่พร่ามัว น้ำตาไหลรินไม่อาจเช็ดให้แห้งได้ นางสูดลมหายใจเข้าลึก มือขวาค่อยๆ ยกขึ้น เผยให้เห็นกรรไกรที่ลับมาจนคมกริบ ปลายแหลมหันไปทางกลุ่มคนบนรถม้า
เสียงเครื่องดนตรีหยุดลง เงาร่างนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานออกมาจากหลังภูเขา เตรียมพร้อมจู่โจม
กรรไกรของเฮ่อซานเยว่เมื่ออยู่ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด ช่างดูเหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง เล็กจ้อยและน่าขันสิ้นดี
"พวกท่านรักษาคำพูดหรือไม่" เฮ่อซานเยว่เอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา มือข้างหนึ่งชูกรรไกรขึ้น ก่อนจะพลิกคมมีดหันไปทางมารดาที่ใบหน้าเปื้อนเลือดและน้องสาวที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น
ไม่มีผู้ใดตอบรับ ทว่าทุกคนบนรถม้าต่างจ้องมองนางด้วยแววตาตื่นเต้นและเร่าร้อน
"ติง" เสียงสายพิณเส้นที่เสียงสูงที่สุดถูกดีดขึ้น
เฮ่อซานเยว่ขยับตัวตามเสียงนั้น นางเบี่ยงตัวหลบวูบไปหลบอยู่หลังเด็กหนุ่มตากลมที่เอาแต่เงียบมาตลอด แขนซ้ายรัดคอเขาไว้แน่น มือขวาจ่อกรรไกรเข้าที่ลำคอของเขา เฮ่อซานเยว่ดึงพลังแฝงจากที่ใดไม่อาจทราบได้ ลากเด็กหนุ่มตากลมถอยหลังกรูดไปหลายก้าว แผ่นหลังพิงต้นไม้ใหญ่ นางหอบหายใจหนักหน่วงก่อนจะชะโงกหน้าออกมาครึ่งหนึ่ง
"ปล่อยพวกนางไป แล้วข้าจะปล่อยเขา! ชีวิตต่ำต้อยของข้า แลกกับชีวิตของพวกลูกผู้ดีมีเงินอย่างพวกท่านตัวต่อตัว ข้าไม่ขาดทุนหรอก!" เฮ่อซานเยว่ตะโกนลั่น
เด็กหนุ่มตากลมชูสองมือขึ้นเหนือหัว น้ำเสียงเจือเสียงสะอื้น "หมายเลขสิบห้า ข้าก็เป็นคนชั้นต่ำเหมือนกัน! เจ้าจะจับข้าเป็นตัวประกันไปทำไม!"
เฮ่อซานเยว่ไม่คิดจะเสวนาด้วย นางออกแรงที่มือขวา ลำคอของเด็กหนุ่มก็ปรากฏรอยเลือดขึ้นทันที
หญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงดาวล้อมเดือนบนรถม้าผุดลุกขึ้นยืนตวาดลั่น "เจ้ากล้าหรือ!"
ในที่สุดเฮ่อซานเยว่ก็เผยรอยยิ้มหยันที่มุมปากเพียงชั่วครู่ นางเหลือบมองเฮ่อสุ่ยกวงที่รีบพยุงชิวเอ้อร์เหนียงเดินโซเซมาหลบอยู่ด้านหลังของนาง
"ท่านลองดูสิว่าข้ากล้าหรือไม่!" เฮ่อซานเยว่ตะโกนเสียงดัง "พวกท่านชอบดูคนฆ่ากันนักใช่ไหม ข้าก็จะฆ่าให้ดู! ลูกหมูที่ข้ากำลังจะฆ่าตัวนี้เป็นใครกันล่ะ"
เฮ่อซานเยว่ตะเบ็งเสียง "เป็นคุณชายที่มาจากเมืองหลวงใช่หรือไม่! โง่เง่าสิ้นดี! แม้จะสวมเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบ แต่ก็ดูใหม่เอี่ยมราวกับเพิ่งตัดเย็บเสร็จในวันนี้!"
"คุณชายคุณหนูอย่างพวกท่านไม่เคยเดินป่าเดินเขาล่ะสิ! วิ่งฝ่าดงพุ่มไม้หนาทึบมาขนาดนี้ ชายเสื้อควรจะถูกเกี่ยวขาดวิ่นไปตั้งนานแล้ว จะยังเป็นทรงสวยงามอยู่ได้อย่างไร!"
"ที่สำคัญคือ พวกท่านจับคนมาสามสิบสี่คน มีผู้ชายแค่สี่คน ข้ากวาดตามองปราดเดียวก็จำหน้าผู้ชายทั้งสี่คนได้หมดแล้ว แต่จู่ๆ กลางทางกลับมีคนแปลกหน้าโผล่มา ถุย! ถึงพวกข้าจะเกิดมาต่ำต้อย แต่ก็ไม่ได้โง่นะ! พวกท่านเกิดมาบนกองเงินกองทองก็จริง แต่โง่เง่าเต่าตุ่นขนาดนี้ สวรรค์ต้องลงโทษแน่!"
"ที่น่าขำที่สุดคือ ตอนข้าถือคบเพลิงล่อเป้า คนที่เหลืออยู่กลับไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้เลย ข้อสันนิษฐานของข้าถูกต้อง! ลูกหมูหน้าขาวตัวนี้มีคนคอยคุ้มกันอยู่ลับๆ เพื่อป้องกันอันตรายทุกวิถีทางต่างหาก!"
เฮ่อซานเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "โบราณกล่าวไว้ไม่มีผิด กินอิ่มเกินไปจนไม่มีอะไรทำ ไม่กระโดดหน้าผาก็ไปหาที่ตาย ผู้อื่นดูไก่ชน แต่พวกท่านกลับดูคนชนกัน! ดูอย่างเดียวไม่พอ ยังลงมาเล่นเองด้วย! สมใจพวกท่านแล้ว ตอนนี้เกมนี้ก็ตกมาอยู่ในมือของพวกคนชั้นต่ำอย่างพวกข้าแล้ว!"
เฮ่อสุ่ยกวงพยุงชิวเอ้อร์เหนียงหลบซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่
สว่างเกินไปแล้ว
ต้องรอให้ผ่านไปราวสี่ห้าอึดใจ ทั้งสองจึงจะกล้าขยับตัวถอยร่นเข้าไปหลบให้มิดชิดยิ่งขึ้น
ผู้คนบนรถม้าถูกยั่วโทสะจนโกรธจัด โดยเฉพาะหญิงสาวที่มีไฝรองน้ำตา ทว่าด้วยความห่วงหน้าพะวงหลัง จึงไม่มีผู้ใดกล้าสั่งให้ลงมือสังหาร
ในที่สุดชายหนุ่มที่อยู่ซ้ายสุดก็เอ่ยปาก เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน กอดอกมองเฮ่อซานเยว่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เจ้ารู้ตัวตั้งแต่เมื่อใดว่าพวกเราไม่คิดจะปล่อยใครให้รอดชีวิตกลับไป"
เฮ่อซานเยว่ตวัดสายตามองชายชุดขาวทันที "ตั้งแต่แรกแล้ว"
ชายชุดขาวขมวดคิ้ว "เพราะเหตุใด"
เฮ่อซานเยว่หัวเราะหยัน "กฎของพวกท่านบอกไว้ว่า 'ผู้ที่รอดชีวิตเป็นคนสุดท้ายจะมีโอกาสนำเงินกลับไป' และ 'ผู้ชนะจะได้นอนหลับอย่างสุขสบายบนกองเงินกองทอง' คำว่า 'มีโอกาส' ก็เท่ากับเป็นไปไม่ได้ ส่วน 'นอนหลับอย่างสุขสบาย' น่ะหรือ"
"มีเพียงคนตายเท่านั้นแหละ ที่จะได้นอนหลับอย่างสุขสบายคู่กับกองเงินกองทองที่ตายด้านพวกนี้!"
เฮ่อซานเยว่แค่นหัวเราะ "พวกท่านไม่เคยคิดจะปล่อยให้พวกเรามีชีวิตรอดกลับไปเลยต่างหาก!"
ขณะที่พูด ปลายมีดก็กรีดลงบนผิวเนื้อของเด็กหนุ่มตากลม เลือดไหลรินลงมาตามลำคอซึมเข้าสู่สาบเสื้อ เพียงครู่เดียวก็ย้อมปกเสื้อและหน้าอกจนแดงฉาน
"อย่า อย่า อย่า!" ในที่สุดเด็กหนุ่มตากลมก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาเงยหน้าขึ้นร้องลั่น "พี่สาว! ช่วยข้าด้วย! พี่สาว!"
หญิงสาวที่มีไฝรองน้ำตากระแทกจอกสุราลงบนพื้นอย่างแรง "นังชั้นต่ำ! นังขยะชั้นต่ำบังอาจมาวางแผนตลบหลังพวกเรางั้นหรือ!"
ลูกธนูนับไม่ถ้วนเล็งเป้าไปที่เฮ่อซานเยว่ รวมถึงเฮ่อสุ่ยกวงและชิวเอ้อร์เหนียงที่กำลังค่อยๆ ถอยร่นไปด้านหลังด้วย
ชิวเอ้อร์เหนียงเกาะลำต้นไม้ไว้แน่น นางส่ายหน้าไปมา พูดอะไรไม่ออก ดวงตาทั้งสองข้างกลับมีน้ำตาหยาดเลือดรินไหล
เฮ่อสุ่ยกวงร้องไห้จนหงายหลัง พยายามเอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อพี่สาว
"วิ่งหนีไป!" เฮ่อซานเยว่หันหน้าหนี กดเสียงต่ำ สายตาภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันกระดาษที่สว่างไสวราวกับกลางวันลุกโชนดั่งคบเพลิงสองดวง "วิ่งไป! วิ่งไปทางทิศตะวันตก คิดดูให้ดีว่าในอกเสื้อของเจ้ามีอะไรอยู่!"
เฮ่อซานเยว่เค้นเสียงเหี้ยม "ใช้สมองซะ! จงมีชีวิตรอดให้ได้แม้จะต้องคู้กายซ่อนตัว! กัดฟันสู้เพื่อมีชีวิตอยู่! จงมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้!"
ในอกเสื้อมีสิ่งใดอยู่หรือ
เฮ่อสุ่ยกวงน้ำตาคลอเบ้า ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นได้ จึงรีบกระชากแขนชิวเอ้อร์เหนียง อาศัยจังหวะที่คนบนรถม้ายังคงโกรธเกรี้ยว รีบวิ่งหนีไปทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว
หยาดน้ำตาเลือดของชิวเอ้อร์เหนียงร่วงหล่น นางส่ายหน้าอย่างยากลำบากครั้งแล้วครั้งเล่า
"ไปสิ!" เฮ่อซานเยว่ตวาดลั่น พร้อมกับเพิ่มแรงกดที่มือ คมมีดบาดลึกลงไปอีก
เด็กหนุ่มตากลมกรีดร้องลั่น "พี่สาว! ท่านปล่อยพวกนางไปก่อนเถิด! พี่สาว!"
หญิงสาวบนรถม้าเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวาย ไม่รู้ว่าเผชิญหน้ากันอยู่นานเท่าใด พลันได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ด "ไฟไหม้แล้ว! ไฟไหม้แล้ว! ไฟไหม้แล้ว!"
ป่าไม้ที่ไม่ไกลออกไป เกิดเพลิงลุกไหม้โชติช่วงขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ความร้อนระอุเจ็ดแปดวันติด ทำให้ความชื้นในต้นไม้แห้งสนิท! ไม่ได้มีเพียงจุดเดียวที่เกิดไฟไหม้ เปลวเพลิงหลายจุดก่อตัวขึ้นในบริเวณใกล้เคียงและลุกลามผสานกันอย่างรวดเร็ว ส่วนกองฟางบนแท่นก็เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่รับเอาประกายไฟไป เปลวไฟเพียงน้อยนิดก็ลุกลามใหญ่โต และมีทีท่าว่าจะลามไปติดเชือกป่านที่ชุบน้ำมันทังอีกด้วย
ความร้อนแผดเผาแผ่นหลังของเฮ่อซานเยว่
เด็กหนุ่มตากลมกรีดร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หน้าตรถม้าปั่นป่วนวุ่นวายราวกับรังแตนแตกรัง
ชายชุดขาวทางซ้ายมือยังคงมีสีหน้าเยือกเย็น เขาเอ่ยปากอีกครั้ง "พลธนู ยิงให้ตาย"
"ไม่ได้นะ! อาหยวนอยู่ตรงนั้นนะ!" หญิงสาวดึงแขนเสื้อของชายหนุ่มไว้อย่างอ่อนแรง
ชายชุดขาวค่อยๆ ยกมือขึ้น สลัดปลายนิ้วของหญิงสาวออกอย่างแนบเนียน "ไม่ถูกไฟคลอกตายก็ถูกปาดคอตาย อาหยวนก็ต้องเลือกเอาสักทางไม่ใช่หรือ"
ตั้งแต่ต้นจนจบ น้ำเสียงของชายชุดขาวแทบไม่เปลี่ยนระดับเลย ทว่ายามนี้กลับแฝงแววเย้ยหยันอย่างเห็นได้ชัด "มีเพียงพวกโง่เขลาเท่านั้นแหละ ที่กระตือรือร้นอยากเสนอตัวเป็นเหยื่อเสียเอง"
หลังจากพูดจาเยาะเย้ยจบ เขาก็ยกมือขึ้น กระดิกนิ้วสั่งการ "ยิงหมายเลขสิบห้าทิ้งเสีย ด้านหลังนางมีไฟกำลังลุกไหม้ ถูกไฟลนตัวเช่นนั้น ไม่มีทางที่นางจะไม่มีช่องโหว่ ตอนนี้หากฆ่านาง ก็ยังพอช่วยอาหยวนได้" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง "ถึงจะโง่เขลา แต่ก็เป็นคนโง่จากจวนองค์หญิงใหญ่ ยังไงก็ต้องช่วย"
สิ้นคำสั่ง ลูกธนูก็แหวกวงล้อมเพลิง พุ่งทะยานเข้าหาเป้าหมายอย่างแม่นยำ
เฮ่อซานเยว่ร้องครางอึกใหญ่ หัวไหล่ถูกลูกธนูปักตอกติดกับต้นไม้
เด็กหนุ่มตากลมฉวยโอกาสนั้นคลานหนีหัวซุกหัวซุน ร้องห่มร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก
ไฟลุกลามใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ เปลวเพลิงพุ่งทะยานเสียดฟ้า ในที่สุดลิ้นไฟก็แลบเลียเชือกป่านชุบน้ำมันทัง ผู้คนบนรถม้าต่างตื่นตระหนกทิ้งรถหนีเอาตัวรอด ก่อนจากไปยังตะโกนด่าทอด้วยความโกรธแค้น "สุมไฟเข้าไปอีก! เผาที่นี่ให้ราบเป็นหน้ากลอง! โชคดีที่อยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นคงหมดสนุกแน่!"
ไฟกองใหญ่มาก เปลวเพลิงแลบเลียขึ้นสู่ท้องฟ้า ควันโขมงและคลื่นความร้อนถาโถมเข้ามาละลอกแล้วละลอกเล่า
เฮ่อซานเยว่คุกเข่าลงข้างหนึ่งกับพื้น ฝุ่นควันร้อนระอุสูดเข้าเต็มปอด สติของนางเริ่มเลือนรางเต็มที
ท่ามกลางความเลือนราง คล้ายดั่งความฝัน นางกลับเห็นชิวเอ้อร์เหนียงที่ใบหน้าอาบเลือด คลุมร่างด้วยเสื้อผ้าเปียกชุ่มฝ่ากองเพลิงเข้ามา ร่างกายที่เคยค่อมงอไม่เคยยืดหยัดได้สูงส่งเพียงนี้มาก่อน นางกระชากลูกธนูที่ปักอยู่บนบ่าของเฮ่อซานเยว่ออกอย่างแรง พร้อมกับส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอพลางใช้มือดันร่างของนางเข้าไปซุกในอ้อมอกอันแห้งเหี่ยว
ท่ามกลางทะเลเพลิง ชิวเอ้อร์เหนียงกอดลูกสาวคนโตที่ใกล้จะหมดสติไว้แน่น
ส่วนเฮ่อซานเยว่ก็ขดตัวอยู่ในอ้อมกอดตรงหน้าท้องของมารดา ราวกับทารกแรกเกิดที่เพิ่งลืมตาดูโลก
เฮ่อซานเยว่หยาดน้ำตาหยดหนึ่งลงมาอย่างไม่รู้ตัว
ในยามนี้นางไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะส่งเสียงร้องไห้โฮ เพื่อตอบแทนของขวัญแห่งชีวิตอันบริสุทธิ์และเสียสละที่มารดามอบให้แก่นางอีกแล้ว
[จบแล้ว]