- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดในโลกสูญพันธุ์ จนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่
- บทที่ 22 แผนรับมือ
บทที่ 22 แผนรับมือ
บทที่ 22 แผนรับมือ
บทที่ 22 แผนรับมือ
"ท่านเจ้าสำนัก เราควรทำอย่างไรดีขอรับ!" ใบหน้าของเหลาหวงเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
สิงถงวางถ้วยชาลงอย่างผิดวิสัย สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง
"เจ้ากำลังจะบอกว่า... สำนักหินเหล็กกล้าคิดจะฮุบกิจการสำนักคุ้มภัยของเรารวมถึงเครือข่ายทั้งหมด โดยให้เวลาเราตัดสินใจสองเดือน หากพ้นกำหนดพวกเขาจะบุกมาถึงหน้าประตูงั้นหรือ"
เหลาหวงเดินกระวนกระวายไปมา "ข้าน้อยได้ยินมาว่าเถี่ยเฉวียนเองก็บรรลุเป็นระดับปรมาจารย์แล้วเช่นกัน ยามนี้สำนักหินเหล็กกล้าจึงมีปรมาจารย์ถึงสองคน แต่สำนักเรา..."
สิงถงลูบหัวพนักเก้าอี้ที่มนเรียบพลางใช้ความคิด "ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีข่าวคราวเรื่องการทะลวงคอขวดของเถี่ยเฉวียนเลย ข้าเคยเห็นพรสวรรค์ของเขาแล้ว นับว่าธรรมดายิ่งนัก เหตุใดจู่ๆ ถึงบรรลุระดับปรมาจารย์ได้ในตอนนี้"
"เรื่องนี้... ข้าน้อยเองก็สุดรู้ขอรับ" เหลาหวงจนปัญญา
"ผลลัพธ์เช่นนี้ ข้าเคยได้ยินเพียงว่าในราชสำนักมีโอสถพิเศษที่ช่วยให้ทะลวงผ่านขอบเขตการฝึกตนได้ทันทีหลังกินเข้าไป แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่สำนักหินเหล็กกล้าจะมีของพรรค์นั้น"
"หรือจะเป็นไปได้ว่า... เถี่ยหรูเฟิงผู้นั้นจะเจ้าเล่ห์ถึงขั้นให้บุตรชายแสร้งทำตัวไร้ความสามารถมานานหลายปีเพื่อตบตาแม้กระทั่งข้า"
"หรือบางที พวกเขาอาจไปพบกับวาสนาปาฏิหาริย์บางอย่างเข้า"
เหลาหวงยังคงเดินวุ่น "ท่านเจ้าสำนัก นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญในตอนนี้! เรื่องสำนักคุ้มภัยจะเอาอย่างไรดีขอรับ!"
"กิจการของสำนักคุ้มภัย..." สิงถงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง "ถ้าพวกมันอยากได้ ก็ยกให้พวกมันไป"
"สำนักคุ้มภัยคือรายได้หลักของสำนักเรานะขอรับ เราจะยกให้ง่ายๆ เช่นนี้ไม่ได้!" เหลาหวงไม่ยินยอม
"ธุรกิจอื่นไม่มีแล้วหรืออย่างไร พ่อค้าแม่ขายยังมีอีกมาก เราแค่ไม่รับจ้างวานในเส้นทางประจำเหล่านั้น อย่างมากก็แค่ลำบากเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย"
"ข้ายังมองเห็นเส้นทางอื่นที่พอจะพัฒนาได้ เราค่อยลองหาทางขยับขยายดู"
"ในเมื่อสำนักหินเหล็กกล้าบอกว่าจะให้เวลาเราสองเดือน เราก็ทำต่อไปอีกสองเดือน พอครบกำหนดค่อยละทิ้งกิจการสำนักคุ้มภัยเสีย"
"ในหมู่นักยุทธ์ ผู้แข็งแกร่งคือผู้อยู่รอด ยามนี้สำนักหมัดทรายดำของข้าสูญเสียบารมีไปชั่วคราว ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีผู้คนจ้องตะครุบ วันหน้าเราค่อยกลับมาผงาดใหม่อีกครั้ง"
"สูญเสียเงินทองเพียงเล็กน้อยหาใช่เรื่องใหญ่ ชื่อเสียงของสำนักหมัดทรายดำยังคงอยู่!"
"ท่านเจ้าสำนัก..." เหลาหวงถึงกับพูดไม่ออก เพราะเขารู้ดีว่าแท้จริงแล้วมันไม่มีทางเลือกอื่น การกล่าวเช่นนี้เป็นเพียงการปลอบใจคนในสำนักเท่านั้น
ในโลกของสำนักยุทธ์ กฎแห่งป่าคือความจริงแท้
ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าย่อมครอบครองทรัพยากรมากกว่า มีเงินทองมากกว่า และย่อมมีลูกศิษย์ลูกหามากกว่าเป็นธรรมดา
เช่นเดียวกับเขาโขดเขียว กองกำลังนักยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตเมืองเมฆาดำ เพียงที่นั่นที่เดียวก็สูบกินเงินทองไปกว่าครึ่งเมืองเมฆาดำ โดยไม่มีใครกล้าปริปากคัดค้าน
เพราะนั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็น!
สำนักหมัดทรายดำเองก็เติบโตมาด้วยวิถีทางนี้
มิเช่นนั้น เส้นทางคุ้มกันสินค้าไปมณฑลจิงที่ทำกำไรมหาศาลเช่นนั้น จะตกมาอยู่ในมือของสำนักหมัดทรายดำได้อย่างไร
"ยามนี้สำนักหินเหล็กกล้าเป็นเพียงหนึ่งในหลายกลุ่มที่จ้องจะรุมกินโต๊ะสำนักหมัดทรายดำ และเป็นกลุ่มที่กดดันเรามากที่สุด"
"ในเมื่อพวกมันบอกว่าให้เวลาสองเดือน ย่อมหมายความว่าภายในสองเดือนนี้พวกมันจะไม่เคลื่อนไหวใดๆ"
"บางทีในช่วงเวลานี้ อาจมีเรื่องอื่นที่ดึงตัวปรมาจารย์ทั้งสองของสำนักหินเหล็กกล้าไว้"
"ตอนนี้เราจึงมีเวลาหายใจอย่างปลอดภัยไปอีกสองเดือน"
"ท่านเจ้าสำนัก แล้วหลังจากยกกิจการให้พวกมันไปแล้วเราจะทำอย่างไรต่อ ลำพังธุรกิจอื่นคงไม่เพียงพอจะค้ำจุนขนาดของสำนักหมัดทรายดำในปัจจุบันได้นะขอรับ"
สิงถงเริ่มจิบชาอีกครั้ง "ข้าเพิ่งบอกไปว่าสำนักหมัดทรายดำแค่สูญเสียบารมีไป 'ชั่วคราว' นั่นหมายความว่าข้ายังมีหนทางอยู่"
"กุญแจสำคัญของสำนักหมัดทรายดำยังคงอยู่ที่เอ๋อร์เอ๋อร์"
ดวงตาของเหลาหวงพลันเป็นประกาย "ท่านเจ้าสำนัก หรือว่ามือที่ขาดไปของนายน้อยจะมีหนทางรักษาแล้วขอรับ!"
สิงถงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะวางถ้วยชาลงโดยไม่กล่าวคำใด
"อาจารย์!!!!"
เสียงตะโกนลั่นดังขึ้นจากหน้าประตู
เยี่ยหยางในสภาพเนื้อตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่นละออง ทั้งน้ำตาและน้ำมูกอาบแก้ม พุ่งพรวดเข้ามาหมอบกราบกับพื้น "อาจารย์!!!"
ศิษย์คนอื่นๆ อีกหลายคนเดินตามเขาเข้ามาด้วย
สิงถงขมวดคิ้วเล็กน้อย "เกิดเรื่องอะไรขึ้น"
"อาจารย์ วันนี้คนจากสำนักหินเหล็กกล้ามาข่มเหงรังแกข้า ข้าไร้ความสามารถไม่อาจปกป้องเกียรติยศของสำนักไว้ได้ ข้ามาเพื่อขอยอมรับผิดและรับบทลงโทษขอรับ!!"
เยี่ยหยางปาดน้ำตาและน้ำมูก ดูโศกเศร้าอาดูรอย่างยิ่ง
"นี่เป็นความผิดของศิษย์เอง ในฐานะศิษย์เอก ข้าถูกเจ้าหวงสื่อซาใช้อุบายสกปรกลอบกัด มันช่างเป็นที่อัปยศอดสูต่อศักดิ์ศรีของสำนักเรายิ่งนัก!"
"โด้โปรดเถิดอาจารย์ ลงโทษศิษย์ด้วย!"
ศิษย์ที่ตามหลังมาต่างพากันคุกเข่าลงพร้อมกัน "โด้โปรดเถิดอาจารย์ ลงโทษพวกเราด้วย!"
สิงถงโบกมือ "ลุกขึ้นเถอะ หวงสื่อซาผู้นั้นฝีมือไม่ธรรมดา ไม่ใช่ความผิดของพวกเจ้าที่พ่ายแพ้"
ทว่ากลุ่มคนที่คุกเข่าอยู่กลับไม่ยอมลุก เยี่ยหยางก้มศีรษะลงต่ำยิ่งกว่าเดิม ร่างกายแน่นิ่งไม่ไหวติง
"ลุกขึ้น ข้าไม่ได้ตำหนิพวกเจ้า"
"อาจารย์!" เยี่ยหยางโพล่งขึ้นมาทันควัน "ในฐานะศิษย์เอก พละกำลังของข้าช่างอ่อนแอนักจนไม่อาจปกป้องเหล่าศิษย์น้องในสำนักหมัดทรายดำได้"
เฉียนว่านรีบเสริมขึ้นว่า "จริงขอรับอาจารย์ หวงสื่อซาผู้นั้นแข็งแกร่งมาก พละกำลังของพวกเราจะอ่อนแอไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว!"
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว!!" คนอื่นๆ พากันขานรับเป็นเสียงเดียว
"พวกเจ้า..." สิงถงวางถ้วยชาลงทันที
"โด้โปรดเถิดอาจารย์ ได้โปรดมอบ 'ภาพวาดเจตจำนงวิถี' ให้แก่ศิษย์ด้วย ศิษย์จะมุมานะฝึกฝนอย่างหนักเพื่อบรรลุขอบเขตปรมาจารย์ นำเกียรติยศมาสู่ท่านอาจารย์! และล้างแค้นให้สำนักหมัดทรายดำของเราให้จงได้!!" เยี่ยหยางหมอบกราบลงอย่างสุดตัวอีกครั้ง
"โด้โปรดเถิดอาจารย์ มอบภาพวาดด้วยเถิด!" เสียงของคนหลายคนดังกังวานประสานกันอย่างเป็นจังหวะ
"ภาพวาดเจตจำนงวิถี... มีเพียงผู้สืบทอดสำนักเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าชม เยี่ยหยาง เจ้ายังขาดคุณสมบัติของการเป็นผู้สืบทอด ข้าไม่อาจมอบภาพวาดนั้นให้เจ้าได้"
เยี่ยหยางยังคงคุกเข่าอยู่ที่พื้นราวกับไม่ได้ยินคำปฏิเสธ ขณะที่คนอื่นๆ ตะโกนประสานเสียงขึ้นมาอีกครั้ง "โด้โปรดเถิดอาจารย์ มอบภาพวาดด้วยเถิด!"
"ไม่ได้ นี่คือเกณฑ์ข้อบังคับที่ไม่อาจทำลายได้"
"ไม่ว่าใครก็ตาม แม้แต่เอ๋อร์เอ๋อร์บุตรชายของข้า ก็ต้องผ่านเงื่อนไขของบรรพชนและกลายเป็นผู้สืบทอดสำนักเสียก่อนจึงจะได้ชมภาพวาดเจตจำนงวิถี"
"และไม่ว่าใครก็ตาม หากมีคุณสมบัติครบถ้วน ข้าย่อมจะให้เขาเป็นผู้สืบทอดสำนัก ได้เข้าชมภาพวาด และบรรลุเป็นปรมาจารย์อย่างแน่นอน"
"พวกเจ้าออกไปได้แล้ว"
อากาศภายในห้องกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
ไม่มีใครปริปากพูด กลุ่มคนที่บุกเข้ามายังคงนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิม
เปรี๊ยะ
ถ้วยชาในมือของสิงถงพลันแตกละเอียด น้ำชาสาดกระจายเต็มพื้น
"ไม่ได้ยินที่ข้าสั่งหรืออย่างไร"
"ข้าบอกว่า"
"ออกไป!"
กลุ่มคนเหล่านั้นต่างพากันสะดุ้งตกใจและลุกขึ้นตามสัญชาตญาณ
"อาจารย์..." เฉียนว่านซึ่งขวัญอ่อนกว่าใครเพื่อนถึงกับตัวสั่นเทิ้ม
"ออกไป!!!"
เยี่ยหยางและคนอื่นๆ สบตากันอย่างเลิกลั่ก ไม่กล้าอยู่ต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียว ต่างพากันรีบถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
...
"นี่คือ..." หลี่หยวนหยิบซากหนูตัวหนึ่งขึ้นมาดู
หนูตัวนั้นมีสภาพดำเป็นตอตะโกราวกับถ่านไม้ และเมื่อสัมผัสดูก็หลงเหลือผงสีดำติดมือคล้ายกับเถ้าถ่าน
เขามองดูมือขวาของตน ที่ปลายนิ้วมีเข็มกระดูกขนาดเล็กจิ๋วโผล่ออกมา
หากพิจารณาใกล้ๆ ปลายเข็มกระดูกนี้ยังมีรูลึกซึ่งมีของเหลวสีดำเอ่อล้นออกมา
หลี่หยวนหวนนึกไปถึงตอนที่ต่อสู้กับมู่หรงซี เจ้าดำน้อยได้กลืนกินลูกดอกจาสิ่วพ่นของนางเข้าไป ซึ่งดูเหมือนว่าลูกดอกนั้นจะถูกฉาบด้วยพิษร้ายแรง
เมื่อครู่นี้เขากำลังครุ่นคิดว่า ในเมื่อเจ้าดำน้อยงอกปากออกมาได้ แล้วเหตุใดมันจะงอกอย่างอื่นออกมาไม่ได้บ้างล่ะ?
อย่างเช่น งอกหนามกระดูก หรือเกราะกระดูกภายนอก?
ทันทีที่เขาลองคิดดู เจ้าดำน้อยก็ขยับเขยื้อนแล้วยื่นเข็มพิษนี้ออกมา
เขาจึงคว้าตัวหนูมาลองทดสอบทิ่มแทงดู และเพียงไม่กี่นาทีต่อมา หนูตัวนั้นก็แปรสภาพเป็นเช่นนี้
เขาลองจินตนาการว่า หากในตอนนั้นเจ้าดำน้อยไม่ได้งับลูกดอกไว้ได้ทัน...
หลี่หยวนถึงกับตัวสั่นสะท้าน เขาคงต้องไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในปรโลกเสียแล้ว
แต่จะว่าไป...
"เจ้าดำน้อย เรื่องนี้เหตุใดข้าถึงเพิ่งจะมารู้เอาป่านนี้กัน?!"
เจ้าดำน้อยทำท่าทางราวกับผู้บริสุทธิ์
ก็นายท่านไม่ได้ถามข้านี่นา!