- หน้าแรก
- องค์ชายตกอับ? หรือเศรษฐีอันดับหนึ่ง
- บทที่ 11 - ผู้ลี้ภัยก็มีศักดิ์ศรี
บทที่ 11 - ผู้ลี้ภัยก็มีศักดิ์ศรี
บทที่ 11 - ผู้ลี้ภัยก็มีศักดิ์ศรี
บทที่ 11 - ผู้ลี้ภัยก็มีศักดิ์ศรี
จางสยงซึ่งในตอนแรกกระวนกระวายใจและมีเหงื่อเย็นไหลพราก เวลานี้ถอนหายใจยาว ก่อนจะประสานมือคารวะหลี่ซื่อหมินอย่างนอบน้อม
"ฝ่าบาท ข้าน้อยไม่ทำให้ผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่ซื่อหมินมองไปรอบๆ สูดลมหายใจเข้าลึกหลายครั้ง หยิบถ้วยชาใบเล็กที่จับตัวเป็นน้ำแข็งขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น แลบลิ้นเลียก้อนน้ำแข็งด้านใน
ชื่นใจ เย็นฉ่ำ หวานล้ำ ทั่วทั้งร่างรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก
ซู๊ด
ซู๊ด
"จางสยง เจ้าทำได้ดีมาก ข้าจะตกรางวัลให้เจ้าอย่างงาม"
"ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นสายลับอันดับหนึ่งหน้าที่นั่ง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงติดตามหลี่โย่วอย่างลับๆ จับตาดูทุกการกระทำของเขาให้ละเอียด แล้วมารายงานข้าทั้งหมด"
จางสยงชายชาตรีผู้ห้าวหาญ เดิมทีเตรียมตัวรับรางวัลจากจักรพรรดิแล้ว แต่จู่ๆ ความตื่นเต้นก็มลายหายไปจนเย็นเยียบ
ฝ่าบาท พระองค์ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ
ตอนที่พระองค์ประทานรางวัลให้ท่านแม่ทัพอวี้ฉือ พระองค์ไม่ได้ตระหนี่เช่นนี้นี่นา
การแต่งตั้งนี้ เหมือนไม่ได้แต่งตั้งเลย
ฟังดูแล้วสู้ตำแหน่งรองขุนพลพิทักษ์เชียนหนิวยังไม่ได้เลย
"อะแฮ่ม จางสยงเอ๋ย ตอนนี้ราชวงศ์ถังค่อนข้างยากลำบาก เจ้าอดทนไปก่อนเถิด หากข้าหาเงินได้ รับรองว่าไม่ขาดส่วนของเจ้าแน่"
บางคนถนัดวาดไผ่ บางคนถนัดวาดเสือ บางคนถนัดวาดปลาและกุ้ง บางคนถนัดวาดหญิงงาม
หลี่ซื่อหมินถนัดวาดฝัน
เมื่อก่อนอาศัยการทำศึกนำทัพเพื่อวาดฝัน หากวันหน้าบรรลุปณิธานอันยิ่งใหญ่ ทุกท่านก็จะได้กินเนื้อกินน้ำแกงตามข้าหลี่ซื่อหมิน
ตอนนี้ไม่มีศึกให้ทำแล้ว ก็ต้องอาศัยบารมีของจักรพรรดิมาวาดฝันแทน
ข้ามีภารกิจรัดตัว บริหารบ้านเมืองอย่างขยันขันแข็ง ราชวงศ์ถังต้องก้าวสู่ยุคเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นย่อมมีผลประโยชน์ตกถึงพวกท่านไม่น้อย
ความยากจน ล้วนถูกบีบบังคับมาทั้งสิ้น
เวลานี้ จางสยงพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดจาติดขัด ไม่กล้าทวงความดีความชอบหรือประจบสอพลออีก แต่กลับพูดอย่างระมัดระวัง
"ฝ่าบาท ยังมีข่าวร้ายอีกเรื่องพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่ซื่อหมินมองจางสยง สายตานั้นแทบจะฆ่าคนได้
"ฝ่าบาท วันนี้ข้าน้อยมัวแต่ไปทำผงนี้ เลยไม่ได้จับตาดูองค์ชาย ดังนั้นวันนี้ตอนกลางวันฉู่หวังทำอะไรบ้าง ข้าน้อยไม่ทราบจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ"
หลี่ซื่อหมินตอนนี้มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม มีวิธีทำน้ำแข็ง ก็มีความมั่นใจที่จะขายน้ำแข็ง มีธุรกิจขายน้ำแข็งนี้ วันเดียวหาเงินได้มหาศาล ย่อมไม่ใช่ปัญหา
จากนี้ไป วันละหนึ่งพันก้วน เดือนหนึ่งก็คือ...
ซี๊ด หลี่ซื่อหมินรู้สึกเพียงว่าน้ำแข็งก้อนเล็กๆ ในถ้วยชานั้นช่างทำให้สดชื่นจริงๆ หัวสมองเริ่มร้อนผ่าว อยากจะหัวเราะออกมา
"ไม่เป็นไร แค่วันเดียว เด็กเจ็ดขวบคนหนึ่ง ในวันเดียวจะทำเรื่องอะไรได้มากมาย"
หลี่ซื่อหมินในตอนนี้ไม่มีความอดทนที่จะฟังรายงานใดๆ จากจางสยงแล้ว เขามีความต้องการเพียงอย่างเดียวคือการหาเงิน
มัวแต่อิจฉาหลี่โย่วจะมีประโยชน์อันใด
ข้าต้องลงมือทำเอง ต้องหาเงิน
เจ้าเปิดร้านในเมืองฉางอันใช่หรือไม่ ข้าก็จะไปเมืองลั่วหยาง ไปเมืองฉีโจว ไปเมืองอี้โจว เมืองโยวโจว...
หลี่ซื่อหมินยังคงห่วงหน้าตา หากเปิดร้านในเมืองฉางอัน แล้วถูกจับได้ว่าแย่งธุรกิจของลูกชาย ขโมยสูตรของลูกชาย นั่นจะไม่เป็นการเสียหน้าครั้งใหญ่หรือ
ต่อให้คนทั่วหล้าจะไม่พูดอะไร แต่เว่ยเจิงผู้นั้นต้องคอยตามจิกกัดอยู่ข้างหลังทุกวันแน่ๆ ราวกับหญิงปากสว่างที่ชอบขุดคุ้ยเรื่องน่าอาย ตรงไหนเจ็บก็จี้ตรงนั้น
หลี่ซื่อหมินเอนกายลงบนตั่งเตียง มองจางสยง
"จางสยง เจ้าคิดว่าหากข้าไปทำธุรกิจ จะเป็นอย่างไร"
จางสยงเป็นยอดฝีมือในการสังเกตสีหน้า เมื่อเห็นหลี่ซื่อหมินมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ย่อมต้องประจบสอพลอ
แต่หากประจบตรงเกินไป อาจจะเผลอแทงโดนใจดำได้ ดังนั้น ต้องเพิ่มความตื่นเต้นสักหน่อย
"ฝ่าบาท ข้าน้อยรู้สึกเป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ"
พอได้ยินจางสยงพูดเช่นนี้ หลี่ซื่อหมินก็ไม่พอใจทันที
เจ้าคนนี้ เป็นอะไรไป
เมื่อเห็นใบหน้าของหลี่ซื่อหมินแข็งค้างไปชั่วขณะ จางสยงก็ยิ้มอย่างรู้ใจ แล้วเล่นลูกไม้ของตนต่อไป ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ
"ข้าน้อยตอนนี้เริ่มเป็นห่วงพ่อค้าทั่วหล้าแล้ว ฝ่าบาททรงเป็นอัจฉริยะเหนือผู้ใด หากไปทำธุรกิจ เรื่องหาเงินในใต้หล้า ก็คงไม่มีที่ยืนให้คนอื่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ใบหน้าของหลี่ซื่อหมินคล้ำลง เจ้าประจบสอพลอ ก็ต้องมีลูกล่อลูกชนใช่หรือไม่
จางสยงผู้โง่เขลา
หลี่ซื่อหมินข่มความดีใจในใจไว้ แล้วกล่าวอย่างมีมารยาท
"ไสหัวไป"
"พ่ะย่ะค่ะ แฮะๆๆ..."
สามวันต่อมา ภายในตำหนักรอง หลี่โย่วได้เตรียมพร้อมที่จะให้ของหวานแช่แข็งปรากฏตัวแล้ว
เวลานี้เอง เสียงร้องด้วยความร้อนรนก็ดังมาจากนอกประตู
"องค์ชาย เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ..."
หลี่โย่วชะโงกหน้าออกไป ก็เห็นขันทีน้อยที่กินของหวานแช่แข็งในวันนั้น วิ่งเหยาะๆ เข้ามา เหงื่อชุ่มไปทั้งตัว ราวกับมีเรื่องใหญ่โตระดับฟ้าถล่มแผ่นดินทลายเกิดขึ้น
"เกิดอะไรขึ้น ฟ้าถล่มหรือ"
ขันทีน้อยถูกคำถามของหลี่โย่วทำให้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบตั้งสติได้
"องค์ชาย หาจนทั่ววังแล้ว ขูดกำแพงจนสะอาดแล้ว หมดแล้ว หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ขันทีน้อยตื่นตระหนกตกใจ ส่วนหลี่โย่วก็เข้าใจกระจ่างแล้ว
อะไรหมด ย่อมเป็นดินประสิวน่ะสิ
หลายวันมานี้ แร่เพิ่งเริ่มขุด กระบวนการต่างๆ ยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการ ยังคงต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า ดินประสิว ที่อยู่ตามกำแพงและพื้นในวังหลวงมาสกัดเป็นดินประสิวอยู่
"หมดก็หมดไปสิ จะตื่นตระหนกไปทำไม"
สิ่งที่ขันทีน้อยตื่นตระหนกไม่ใช่การหมดไปของดินประสิว แต่เป็นเพราะไม่มีงานให้พวกเขาทำแล้วต่างหาก
พวกเขาหาดินประสิวไม่ได้ หลี่โย่วก็ทำน้ำแข็งไม่ได้
หลี่โย่วทำน้ำแข็งไม่ได้ ก็หาเงินไม่ได้
หลี่โย่วหาเงินไม่ได้ แล้วพวกเขาจะได้รางวัลอีกหรือ
คนไม่ทำเพื่อตนเองฟ้าดินลงโทษ ตั้งแต่เด็กก็ต้องตัดเนื้อร้ายใต้หว่างขา ทิ้งความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ไป ทนอยู่ในสถานที่อันน่าเบื่อหน่ายอย่างวังหลวงนับสิบปี ต้องเผชิญกับการแก่งแย่งชิงดี เพียงเพื่อการเสียสละหรือ
พูดไปใครจะเชื่อ
"เจอเรื่องราวอย่าได้ตื่นตระหนก พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า อาจารย์หลี่กังกลั้นปัสสาวะได้ทั้งวัน ต่อให้ปัสสาวะราดกางเกง ใบหน้าก็ยังคงสงบนิ่ง ไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย"
"เรียนรู้ไว้ การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด"
อายุสิบกว่าปีแล้ว ของใต้หว่างขาก็หายไปตั้งนานแล้ว ไม่เห็นเจ้าจะตะโกนโวยวายทุกวันเลย
"ในวังหลวงหาไม่ได้แล้ว ก็ไม่ต้องหาแล้ว ตั้งแต่นี้ไป พวกเจ้าว่างๆ ก็มาที่ตำหนักรองนี้ มาทำเรื่องอื่นกับข้า"
ต้องนำนางกำนัลและขันทีมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ คนเหล่านี้แม้จะมีชะตากรรมที่น่าสงสาร แต่คนที่สามารถเอาตัวรอดในวังหลวงได้ ย่อมไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา แต่ละคนมีไหวพริบดี สมองฉับไว ที่สำคัญคือมีความสามารถในการลงมือทำ และยังเชื่อฟัง
เพียงแค่ให้รางวัลพวกเขาเล็กน้อย ก็จะได้รับความจงรักภักดีอย่างแท้จริงกลับมา
นางกำนัลและขันทีต่างก็กระหายที่จะหาต้นไม้ใหญ่พึ่งพิงอยู่แล้ว
หลี่โย่วเดินออกจากตำหนักรอง ยกมือขึ้นบังแสงอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า ภายในใจรู้สึกเบิกบาน
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่แสงแดดสดใส เมืองฉางอันแห่งราชวงศ์ถัง พวกเจ้าพร้อมหรือยัง
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ พวกเจ้าพร้อมหรือยัง
ลูกหลานตระกูลใหญ่ พวกเจ้าพร้อมหรือยัง
ข้า หลี่โย่ว จะเพิ่มความแรงแล้วนะ...
เมืองหลานเถียน ภายในโรงงาน
เฉาเซินกำลังฝึกฝนหัวหน้าหน่วยที่เขาคัดเลือกมากับมือตามวิธีที่หลี่โย่วให้ไว้
ในโรงงานมีช่างฝีมือหนึ่งพันคน สิบคนเป็นหนึ่งกลุ่ม เลือกหัวหน้ากลุ่มหนึ่งคน สิบกลุ่มเป็นหนึ่งหน่วย เลือกหัวหน้าหน่วยหนึ่งคน
เมื่อเห็นคนที่ตนเองคัดเลือกมามีจิตใจฮึกเหิม แววตาร้อนแรง ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความหวัง เฉาเซินก็รู้สึกตื่นเต้น
นี่มันน่าสนุกยิ่งกว่าตอนที่เขานำทหารเดินเท้าสิบคนเสียอีก
"ดีมาก มีพลังใจมาก"
"แต่ยังไม่พอ"
"เถ้าแก่ให้ข้าวน้ำพวกเจ้า ให้ที่พักพวกเจ้า ช่วยชีวิตพวกเจ้า ก็เพื่ออยากเห็นพวกเจ้าทำงาน"
"วันนี้ทำล่วงเวลา ข้าจะเพิ่มเงินให้คนละห้าเหวิน แต่ต้องผลิตน้ำแข็งให้ได้มากกว่าเมื่อวานหนึ่งเท่า"
สิ้นเสียงของเฉาเซิน หัวหน้าหน่วยทั้งสิบคนก็เงียบกริบ
"เป็นอะไรไป เป็นใบ้กันหมดแล้วหรือ"
"หากทำไม่ได้ก็ไสหัวไป"
เวลานี้ หัวหน้าหน่วยทั้งสิบคนมองหน้ากันไปมา เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า
หนิวเอ้อร์ หัวหน้าหน่วยที่หนึ่ง ก้าวออกมา น้ำเสียงกังวาน
"นายท่าน พวกเราไม่ขอรับเงินเพิ่ม มีข้าวกิน มีน้ำดื่ม มีที่พัก มีค่าจ้าง ก็เพียงพอแล้ว"
"นี่คือบุญคุณอันยิ่งใหญ่ ต่อให้นายท่านยินดีเพิ่มให้ พวกเราก็รับไว้ไม่ได้"
"นายท่านอย่าได้เอ่ยถึงอีกเลย แม้พวกเราจะเป็นผู้ลี้ภัย แต่ก็มีศักดิ์ศรี"