- หน้าแรก
- บันทึกตำนานขององค์ชายหกผู้ตกอับ
- บทที่ 27 - เมืองเจียวโจวมีฤดูหนาวที่ใดกัน
บทที่ 27 - เมืองเจียวโจวมีฤดูหนาวที่ใดกัน
บทที่ 27 - เมืองเจียวโจวมีฤดูหนาวที่ใดกัน
บทที่ 27 - เมืองเจียวโจวมีฤดูหนาวที่ใดกัน
ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี ทหารหนึ่งพันห้าร้อยนายในชุดดำพรางตัว มุ่งหน้าเข้าไปในภูเขาต้าเหลียงนอกเมืองเจียวโจว
ภูเขาสูงป่าทึบ อีกทั้งยังมีไอพิษปกคลุม โจรภูเขาอาศัยภูมิประเทศที่ได้เปรียบ จึงไม่เคยหวาดกลัวการคุกคามจากทหารทางการ
วันนี้ ทุกค่ายทุกถ้ำต่างยกจอกสุราเฉลิมฉลอง ดื่มกันจนเมามาย
ค่ายเฮยเฟิงเป็นค่ายที่ใหญ่ที่สุดในภูเขาต้าเหลียง เมื่อก่อนทหารเก่าจากราชวงศ์สุยเป็นแกนนำปลุกระดมผู้คนจำนวนมาก ขึ้นเขาตั้งตนเป็นใหญ่ ต่อให้ราชวงศ์ถังจะก่อตั้งขึ้น พวกเขาก็ยังคงไม่เกรงกลัว
ภูเขาสูงฮ่องเต้อยู่ไกล ตอนนี้ก็เป็นหัวหน้ารุ่นที่สองแล้ว
คืนนี้ภายใต้ภูมิประเทศที่ป้องกันอย่างแน่นหนาของค่ายเฮยเฟิง เหล่ายามเฝ้าประตูต่างก็ตาปรือ ลมพัดมาในยามค่ำคืนค่อนข้างเย็นเยียบ เงยหน้าขึ้นยังมองเห็นดวงจันทร์อยู่เหนือศีรษะ
"ฮี่ๆ จันทร์ดวงนั้นทั้งใหญ่ทั้งกลม ราวกับชามใบนั้น เอ๊ะ ทำไมบนชามถึงมีเงาคนอยู่ด้วยเล่า"
"ปัดโธ่ ค่ายของพวกเราอยู่บนหน้าผาสูงชัน แม้แต่แมลงวันก็ยังบินเข้ามาไม่ได้ นอกเสียจากว่า ฮี่ๆ ทหารเทพจุติลงมาจากฟ้า"
"ฮ่าๆๆ เจ้าพูดจาเหลวไหลอีกแล้ว ยุคสมัยนี้ จะยังมีทหารเทพที่ใดกัน ท้องฟ้าสูงฮ่องเต้อยู่ไกล ในภูเขาต้าเหลียงแห่งนี้ พวกเรานี่แหละคือฮ่องเต้"
ภายนอกค่าย บนหน้าผาสูงชัน แสงจันทร์สาดส่อง เผยให้เห็นร่องรอยด่างดำบนหน้าผา
เงาดำสายแล้วสายเล่า กำลังค่อยๆ คืบคลานจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน
หากหลี่ซื่อหมินเห็นฉากนี้ จะต้องตกตะลึงคิดว่าเป็นทหารสวรรค์ลงมาจุติอย่างแน่นอน
ตั้งแต่ยุคเหยียนหวงจนถึงราชวงศ์ถัง ทหารล้วนเน้นทหารราบและทหารม้าเป็นหลัก แต่คนตรงหน้าเหล่านี้ กลับอาศัยความมืดมิดยามราตรี ปีนป่ายขึ้นหน้าผาสูงชัน
นี่มันเทพเซียนชัดๆ!
หากหลี่จิ้งเห็นฉากนี้ จะต้องเดือดดาลเป็นแน่
ตอนนั้นหากมีทหารเช่นนี้ ข้าหลี่เฒ่าจะต้องทนรับความอัปยศจากเผ่าทูเจวี๋ยอยู่นานหลายปีเชียวหรือ
หากเฉาเชาอยู่ที่นี่ ได้เห็นทหารที่ปีนป่ายข้ามภูเขาเช่นนี้ คงจะจูงม้าดีหนึ่งร้อยตัวออกมาทันที แล้วกล่าวว่า หากทุกท่านไม่รังเกียจ ข้าเฉาเชายินดีกราบเป็นพ่อบุญธรรม ส่วนภรรยาของพวกท่านข้าจะเลี้ยงดูเอง
เซวียเหรินกุ้ยเป็นผู้นำหน้า มือเดียวดึงเชือก สองเท้าก็วาดวงกลมบนเชือกอย่างต่อเนื่อง อาศัยทักษะพิเศษนี้ ปีนต้นไม้ ปีนเขา ขอเพียงมีเชือกเส้นหนึ่งแขวนอยู่ด้านบน ก็เพียงพอแล้ว
ตอนที่เรียนสิ่งนี้ครั้งแรก เซวียเหรินกุ้ยแค่นเสียงดูแคลน บรรพบุรุษของข้าก็เป็นแม่ทัพใหญ่ ข้าฝึกเพลงทวนมาตั้งแต่เด็ก ข้าเซวียเหรินกุ้ยเป็นนักรบบนหลังม้าต่างหาก
แต่ตอนนี้ ฮี่ๆ หอมหวานเหลือเกิน
เซวียเหรินกุ้ยคว้าหินก้อนหนึ่งที่ยื่นออกมาไว้แน่น เก็บสายเชือก สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วเหวี่ยงเชือกขึ้นไปด้านบน
ฟิ้ว
ลมหนาวพัดผ่าน เขามองลงไปด้านล่างเพียงแวบเดียว ก็ถึงกับตัวสั่น
เกิดมาปีนต้นไม้ล้วงไข่นก ยังไม่เคยอยู่สูงถึงเพียงนี้มาก่อน
องค์ชายช่างเป็นเทพเซียนจริงๆ ท่านดูทหารเหล่านี้สิ แต่ละคนสีหน้าไม่เปลี่ยน ลมหายใจสม่ำเสมอ ไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ต้องรู้ก่อนว่า ด้านล่างคือเหวลึกสุดหยั่งนะ
กึก
เซวียเหรินกุ้ยรู้สึกว่าเชือกของตนเหมือนจะเกี่ยวเข้ากับอะไรบางอย่าง จากนั้นก็ออกแรงดึงสองสามครั้ง ปล่อยหินก้อนนั้น แล้วปีนขึ้นไปต่อ
หนึ่งก้านธูปผ่านไป แสงจันทร์เหนือศีรษะคล้ายจะถูกเมฆดำบดบัง
ภายในค่ายเฮยเฟิงมีเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง ในป่าข้างค่าย เซวียเหรินกุ้ยยกมือส่งสัญญาณ ศีรษะดำทะมึนที่อยู่ด้านหลัง พร้อมกับดวงตาที่ทอประกายวาววับ จ้องเขม็งไปยังค่ายที่อยู่เบื้องหน้า
"แม่ทัพเซวีย สั่งการเถิด"
ด้านหลังเซวียเหรินกุ้ย ทหารนายหนึ่งทนไม่ไหวแล้ว
ต้องรู้ก่อนว่า ตอนที่ฝึกทหาร จางเซี่ยงนั้นโหดเหี้ยมมาก คำพูดที่พร่ำบอกอยู่เสมอคือ ศัตรูบนโลกนี้ดุร้ายยิ่งนัก ตอนนี้พวกเจ้าเสียเหงื่อให้มาก ภายหน้าก็จะเสียเลือดน้อยลง คนในครอบครัวของพวกเจ้า ก็จะเสียนน้ำตาน้อยลง
ตอนนี้ หลังจากผ่านการขัดเกลาอย่างหนักมาหลายเดือน พวกเขาจากคนธรรมดาที่อ่อนแอ ได้กลายเป็นชายชาตรีที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า ร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่ใช้ไม่หมด
พวกเขาแทบรอไม่ไหวที่จะได้เห็นว่า ศัตรูในค่ายเฮยเฟิงนี้ จะดุร้ายสักเพียงใด
เซวียเหรินกุ้ยครุ่นคิด เงยหน้ามองดวงจันทร์บนท้องฟ้า เมื่อแสงจันทร์หยาดสุดท้ายเร้นกายเข้าไปในกลีบเมฆ มือของเขาก็ลดลง
นี่คือสัญญาณให้ลงมือ
องค์ชายเคยกล่าวไว้ หากปะทะกันซึ่งหน้า พลังการต่อสู้ของคนด้านหลังเขาเหล่านี้อาจไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด
แต่หากเป็นท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี ที่มองไม่เห็นสิ่งใดเลย คนด้านหลังเขาเหล่านี้ จะกลายเป็นตัวก่อกวนที่ร้ายกาจ เป็นนักล่าที่สังหารคนราวกับผักปลาอย่างแน่นอน
พริบตาเดียว ทหารด้านหลังเซวียเหรินกุ้ยต่างก็เคลื่อนไหวพร้อมกัน ค่อยๆ คืบคลานเข้าไปหาค่ายบนภูเขาอย่างเงียบเชียบ
บนยอดเขาที่ไม่ไกลออกไป จางเซี่ยงมองดูแสงไฟในค่ายเฮยเฟิงค่อยๆ ดับลงทีละดวง ก็ออกคำสั่งกับคนด้านหลัง
"ค่ายเฮยเฟิงจบสิ้นแล้ว ไม่ต้องส่งคนไปเสริมกำลังแล้ว คนที่เหลือตามข้าไปที่ภูเขาเอ้อร์หลาง ได้ยินมาว่าหัวหน้าโจรบนนั้นเป็นสตรีที่งดงามมาก"
ในค่ำคืนวันขึ้นปีใหม่ เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นวันมงคล กินอิ่มดื่มพอ เหล่าหวงก็ไม่ได้มีความสุขเช่นนี้มาหลายปีแล้ว
แต่ทว่า เวลานี้เขากลับนอนไม่หลับ
ภายในใจมีความกังวลอย่างประหลาดแขวนอยู่ตลอดเวลา
"องค์ชายกว่าจะตั้งหลักในเจียวโจวได้ช่างยากเย็น ยังแอบฝึกทหารอีก หากฮ่องเต้ทรงทราบเข้า จะไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่หรือ"
"ต่อให้ถอยมาหมื่นก้าว ฮ่องเต้ไม่ทรงเอาผิด แต่คืนนี้ ทหารที่เพิ่งเกณฑ์มาฝึกได้แค่สามเดือน จะทำได้จริงหรือ"
เหล่าหวงเคยได้ยินมาว่า โจรบนภูเขาเหล่านั้น ล้วนเป็นทหารเก่าตั้งแต่เนิ่นนานมาแล้ว ยังมีพวกทหารหนีทัพ โจรสลัด และคนหลากหลายประเภท ซับซ้อนยิ่งนัก พลังการต่อสู้ก็ไม่ธรรมดา แม้แต่ทหารทางการที่ฝึกฝนมาอย่างดีในท้องถิ่น ก็ยังจัดการพวกเขาไม่ได้
เด็กเซวียเหรินกุ้ยนั่นก็ไม่เลว จางเซี่ยงแม้จะซื่อตรงไปหน่อย แต่ก็เป็นคนมีน้ำใจ ภายในใจของเหล่าหวงทอดถอนใจเงียบๆ ฝีเท้าก็เร่งเร็วขึ้น
รู้ตัวอีกที เหล่าหวงก็เดินมาถึงหน้าห้องของหลี่อินแล้ว เวลานี้เขาพบว่าห้องของหลี่อินยังคงมีแสงไฟสว่างไสวอยู่
ด้านในยังมีเสียงแปลกประหลาดดังแว่วมา
"ใช่ ตรงนี้แหละ กดลงไปตรงที่ควรจะกด ออกแรงให้ดี"
"ชุ่ยเอ๋อร์ มือของเจ้าก็อย่าหยุด ต้องมีจังหวะหนักเบา ถอยเข้าถอยออกให้เป็นระเบียบ ตื้นเก้าลึกหนึ่ง จากนั้นตื้นแปดลึกสอง ต่อด้วยตื้นเจ็ดลึกสาม"
"ฟู่ ดีมาก ต้องใช้วิธีนี้แหละ"
หัวใจของเหล่าหวงสั่นสะท้าน รีบก้าวพรวดเข้าไปในห้องของหลี่อินทันที
ไม่กลัวหลี่อินทำเรื่องเหลวไหล แต่กลัวว่าท้องฟ้าสูงฮ่องเต้อยู่ไกลเช่นนี้ จะไม่มีการยับยั้งชั่งใจ ทำตามอำเภอใจนี่สิ
เผื่อว่าถูกยัดข้อหาลามกอนาจาร ตนเองก็จะต้องเสียชื่อเสียงในบั้นปลายชีวิตไปด้วย
ทันทีที่เข้าห้อง เหล่าหวงที่เพิ่งอ้าปากจะพูด คำพูดในปากก็ถูกกลืนกลับลงไปอย่างยากลำบาก
สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือรอยยิ้มประจบประแจง
"องค์ชาย ดึกดื่นป่านนี้ ท่านยังค้นคว้าสิ่งใหม่อยู่อีกหรือ"
เบื้องหน้าเหล่าหวง หลี่อินนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ชุ่ยเอ๋อร์และหงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้าง ถือท่อนไม้สั้นในมือ ต่างคนต่างคนลงไปในอ่างอย่างไม่หยุดหย่อน
เหล่าหวงลอบถอนหายใจยาว ที่แท้ตนเองก็คิดลึกไปเอง
ในใจลอบด่าทอ เจ้าแก่ตัณหากลับ เจ้านั่นก็ไม่มีแล้ว ยังจะคิดอกุศลอีก
"ชุ่ยเอ๋อร์ หงเอ๋อร์ พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่"
ใบหน้าของชุ่ยเอ๋อร์และหงเอ๋อร์แดงระเรื่อ บนหน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ แขนก็เริ่มยกไม่ขึ้นแล้ว
"หัวหน้าพ่อบ้านหวง องค์ชายอยากเสวยแตงเย็นแช่น้ำแข็ง พวกข้าสองคนกำลังทำน้ำแข็งอยู่"
น้ำแข็งหรือ
เหล่าหวงโพล่งออกมาตามสัญชาตญาณ
"ฤดูหนาวมาเยือนแล้ว ด้านนอก"
"ไม่ถูกสิ เมืองเจียวโจวมีฤดูหนาวที่ใดกัน"