- หน้าแรก
- ไอ้หื่นเจ้าเล่ห์ในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน
- บทที่ 12 เยว่หลาน
บทที่ 12 เยว่หลาน
บทที่ 12 เยว่หลาน
ลานเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง กลีบดอกเหมยปลิวตามสายลม
สายลมอ่อนพัดผ่านต้นไม้ในลาน กลีบดอกไม้ร่วงราวหิมะสีซีด เด็กหญิงตัวเล็กนั่งเงียบใต้กิ่งไม้ที่กำลังบาน ดวงตาสีทองมองท้องฟ้าสีครามไร้เมฆ
แขนเล็กโอบเข่า ผมยาวสีดำถักเป็นเปียคู่ ชุดเรียบง่ายสะอาดปลิวเบา ๆ
“หลานเอ๋อร์” เสียงนุ่มเรียก
มารดาของนางเดินเข้ามา นั่งข้างลูกสาวแล้วโอบเบา ๆ ใบหน้าของนางอ่อนโยน
“นั่งอยู่ตรงนี้ทั้งเช้า ไม่หนาวหรือ?”
เยว่หลานวัยเพียงหกหรือเจ็ดปี เงยหน้ามอง แล้วส่ายหัว
“รอพ่ออีกแล้วหรือ?”
“…ไม่” เสียงเล็กเรียบ “ดูเมฆเฉย ๆ”
บิดาของนางเดินเข้ามาสมทบ ชายร่างสูงใบหน้าเหนื่อยล้าแต่สายตาอบอุ่น
“โอ้ แบบนี้พ่อเสียใจนะ” เขาแสร้งทำท่าเศร้า ก่อนบีบแก้มนุ่มของลูกสาว
“หลานเอ๋อร์โตขึ้นแล้วจริง ๆ” เขาพูดหยอก
เยว่หลานดึงตัวออก แล้วกลับไปมองฟ้า
“ลูกเงียบแบบนี้ตั้งแต่เด็ก” มารดาลูบหลังเบา ๆ “บางทีพ่อก็คิดว่า… ลูกเหงา”
เยว่หลานเงียบ นางไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ว่านางไม่ได้เศร้า เพียงแต่ไม่เก่งในการแสดงออก
“ข้าไม่เหงา” นางพูดในที่สุด “ข้าแค่ไม่ชอบเสียงดัง”
มารดาถอนหายใจเบา ๆ
“ลูกโตเกินวัยจริง ๆ”
สองสามีภรรยาแลกสายตากันด้วยความกังวล
“ลูกเราแตกต่าง” มารดากระซิบ “ไม่ร้อง ไม่หัวเราะ แค่มอง”
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็รักนาง
เยว่หลานเกิดมางดงามเกินเด็กทั่วไป ดวงตาสีทองเป็นสัญลักษณ์พิเศษ ผู้อาวุโสกล่าวว่านางอาจทะยานสูง… หรือไม่ก็นำเคราะห์มา
ตระกูลของนางเป็นตระกูลผู้บำเพ็ญเล็ก ๆ ในเมืองเล็ก ๆ สงบเรียบง่าย
จนกระทั่ง… เขามาถึง
—
หลายปีผ่านไป
เยว่หลานอายุสิบสามปี งดงามขึ้นอีก ใบหน้าอ่อนเยาว์ยังมีความไร้เดียงสา
หลังกลับจากเมืองใกล้เคียงกับพ่อแม่เพื่อซื้อทรัพยากรบำเพ็ญ
รถม้าทองคำลากด้วยอสูรวิญญาณมาถึงหน้าประตูภูเขา
เยว่หลานเพิ่งกลับจากบทเรียนบำเพ็ญ เมื่อเห็นเขา
ชายหนุ่มแต่งกายหรูหราก้าวลงจากรถ ตามด้วยศิษย์หลายคน เสื้อคลุมปักลายเมฆอัสนี รอยยิ้มสุภาพแต่เย็นชา
“เด็กคนนั้นหรือ?” เขาถาม สายตากวาดมองนางราวสมบัติล้ำค่า
ผู้ติดตามตอบ
“ใช่ นายท่าน ข้าบอกแล้วว่าเป็นของหายาก”
คุณชายกงยิ้มพอใจ
“จริง… งดงามยิ่งกว่าสตรีที่ข้าเคยเล่นด้วยทั้งหมด… และดูเหมือนนางจะพิเศษเล็กน้อย”
เยว่หลานกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา ยืนนิ่งอยู่ บิดาของนางรีบก้าวมาบังด้านหน้า
“พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติที่คุณชายกงมาเยือน” เขากล่าวอย่างสุภาพ แม้รู้ชื่อเสียงอีกฝ่ายไม่ดี แต่ก็รู้ถึงอำนาจของเขา จึงพยายามหลีกเลี่ยงปัญหา
“ข้าต้องการเด็กคนนี้ไปกับข้า ตั้งราคามา” คุณชายกงพูดตรง ๆ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนจอมปลอม พลางชี้ไปที่เยว่หลาน
บิดาของเยว่หลานขมวดคิ้ว
“แต่นางยังเป็นเด็ก… บางทีท่านอาจพิจารณาใหม่…”
รอยยิ้มของอีกฝ่ายกว้างขึ้น
“เด็กก็ต้องโต ข้าจะพานางกลับสำนัก ฝึกเอง อีกไม่กี่ปีก็เป็นเตาหลอมชั้นดีได้”
ใบหน้ามารดาของเยว่หลานซีดลง
เยว่หลานเงยหน้าถามอย่างงุนงง
“ท่านพ่อ เตาหลอมคืออะไร?”
เขาไม่ตอบ
“ข้าขอบคุณสำหรับ… ข้อเสนอ” บิดากล่าวเสียงหนักแน่น “แต่ตระกูลเรายอมรับไม่ได้”
คุณชายกงเอียงศีรษะ
“เจ้าคิดว่าข้าขออนุญาตหรือ?”
ความเงียบกดดันปกคลุม
มารดาของเยว่หลานรีบจับมือลูกสาว ดึงถอยไป
“คุณชายกง เชิญกลับ” บิดากล่าวแข็งกร้าว
“พวกเจ้ากล้าปฏิเสธคุณชาย? เด็กคนนี้ควรดีใจที่ได้รับความโปรดปราน!” ผู้ติดตามเยาะเย้ย
คุณชายกงเพียงยิ้มกว้างขึ้น ราวกับรอสิ่งนี้อยู่แล้ว
“หวังว่าพวกเจ้าจะไม่เสียใจ” เขากล่าวก่อนหันหลังจากไป
คืนนั้น ตระกูลตัดสินใจแน่วแน่ จะไม่ส่งเยว่หลานให้คนเช่นนั้น พวกเขาคิดจะรายงานเจ้าเมือง… แต่ประเมินอำนาจของคุณชายกงต่ำไป
—
ไฟลุกไหม้ก่อนรุ่งสาง
ควันแปลก ๆ คลุ้งทั่ว เสียงกรีดร้องดังขึ้น
เยว่หลานสะดุ้งตื่น มารดาเขย่าตัวนาง สีหน้าซีดเผือด
“แม่? เกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่มีเวลาแล้ว หลานเอ๋อร์ มากับแม่!”
ทั้งสองวิ่งผ่านโถง คฤหาสน์ที่เคยสงบกลายเป็นทะเลเพลิง เงาคนล้มลง เลือดเปื้อนพื้น
เยว่หลานวิ่งเท้าเปล่าตามไม่ทันนัก จนถึงหอวิญญาณบรรพชน
นางเห็นบิดายืนอยู่ข้างค่ายกลส่องแสง
เขาบาดเจ็บ แขนหนึ่งห้อย เลือดชุ่มเสื้อ
“หลานเอ๋อร์ปลอดภัยไหม?” เขาถามเสียงแหบ
“ปลอดภัย” มารดาตอบ ดันลูกไปยังค่ายกล
“ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้น?” เยว่หลานถาม
ทันใดนั้น…
ตูมมม!
ประตูพัง
กงเหลียงอวี่เดินเข้ามา พร้อมผู้ฝึกตนหลายคน ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกแสงไฟส่อง รอยยิ้มบิดเบี้ยว
“เฮ้อ… เรื่องใหญ่โตแค่ไม่ยอมมอบเด็กสวย ๆ คนเดียว”
เขาก้าวเข้ามาช้า ๆ ปัดเถ้าถ่านบนไหล่เหมือนไม่ใส่ใจ
“เฒ่าเอ๋ย เรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าเจ้าส่งเด็กคนนั้นมาให้ข้า”
เขาเอียงศีรษะ ยิ้มเย็น
“แทนที่จะเป็นแบบนี้… เจ้าก็จะได้ดูตระกูลตัวเองถูกเผา”
บิดาของเยว่หลานก้าวมาบังหน้า
“นางยังเป็นเด็ก”
“ตอนนี้นางเป็นของข้าแล้ว” กงเหลียงอวี่ตอบทันที รอยยิ้มเลือนหาย “เจ้ามีโอกาสจะร่วมมือ แต่เจ้าปฏิเสธ”
ด้านหลังเขา ผู้ฝึกตนคนหนึ่งยกดาบขึ้น แต่กงยกมือห้าม
“ไม่ ข้าอยากสนุกเอง”
เขาก้าวเข้าใกล้ช้า ๆ มารดาของเยว่หลานดึงนางเข้ามากอด กระซิบ
“หลานเอ๋อร์ ฟังให้ดี เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ ต้องแข็งแกร่ง… และอย่าหันกลับมา”
เยว่หลานตัวสั่น มองพ่อแม่
“แต่…”
บิดายัดหยกชิ้นหนึ่งใส่มือนาง พร้อมกระตุ้นค่ายกล
“ไปที่นั่น แสดงหยกนี้จะมีคนดูแลเจ้า”
“ไม่ ข้า…”
ค่ายกลสว่างขึ้นใต้เท้านาง
มารดามองนางครั้งสุดท้าย รอยยิ้มอ่อนโยนแต่ปวดใจ
แสงสว่างจ้าปกคลุมห้อง
ภาพสุดท้ายที่เยว่หลานเห็น
พ่อแม่ยืนเคียงกัน ดาบแทงทะลุหลังบิดา เสียงกรีดร้องของมารดาดังก้อง
กงเหลียงอวี่พุ่งเข้ามา พยายามหยุดค่ายกล
แล้ว…ทุกอย่างกลายเป็นแสงขาว
___
กลางดึกภายในห้องของหลี่เฟิง
เยว่หลานลืมตาช้า ๆ ดวงตาสีทอง เย็น เงียบ
“ฝันร้าย…?” นางพึมพำ ลุกขึ้นช้า ๆ ผ้าห่มเลื่อนลงจากไหล่ เผยกระดูกไหปลาร้าใต้แสงจันทร์
ผ่านไปสองวันแล้ว ตั้งแต่นางย้ายมาอยู่ที่นี่
ตอนกลางวัน หลี่เฟิงแทบไม่รบกวนนาง
แต่กลางคืน… เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ข้างกาย หลี่เฟิงนอนหลับ เสื้อผ้าเปิดเผยเล็กน้อย มือกอดหมอน ยิ้มบาง ๆ ราวกำลังฝันถึง “เทคนิคโลกมนุษย์” ใหม่ของเขา
เยว่หลานมองมือของตน
หยดน้ำตาหนึ่งไหลลงเงียบ ๆ
นางรู้สึกถึงความอบอุ่นข้างกาย ความเงียบแต่มั่นคงของชายที่ยังหลับอยู่
นางลุกขึ้นเงียบ ๆ ผ้าคลุมบาง ๆ ห่อกาย เท้าเปล่าแตะพื้นไม้
เดินไปยังหน้าต่าง ปล่อยลมเย็นยามค่ำคืนแตะผิว
นางยืนเงียบ จมอยู่ในความคิด
มีเพียงนางเท่านั้น… ที่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่