- หน้าแรก
- สาวบ้านนาสุดเชิดกับมิติวิเศษ
- บทที่ 28: การรักษาเยียวยา
บทที่ 28: การรักษาเยียวยา
บทที่ 28: การรักษาเยียวยา
บทที่ 28: การรักษาเยียวยา
โจวชิวจวี๋ครุ่นคิด วันนี้กิจการร้านอาหารดีมาก ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะเสี่ยวเสี่ยว
ถ้าไม่ใช่เพราะน้องสาวให้สูตรอาหารมา กิจการร้านอาหารจะดีขนาดนี้ได้อย่างไร?
ทัศนคติที่เหมาะสมยังคงเป็นสิ่งที่ควรแสดงออกให้เห็น
"เสี่ยวเสี่ยว สิ้นเดือนนี้พี่สะใภ้จะแบ่งเงินปันผลให้เธอนะ และจะมีให้ทุกเดือนเลย เรามาแบ่งกำไรสุทธิกันแบบสามต่อเจ็ดก็แล้วกัน พี่กับเจียงเหอเอาสามส่วน ส่วนเธอรับไปเจ็ดส่วน"
เรื่องนี้ถือว่าพวกเขาเอาเปรียบเธออย่างเห็นได้ชัด อีกอย่าง การไปซื้อสูตรอาหารจากคนอื่นแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมักจะต้องใช้เงินตำลึงจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
นอกจากซี่โครงหมูอบส้มจะไม่ได้เสียเงินซื้อมาแล้ว มันยังทำเงินให้พวกเขาได้อย่างมหาศาล สิ่งที่พวกเขาทำอย่างมากก็แค่ลงแรงไปนิดหน่อย ดังนั้นการที่เสี่ยวเสี่ยวจะได้ส่วนแบ่งเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์จึงเป็นเรื่องปกติที่สุด
เจียงเสี่ยวเสี่ยวกะพริบตาตาปริบๆ เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์มันไม่เยอะไปหน่อยเหรอสำหรับเธอ?
ถ้าคำนวณจากกำไรสุทธิวันละสิบตำลึง เดือนนึงก็ตกสามร้อยตำลึง เธอแค่ให้สูตรอาหารมาเฉยๆ ไม่ได้ลงแรงอะไรเลย แต่กลับได้เงินถึงสองร้อยสิบตำลึง... เธอเม้มริมฝีปาก "พี่สะใภ้คะ เอาเป็นเจ็ดต่อสามดีกว่าไหมคะ? ค่าเล่าเรียนของฉันพี่ใหญ่ก็เป็นคนออกให้ทั้งหมดเลยนะ!"
เจียงเหอเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอแบ่งสามต่อเจ็ดของภรรยา เขาลูบหัวเสี่ยวเสี่ยวพลางส่งยิ้มให้ "พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ ไม่ต้องเกรงใจหรอก พี่ใหญ่เต็มใจจ่ายค่าเล่าเรียนให้เธออยู่แล้ว เพราะงั้นเอาตามที่พี่สะใภ้เธอว่านั่นแหละดีแล้ว"
ข้อเสนอแบ่งสามต่อเจ็ดของโจวชิวจวี๋นั้นมาจากใจจริง ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกลังเลหรือเสียดายอยู่ในใจเลยแม้แต่น้อย
เสี่ยวเสี่ยวก็เหมือนน้องสาวแท้ๆ ของเธอ และในสายตาของเธอ การได้ทำดีกับเสี่ยวเสี่ยวนั้นไม่มีคำว่ามากเกินไปหรอก
เจียงผิงฟู่ที่กำลังบังคับเกวียนเทียมวัวไม่ได้พูดแทรกอะไร แต่จากมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย ก็เห็นได้ชัดว่าเขาพอใจกับการกระทำของเจียงเหอและภรรยาเป็นอย่างมาก
เว่ยอวี้เหมยคลี่ยิ้ม ลูกสะใภ้ของเธอช่างเป็นคนมีวิสัยทัศน์จริงๆ ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงดีกับลูกสะใภ้คนนี้นัก
เจียงเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกจริงๆ ว่ามันมากเกินไป เหตุผลหลักก็คือ วิธีการทำอาหารนี้เธอไม่ได้เป็นคนคิดค้นขึ้นมาเองเสียหน่อย แต่เป็นสูตรอาหารที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ต่างหาก
เธอได้รับส่วนแบ่งถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์โดยไม่ได้ลงแรงอะไรเลย ในขณะที่เธอมองเห็นและจดจำความมีน้ำใจของพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ได้เป็นอย่างดี เจียงเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกแย่มากกับเรื่องนี้
"เอาอย่างนี้ดีไหมคะ สี่ต่อหก?"
เจียงเหอลดเสียงลง "ไม่ได้ ต้องสามต่อเจ็ดเท่านั้น"
เจียงเสี่ยวเยว่ที่ง่วงนอนเต็มแก่ นอนหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขนของเว่ยอวี้เหมย ก่อนจะหลับไป เธอได้ยินเสียงพวกเขาเถียงกัน จึงทำปากขมุบขมิบแล้วพึมพำออกมา "ท่านอาเล็ก... มีเงิน... จะเลี้ยงขนมเยว่เยว่"
ประกายแห่งรอยยิ้มพาดผ่านดวงตาของเจียงเสี่ยวเสี่ยว "ตกลงจ้ะ อาจะเลี้ยงขนมหนูเอง"
เมื่อนึกถึงขนมถั่วเขียวที่เธอได้ลิ้มลองที่บ้านของฉินหว่านโหรว เธอก็รู้สึกว่ามันอร่อยดีทีเดียว จึงอดไม่ได้ที่จะแตะจมูกเจียงเสี่ยวเยว่เบาๆ "อาจะเลี้ยงขนมที่เอามาจากบ้านของพี่สาวคนสวยคนนั้นนะ"
ด้วยกลัวว่าจะทำให้หลานสาวตัวน้อยตื่น เธอจึงลดเสียงลงและโน้มตัวเข้าไปใกล้ทั้งสองคนพลางกระซิบ "พี่ใหญ่ พี่สะใภ้คะ เราแบ่งกันห้าสิบห้าสิบดีกว่าค่ะ"
พูดจบ เธอก็ชี้ไปที่หัวของตัวเอง "ฉันยังมีไอเดียดีๆ อยู่อีกเพียบเลยนะ เราจะแบ่งแบบสามต่อเจ็ดตลอดไปไม่ได้หรอก จริงไหมคะ?"
เธอมีความคิดบางอย่าง ตอนที่เดินผ่านโถงหลักวันนี้ เธอได้กวาดสายตามองอาหารบนโต๊ะต่างๆ อย่างคร่าวๆ
เธอสังเกตเห็นว่าอาหารเรียกน้ำย่อยที่ให้ความสดชื่นและกระตุ้นความอยากอาหารส่วนใหญ่จะเป็นอาหารจานเย็น เช่น ยำแตงกวาทุบ ยำเห็ดรวม และมะเขือเทศราดน้ำผึ้ง เธอไม่เห็นแตงกวาดองหรือหมี่เย็นเลยสักจาน
เจียงเสี่ยวเสี่ยวชอบกินแตงกวาดองมาก แต่เธอไม่เห็นอาหารจานนี้บนโต๊ะไหนเลย ถ้าไม่มีตั้งโชว์ไว้ ก็น่าจะแปลว่าทางร้านไม่มีเมนูนี้
วิธีทำแตงกวาดองนั้นง่ายแสนง่าย และที่สำคัญคือ เธอรู้ปวิธีทำโดยไม่ต้องพึ่งทีวีด้วยซ้ำ
แถมยังจับคู่กับน้ำพุวิญญาณอีก... จุ๊ๆ แค่นึกถึงรสชาติก็น้ำลายสอแล้ว
เจียงเหอมีสีหน้าตกตะลึง เสี่ยวเสี่ยวยังมีไอเดียอยู่อีกงั้นเหรอ?
แค่เมนูเดียวอย่างซี่โครงหมูอบส้ม ก็ทำให้ร้านชิงเฟิงสวีไหลเนืองแน่นไปด้วยลูกค้าแล้ว ถ้ามีสูตรอาหารอื่นอีก มันจะไม่ยิ่ง... เจียงเหออดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากรู้อยากเห็น จึงเอ่ยถามขึ้น "เสี่ยวเสี่ยวมีไอเดียอะไรอีกล่ะ?"
เจียงเสี่ยวเสี่ยวเม้มริมฝีปากและหัวเราะเบาๆ ปล่อยให้พวกเขาสงสัยต่อไป "พี่ใหญ่ พรุ่งนี้รบกวนช่วยซื้อแตงกวาสีเขียวลูกเรียวยาวมาให้หน่อยนะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนฉันกลับจากสถานศึกษาพี่ก็จะรู้เองแหละค่ะ~"
ถึงแม้ราชวงศ์ฉีซิงจะเป็นเพียงฉากสมมุติ แต่เจียงเสี่ยวเสี่ยวก็พบว่าผักทุกชนิดที่เธอเคยกินในยุคปัจจุบันล้วนมีอยู่ในยุคโบราณนี้ทั้งสิ้น ส่วนผลไม้ก็มีแค่ชนิดที่หาได้ทั่วไป ซึ่งนั่นทำให้เธอเกิดไอเดียที่จะทำแตงกวาดองขึ้นมา
เจียงเหอรู้ทันทีว่าเธอต้องการแตงกวาแบบไหนเมื่อได้ยินคำอธิบาย จึงพยักหน้ารับปากทันที "เอาประมาณกี่ชั่งดีล่ะ?"
เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ลองซื้อมาสักสิบชั่งก่อนก็แล้วกันค่ะ" จากนั้นก็หยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความหยอกล้อ "ถ้าพี่ใหญ่ยอมตกลงแบ่งห้าสิบห้าสิบ งั้นฉันจะยอมบอกตอนนี้เลยก็ได้นะ"
เจียงเหอปรายตามองเธอโดยไม่พูดอะไร
แน่นอนว่าผลลัพธ์สุดท้ายก็ยังคงเป็นสามต่อเจ็ดอยู่ดี เธอไม่สามารถเกลี้ยกล่อมพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ได้เลย แม้แต่พ่อแม่ของเธอก็ยังเข้ามาร่วมวงสมทบด้วยในภายหลัง
เจียงเสี่ยวเสี่ยวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตอบตกลงไปก่อนชั่วคราว โดยคิดว่าในอนาคตยังไงก็ต้องมีสูตรอาหารอีกมากมาย เธอจึงไม่ได้ดึงดันต่อไป
เมื่อกลับถึงบ้าน กว่าจะอาบน้ำล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ดึกมากแล้ว เจียงเสี่ยวเสี่ยวอดไม่ได้ที่จะหาวหวอดๆ
เมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังทำการบ้านของอาจารย์ม่อเซียนไม่เสร็จ ยังขาดอีกตั้งสามรอบ เธอจึงหยิกต้นขาตัวเอง ความเจ็บปวดที่ขาทะลวงความง่วงงุนจนทำให้เธอตื่นเต็มตา
โชคดีที่ภายในมิติสว่างไสวราวกับตอนกลางวันตลอดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง จึงไม่ต้องกังวลว่าตะเกียงน้ำมันในยุคโบราณจะสลัวเกินไปจนทำให้เสียสายตา
เจียงเสี่ยวเสี่ยวมีประสบการณ์แล้ว เธอแอบหลบเลี่ยงสายตาทุกคน และเตรียมกะละมังไม้ใส่น้ำไว้เรียบร้อยแล้ว
เธอล็อกประตูอย่างแน่นหนา รีบนำโต๊ะและเก้าอี้ที่อยู่ใต้หน้าต่าง รวมถึงกะละมังน้ำที่เธอนำเข้ามา เข้าไปไว้ในมิติอย่างกระตือรือร้น เธอยังวางชุดเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านและไร้กลิ่นไว้ใกล้ๆ ด้วย
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เธอก็ข่มความง่วงและท่องมนต์เบาๆ "เข้าไป"
ภาพเบื้องหน้าสว่างวาบขึ้นมาทันที และเจียงเสี่ยวเสี่ยวก็เห็นดอกไม้ที่เธอปลูกไว้กำลังบานสะพรั่งอยู่ในทันที
เธอเด็ดดอกไม้เหล่านั้นแล้ววางพักไว้ด้านข้าง
สายตาของเธอกวาดมองไปยังน้ำพุวิญญาณ และไอเดียหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
เธอสงสัยว่าน้ำพุวิญญาณสามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้หรือไม่ ด้วยความคิดที่ว่า 'ลองดูก็ไม่เสียหาย' เธอจึงเด็ดใบส้มมาใบหนึ่ง เดินไปที่สระหยกขนาดเล็ก และตักน้ำพุวิญญาณขึ้นมาหนึ่งหยด
เมื่อมองดูน้ำพุวิญญาณ จู่ๆ ความคิดของเธอก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง... มันควรจะใช้กินหรือว่าใช้ทาภายนอกดีนะ?
เจียงเสี่ยวเสี่ยวคิดว่ายังไงน้ำพุวิญญาณก็มีให้ใช้อย่างไม่มีวันหมดอยู่แล้ว งั้นเธอก็ใช้ทั้งกินและทาไปเลยก็แล้วกัน
หลังจากดื่มน้ำพุวิญญาณเข้าไปหนึ่งหยด ความง่วงงุนของเธอก็มลายหายไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันก็อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น
เธอทาน้ำพุวิญญาณลงบนบริเวณนิ้วมือที่พองเป็นตุ่มน้ำ ไม่นานนัก ความรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ก็แล่นมาจากปลายนิ้ว
เมื่อเธอก้มมองดู ผิวหนังชั้นใหม่ก็งอกขึ้นมาปกคลุมปลายนิ้วของเธอแล้ว ส่วนผิวหนังชั้นเก่าที่ถลอกปอกเปิกก็หลุดลอกออกไปจนหมด
เจียงเสี่ยวเสี่ยวเบิกตากว้างพลางคิดในใจ น้ำพุวิญญาณสามารถรักษาและเยียวยาอาการเจ็บป่วยได้ แถมสรรพคุณทางยาของมันยังดีเลิศขนาดนี้เลยเชียวหรือ?!
นี่มันผ่านไปนานแค่ไหนกัน? ไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำ ผิวหนังใหม่บนมือของเธอก็งอกขึ้นมาแล้ว!
ถ้าไม่มีเศษหนังกำพร้าเก่าๆ ร่วงหล่นอยู่บนพื้น เธอคงคิดว่าตัวเองหูฝาดตาฝาดไปเองแน่ๆ
เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าน้ำพุวิญญาณจะมีสรรพคุณในการรักษาและเยียวยาอาการเจ็บป่วยได้จริงๆ!
หัวใจของเธอเต้นระรัว ดวงตาเป็นประกายสว่างไสวราวกับดวงดาว และพวงแก้มก็แดงระเรื่อ... ซึ่งเกิดจากความตื่นเต้นล้วนๆ!
เธออดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ข่มความตื่นเต้นที่อัดอั้นอยู่ในใจไว้ไม่อยู่
ก่อนหน้านี้ เธอไม่เคยคิดเลยว่าน้ำพุวิญญาณนอกจากจะช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชพรรณ และทำให้อาหารมีรสชาติอร่อยขึ้นแล้ว ยังมีสรรพคุณมหัศจรรย์ในการรักษาและเยียวยาอาการเจ็บป่วยได้อีกด้วย
เธอรู้สึกว่าน้ำพุวิญญาณเปรียบเสมือนกล่องของขวัญที่เต็มไปด้วยลูกบอลโฟม ทุกครั้งที่เธอเปิดมันออก ก็มักจะมีการค้นพบใหม่ๆ ซ่อนอยู่เสมอ
มันน่าประหลาดใจเกินไปแล้วใช่ไหมเนี่ย?!
เจียงเสี่ยวเสี่ยวหลุบตาลงครุ่นคิด สรรพคุณของน้ำพุวิญญาณดีเยี่ยมขนาดนี้ น่าจะเป็นเพราะมันยังไม่ถูกเจือจางแน่ๆ