- หน้าแรก
- สาวบ้านนาสุดเชิดกับมิติวิเศษ
- บทที่ 27: ผลัดกันอบรม
บทที่ 27: ผลัดกันอบรม
บทที่ 27: ผลัดกันอบรม
บทที่ 27: ผลัดกันอบรม
เว่ยอวี่เหมยใช้เข็มลนไฟอย่างระมัดระวังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเจาะตุ่มน้ำใสบนมือของบุตรสาว
โชคดีที่ทางเหลาอาหารมียาสมุนไพรพื้นฐานติดไว้บ้าง จึงไม่ต้องออกไปหาซื้อยาสำหรับบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ โดยเฉพาะ
นางหาสมุนไพรมาทาลงบนปลายนิ้วอันบอบบางของเด็กสาว เว่ยอวี่เหมยลูบศีรษะบุตรสาวอย่างทะนุถนอมแล้วเอ่ยอย่างจริงจังว่า
"ในเมื่อเจ้าเข้าเรียนที่สถานศึกษาแล้ว ก็ต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้ดี แม่ดีใจมากนะ ดีใจที่ลูกสาวของแม่รู้จักความรับผิดชอบและมีเหตุผลขึ้นมาก
ถึงแม้การเล่นซุกซนในห้องเรียนจะไม่ใช่เรื่องดี แต่เสี่ยวเซียวก็ไม่ได้บ่นว่าไม่อยากไปเรียนในตอนบ่าย ทั้งๆ ที่มือพองเป็นตุ่มน้ำขนาดนี้ ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ"
พูดจบ เว่ยอวี่เหมยก็จิบน้ำเพื่อดับกระหาย ก่อนที่สีหน้าของนางจะแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
"ทำดีก็สมควรได้รับคำชม แต่ทำผิดก็ละเลยไม่ได้เช่นกัน
สิ่งที่เจ้าทำในห้องเรียนวันนี้ไม่ใช่เรื่องดีเลยจริงๆ ครั้งแรกอาจจะพูดได้ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ถือซะว่าเป็นการคัดลายมือฝึกเขียนก็แล้วกัน แต่ครั้งที่สองนี่ เสี่ยวเซียวสมควรโดนทำโทษแล้วล่ะ"
เจียงผิงฟู่กระแอมไอ "เสี่ยวเซียว... ที่แม่ของเจ้าพูดแบบนี้ ก็เพราะไม่อยากให้เจ้าไปโกรธเคืองท่านอาจารย์ม่อเสียนหรอกนะ
ถึงแม้ท่านอาจารย์ม่อเสียนจะลงโทษเจ้าหนักไปสักหน่อย แต่เขาก็หวังดีกับเจ้านะ... ดูสิ พอคัดจบยี่สิบจบ ตอนนี้เจ้าก็จำกฎระเบียบในห้องเรียนได้ขึ้นใจแล้วใช่ไหมล่ะ
พอเข้าใจแล้ว คราวหน้าเจ้าก็จะได้ไม่ทำผิดซ้ำอีก จริงไหม ในระหว่างที่คัดกฎระเบียบ เจ้าก็ถือโอกาสนี้ฝึกคัดลายมือไปด้วยเลย พ่อคิดว่าท่านอาจารย์ม่อเสียนก็คงหมายความแบบนี้แหละ"
เจียงผิงฟู่หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อนึกถึงตัวอักษรที่เขาบังเอิญไปเห็นเข้า ก็อดไม่ได้ที่จะอยากสั่งสอน "ลายมือของเจ้านี่มันไก่เขี่ยชัดๆ ฝึกเขียนให้เยอะๆ หน่อยก็ไม่เสียหายอะไรหรอก"
เว่ยอวี่เหมยปรายตามองเขานิดๆ เจียงผิงฟู่จึงรีบหุบปาก คิดในใจว่ายังไม่รีบ ไว้ค่อยพูดวันหลังก็ได้
เจียงเสี่ยวเซียวรู้สึกอับอายอเนจอนาถใจ จะให้เธอบอกได้ยังไงล่ะว่าเธอยังอ่านหนังสือไม่ออกทุกตัวเลยด้วยซ้ำ
แต่เมื่อเห็นท่าที 'การไต่สวนแบบสามประสาน' ของพวกเขาแล้ว เจียงเสี่ยวเซียวก็ตัดสินใจว่าเงียบไว้ดีกว่า ปล่อยให้ท่านพ่อท่านแม่อบรมไปเถอะ
ท่านแม่พูดไม่ผิดเลย ครั้งที่สองเธอทนไม่ไหวจนหลุดหัวเราะออกมาจริงๆ
การที่ท่านอาจารย์ม่อเสียนทำโทษเธอก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรแล้ว เธอไม่ได้มีความคิดที่จะโกรธเคืองท่านอาจารย์ม่อเสียนเลยสักนิด
เจียงเสี่ยวเซียวเงยหน้าขึ้นและกวาดสายตามองทั้งสองคน วิญญาณที่สิงสู่อยู่ในร่างนี้ไม่ใช่เด็กน้อย เธอจึงดูออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่าท่านพ่อท่านแม่กำลังเล่นบทตำรวจดีตำรวจเลวกันอยู่
ช่วงอายุสิบเอ็ดปีเป็นช่วงที่นิสัยใจคอของคนเราเริ่มก่อร่างสร้างตัว หากไม่ได้รับการชี้แนะอย่างถูกต้อง เมื่อเดินหลงทางจนกู่ไม่กลับแล้ว มันก็จะสายเกินแก้
เธอเข้าใจถึงความพยายามอันยากลำบากของพวกเขาที่มีต่อลูก และเพราะเข้าใจนี่แหละ เธอจึงตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ
หลังจากเจียงผิงฟู่พูดจบ เขาก็ปรายตามองเจียงเหอ เป็นสัญญาณบอกให้เขาเริ่มได้เลย
เมื่อได้รับสัญญาณจากผู้เป็นบิดา เจียงเหอก็เอ่ยปากตักเตือนน้องสาวเช่นกัน
พอพี่ใหญ่พูดจบ ก็ถึงคิวของพี่สะใภ้ใหญ่ เจียงเสี่ยวเซียวถูกอบรมจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง คิ้วและดวงตาของเธอตกลงอย่างห่อเหี่ยว
ในที่สุดเจียงเสี่ยวเยว่ก็รอจนท่านปู่ท่านย่า ท่านพ่อท่านแม่อบรมเสร็จ นางค่อยๆ เดินเตาะแตะเข้าไปหา
เจียงเสี่ยวเซียวอดไม่ได้ที่จะบีบจมูกหลานสาวแล้วครางในลำคอเบาๆ "ว่าไง... เจ้าก็จะมาอบรมอาเหมือนกันรึ"
เด็กน้อยส่ายหน้า จมูกจิ้มลิ้มย่นเล็กน้อย รีบปฏิเสธทันควัน "เยว่เยว่รักท่านอาเล็กที่สุด จะกล้าอบรมท่านอาเล็กได้ยังไงล่ะเจ้าคะ!"
พูดจบ นางก็จับมือของเจียงเสี่ยวเซียวอย่างระมัดระวัง
เจียงเสี่ยวเซียวสัมผัสได้ถึงมือน้อยๆ อ่อนนุ่มที่กุมมือของเธอไว้ สีหน้าของเธอแข็งค้างไปเล็กน้อย ก่อนที่จมูกจะเริ่มรู้สึกแสบร้อนขึ้นมา
"ท่านอาเล็กเจ็บมากใช่ไหมเจ้าคะ เดี๋ยวเยว่เยว่เป่าเพี้ยงๆ ให้นะ จะได้ไม่เจ็บ"
ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดลงบนปลายนิ้ว เจียงเสี่ยวเซียวรู้สึกได้ว่าหัวใจของเธอก็พลอยอบอุ่นขึ้นมาเพราะสายลมนั้นด้วย
เจียงเสี่ยวเยว่กะพริบตาปริบๆ ขนตายาวงอน "การบ้านของท่านอาเล็กเสร็จหรือยังเจ้าคะ ให้เยว่เยว่ช่วยเขียนเอาไหมเจ้าคะ"
สิ้นเสียง มือของเจียงเสี่ยวเซียวก็เขกหน้าผากหลานสาวเบาๆ พร้อมกับเอ่ยเสียงดุ "อาไม่ต้องให้เจ้าช่วยหรอกนะ แล้วเจ้าก็ห้ามมีความคิดแบบนี้อีกเด็ดขาด! การทำแบบนี้ไม่เพียงแต่จะทำร้ายตัวเอง แต่ยังทำร้ายคนอื่นด้วย เข้าใจไหม
วันข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหรือใครก็ตาม ห้ามไปช่วยคนอื่นทำการบ้านเด็ดขาด แล้วก็ห้ามให้คนอื่นมาช่วยทำการบ้านด้วย เข้าใจที่อาพูดไหม"
คำพูดของเธอทำให้เจียงเหอที่ตอนแรกตั้งใจจะพูดอะไรบางอย่าง ต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป
เมื่อเห็นนางพูดจามีเหตุผล ประกอบกับลูกสาวของเขารักเสี่ยวเซียวที่สุด คำพูดของน้องสาวน่าจะได้ผลดีกว่าคำพูดของเขา เขาจึงไม่ได้พูดอะไรออกมา
เจียงเสี่ยวเยว่ฟังแล้วก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ถึงแม้นางจะไม่รู้ว่าทำไมการช่วยเขียนการบ้านถึงเป็นการทำร้ายทั้งตัวเองและผู้อื่น แต่นางก็พยักหน้ารับ จำคำสอนของท่านอาไว้จนขึ้นใจ
นางไม่อยากทำร้ายใครนี่นา!
ใบหน้าของเด็กน้อยยังคงมีแววหวาดหวั่น นางลูบอกตัวเองพร้อมกับให้สัญญา "เกือบไปแล้วเชียว เกือบทำร้ายท่านอาเล็กซะแล้ว เยว่เยว่จำไว้แล้วเจ้าค่ะ วันหลังจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว"
"เก่งมากจ้ะ~"
กิจการของร้านชิงเฟิงสวีไหลดีมากๆ ด้วยเมนูซี่โครงหมูอบซอสส้ม ทำให้เกิดการบอกปากต่อปาก จากสิบเป็นร้อย ดึงดูดลูกค้าให้มาลิ้มลองกันอย่างเนืองแน่น
ช่วงบ่ายคนแน่นร้านจนแทบไม่มีที่เดิน พอโต๊ะว่างปุ๊บก็มีคนมานั่งเสียบปั๊บ ลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย แทบจะไม่มีช่วงเวลาให้หยุดพักเลย
ทุกคนยุ่งจนหัวหมุน ช่วงบ่ายเจียงเหอต้องปลีกตัวออกไปซื้อซี่โครงหมูมาเพิ่มอีกหลายแผง กว่าจะเก็บกวาดร้านเสร็จและได้มานั่งกินข้าวกันที่โถงใหญ่ก็ปาเข้าไปยามซวี (19.00-21.00 น.) แล้ว
เมื่อเห็นว่าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งหกคนก็พากันเดินกลับบ้านภายใต้แสงจันทร์
ก่อนจะปิดร้าน เว่ยอวี่เหมยได้คำนวณค่าใช้จ่ายในการซื้อของ รายรับ และกำไรสุทธิของวันนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว
เนื่องจากปริมาณของซี่โครงหมูอบซอสส้มนั้นให้เยอะมาก แถมยังมีเครื่องเคียงรสชาติสดชื่นเรียกน้ำย่อยแถมฟรีให้อีกหนึ่งถึงสองอย่าง พร้อมกับชาและเมล็ดแตงโมจานเล็กๆ สำหรับทุกโต๊ะ อาหารจานนี้จึงขายในราคาจานละสามสิบแปดอีแปะ
ด้วยความที่ซื้อในปริมาณมาก พ่อค้าหมูจึงคิดราคาเพียงชั่งละสิบหกอีแปะเท่านั้น
หลังจากหักค่าแรงและของแถมต่างๆ สำหรับลูกค้าแล้ว อาหารหนึ่งจานจะได้กำไรสุทธิมากกว่าสิบอีแปะเลยทีเดียว
วันนี้มีลูกค้าเข้ามาไม่ขาดสาย ระลอกแล้วระลอกเล่า แทบไม่ได้พักหายใจหายทอนกันเลย เตาไฟในครัวก็ไม่ได้ดับเลยเช่นกัน ซึ่งนั่นทำให้ท่านป้าที่คอยดูไฟต้องเหนื่อยหนัก เหงื่อท่วมตัวและใบหน้าแดงก่ำจากความร้อน
ทว่าความเหนื่อยยากทั้งหมดนั้นก็คุ้มค่า
รายได้สุทธิของวันนี้เพียงวันเดียวก็มากกว่ารายได้ทั้งเดือนในช่วงหน้าโลว์ซีซั่นเสียอีก!
วันนี้พวกเขากวาดรายได้ไปทั้งหมดสิบสามตำลึงกับอีกสามร้อยหกสิบอีแปะ!
เจียงเสี่ยวเซียวเองก็ยังตกใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้กำไรสุทธิมากกว่าสิบตำลึงในวันเดียว
ในราชวงศ์ชีซิง เงินสามสิบตำลึงสามารถซื้อคนได้หนึ่งคน หรือจ่ายค่าเล่าเรียนได้ทั้งปี ลองคิดดูสิว่าเงินสิบกว่าตำลึงนี้มันมีค่ามากมายขนาดไหน!
ในราชวงศ์ชีซิง เงินหนึ่งตำลึงเท่ากับหนึ่งพันอีแปะ และหนึ่งอีแปะสามารถซื้อม่านโถวได้สองลูก เงินสิบสามตำลึงก็เทียบเท่ากับเงินหยวนในยุคปัจจุบันราวๆ สามหมื่นหยวนเลยทีเดียว
แม้แต่ในยุคปัจจุบัน ร้านอาหารที่ทำกำไรสุทธิได้มากกว่าสามหมื่นหยวนต่อวันก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว!
แม้แต่เจียงเหอผู้ที่ผ่านโลกมามาก ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น หากยังคงรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้ต่อไป ร้านชิงเฟิงสวีไหลจะไม่กลายเป็นเหลาอาหารอันดับหนึ่งของเมืองฉาซานเลยหรอกหรือ
คนเราทำอะไรได้มากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ เจียงเหอคิดได้แค่นี้ก็เพราะความสามารถของเขามีจำกัด
แต่เจียงเสี่ยวเซียวรู้ดีว่า ด้วยโทรทัศน์วิเศษในมิติของเธอ การจะเปิดสาขาของร้านชิงเฟิงสวีไหลให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งราชวงศ์ชีซิงนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย!
เพียงแต่ตอนนี้มันยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องพวกนั้น