- หน้าแรก
- บันทึกตำนานเซียนหญิงปริศนา
- บทที่ 48 วิชาเร้นกายระดับสูงสุด
บทที่ 48 วิชาเร้นกายระดับสูงสุด
บทที่ 48 วิชาเร้นกายระดับสูงสุด
บทที่ 48 วิชาเร้นกายระดับสูงสุด
หลายวันต่อมา กู้จิ่วเย่วจมปลูกอยู่กับการปรุงโอสถ นางเริ่มชินกับการใช้จิตสัมผัสช่วยปั้นเม็ดโอสถในขั้นตอนสุดท้าย มีครั้งหนึ่งนางลองแกล้งปั้นเม็ดโอสถที่ควรจะได้ 12 เม็ด ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าตัวจนเหลือเพียง 6 เม็ด แต่ผลปรากฏว่าโอสถอดอาหารเตานี้ นอกจากขนาดจะใหญ่กว่าปกติแล้วก็ไม่มีอะไรต่างจากเดิม และค่าความชำนาญที่ได้รับยังคงเป็น 12 แต้มเท่าเดิม
กู้จิ่วเย่วรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เดิมทีนางนึกว่าค่าความชำนาญจะขึ้นอยู่กับจำนวนเม็ดโอสถที่ได้ เลยกะจะหาช่องโหว่ของระบบ ด้วยการปั้นโอสถให้เม็ดเล็กเท่าเมล็ดถั่วเหลืองสักเตละ 50-60 เม็ด เพื่อจะปั๊มค่าความชำนาญทีละมากๆ ใครจะรู้ว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเม็ดเลย
ในเมื่อใช้ทางลัดไม่ได้ ก็ต้องก้มหน้าก้มตาปรุงโอสถต่อไปอย่างซื่อตรง
ยังดีที่ระดับนักปรุงโอสถของนางเลื่อนขึ้นเป็นระดับหนึ่งชั้นต่ำแล้ว แม้ว่าตอนนี้นางจะปรุงเป็นแค่โอสถอดอาหารก็ตาม
ทว่าก่อนที่ค่าความชำนาญการปรุงโอสถจะไปถึงระดับที่ห้าเข้าถึงแก่นแท้ ทักษะวิชาเร้นกายของนางก็นำโด่งไปถึงระดับที่เจ็ดสูงสุดก่อนใครเพื่อน
เปิดหน้าต่างระบบ:
【บุคคล: กู้จิ่วเย่ว (กู้เย่ว)】
【อายุ: 12/114】
【รากวิญญาณ: ทอง 20, น้ำ 20, ไม้ 20, ไฟ 20, ดิน 20】
【ขอบเขต: ระดับหลอมลมปราณขั้นห้า (62.1%)】
【พรสวรรค์: เซียนตกปลา】
【เจตจำนง: เจตจำนงกระบี่ (เค้าโครงเจตจำนงกระบี่ 10%)】
【อาชีพ: นักสร้างยันต์ (ระดับหนึ่งชั้นเลิศ 100%) นักปรุงโอสถ (ระดับหนึ่งชั้นต่ำ 0%)】
【วิชา: เคล็ดชักนำปราณ (สูงสุด 8,786/10,000)】
【ทักษะ: ตกปลา (รวมเป็นหนึ่ง), ปรุงอาหาร (สูงสุด 121/10,000), วิชาเมฆฝน (เข้าถึงแก่นแท้ 263/1,000), สร้างยันต์ (สูงสุด 0/10,000), วิชาดรรชนีกระบี่ (สูงสุด 3/10,000), วิชาเร้นกาย (สูงสุด 1/10,000), วิชาพลิกดิน (เข้าถึงแก่นแท้ 8/1,000), วิชาลูกไฟ (เข้าถึงแก่นแท้ 102/1,000), วิชาพรางกาย (เชี่ยวชาญขั้นสูง 3,497/5,000), วิชาจำแลง (เชี่ยวชาญขั้นสูง 3,493/5,000), ก้าวอสรพิษวิญญาณ (ชำนาญลึกซึ้ง 66/500), วิชาควบคุมไฟ (เข้าถึงแก่นแท้ 936/1,000), การปรุงโอสถ (ชำนาญลึกซึ้ง 432/500)】
ไม่ใช่แค่วิชาเร้นกายที่ทะลวงสู่ระดับใหม่ แม้แต่วิชาพรางกายและวิชาจำแลงก็จวนจะทะลวงระดับเช่นกัน คาดว่าอีกประมาณครึ่งเดือนก็น่าจะสำเร็จ ประจวบเหมาะกับที่การปรุงโอสถก็น่าจะถึงระดับเชี่ยวชาญขั้นสูงในตอนนั้นพอดี
วิชาเร้นกายที่ทะลวงถึงระดับสูงสุดไม่ทำให้กู้จิ่วเย่วผิดหวัง ยามนี้นอกจากจะปกปิดระดับพลังได้แล้ว ยังสามารถสร้างสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมาได้ด้วย นั่นคือนางสามารถจำลองกลิ่นอายพลังให้ดูสูงกว่าระดับจริงของนางได้
เช่น ตอนนี้นางอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นห้า นางสามารถจำลองกลิ่นอายไปได้ไกลถึงระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง และจะมีเพียงผู้บำเพ็ญระดับแก่นทองคำขึ้นไปเท่านั้นที่มองออก
ส่วนการซ่อนเร่นพลังนั้นยิ่งเหนือชั้น ตราบใดที่นางไม่เปิดเผยตัวเอง ต่อให้ไปยืนต่อหน้าผู้บำเพ็ญระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสมบูรณ์ นางก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญน้อยระดับหลอมลมปราณขั้นสองเท่านั้น
ในโลกฝึกตนแห่งนี้ ระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสมบูรณ์คือจุดสูงสุดแล้ว เพราะหากทะลวงสู่ระดับแปลงเทพได้เมื่อไหร่จะถูกบังคับให้ทะยานสู่โลกเบื้องบนทันที นั่นหมายความว่าไม่มีใครในโลกนี้สามารถมองทะลุระดับพลังของกู้จิ่วเย่วได้อีกต่อไป
ระดับความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอีกโข แต้มความเป็นยอดฝีมือลึกลับ +1
ไม่รู้ว่าหากวิชาพรางกายและวิชาจำแลงทะลวงระดับแล้วจะมอบเซอร์ไพรส์อะไรให้นางอีกบ้าง
ครึ่งเดือนต่อมา หลังจากกู้จิ่วเย่วปรุงโอสถอดอาหารสำเร็จอีกหนึ่งเตา จู่ๆ ก็มีเสียงดัง "ตูม~" ในหัว กู้จิ่วเย่วรู้ทันทีว่าค่าความชำนาญการปรุงโอสถทะลวงระดับแล้ว นางก้าวเข้าสู่ระดับหก เชี่ยวชาญขั้นสูงได้สำเร็จ
พร้อมกันนั้น ประสบการณ์การปรุงโอสถจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว นางเปิดฝาเตาออก ภายในนั้นมีโอสถชั้นสูง 12 เม็ดวางอยู่อย่างสงบนิ่ง!
นางก้าวกระโดดจากที่ปรุงได้แค่โอสถชั้นต่ำ ข้ามโอสถชั้นกลางมาปรุงโอสถชั้นสูงได้สำเร็จในพริบตา
จากประสบการณ์ที่เพิ่มเข้ามา กู้จิ่วเย่วรู้ว่าต่อจากนี้นางจะปรุงโอสถอดอาหารออกมาได้คุณภาพชั้นสูงตลอด
แต่กู้จิ่วเย่วที่เพิ่งทะลวงระดับการปรุงโอสถกลับไม่คิดจะปรุงโอสถอดอาหารต่อแล้ว
นางจะปรุงโอสถรวบรวมปราณ!
โอสถรวบรวมปราณจัดอยู่ในกลุ่มโอสถสายเสริมพลัง เป็นตัวช่วยบำเพ็ญเพียรสำหรับผู้บำเพ็ญระดับหลอมลมปราณขั้นต้น ซึ่งในเมืองเซียนเสวียนหนานนั้นมีความต้องการสูงมาก
โอสถรวบรวมปราณยังเป็นโอสถสายเศรษฐกิจที่มีความยากในการปรุงค่อนข้างต่ำ ปกติแล้วขอเพียงปรุงโอสถชนิดนี้ได้ ก็แทบจะการันตีการทำกำไรศิลาวิญญาณได้เลย
ทว่ายามนี้ยังไม่ใช่เวลาปรุงโอสถ เพราะใกล้จะเข้าสู่ฤดูกาลงานเกษตรแล้ว หลังจากฤดูฝนผ่านไป ต้นกล้าจะค่อยๆ เติบโตและต้องการน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป ชาวนาวิญญาณต้องคอยเฝ้านาแทบตลอดเวลาจนกว่าจะถึงฤดูเก็บเกี่ยว ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุดของปีรองจากช่วงก่อนเก็บเกี่ยวเล็กน้อย
เมื่อปีที่แล้วกู้ชิงเฉินมาหาพวกนางที่สถานเพาะชำกล้าไม้เซียนก็คือช่วงเวลานี้แหละ
แน่นอนว่ากู้จิ่วเย่วสามารถเลือกใช้ยันต์เมฆฝนแทนการร่ายวิชาเมฆฝนได้
แต่กู้จิ่วเย่วเห็นว่าไม่จำเป็น สาเหตุหลักคือวิชาเมฆฝนสามารถใช้ปั๊มค่าความชำนาญได้ และอีกอย่างคือช่วงที่ผ่านมานางปรุงโอสถทุกวันจนตอนนี้แค่ได้กลิ่นข้าววิญญาณหุงสุกนางก็อยากจะอาเจียนแล้ว
ยังดีที่เมื่อวานซืนตอนไปซื้อข้าววิญญาณนางรู้ว่าค่าความชำนาญใกล้จะถึงระดับหกแล้ว จึงไม่ได้ซื้อมาเยอะนัก ยามนี้ในถุงเก็บของจึงเหลือข้าววิญญาณอยู่ยี่สิบกว่าชั่ง นางจะไม่เอามาปรุงโอสถแล้ว แต่จะเก็บไว้ต้มโจ๊กกินในช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัด
นอกจากนี้ อย่างช้าที่สุดคือวันพรุ่งนี้ ค่าความชำนาญวิชาพรางกายและวิชาจำแลงก็จะทะลวงสู่ระดับสูงสุด กู้จิ่วเย่วรู้สึกตื่นเต้นมาก
ตอนที่นางกำลังจะออกจากบ้านก็ได้พบกับกู้ชิงเฉินเข้าพอดี อีกฝ่ายยิ้มแล้วกล่าวว่า:
"กำลังจะมาหาเจ้าอยู่พอดีเลย เอ้า นี่คือยันต์เมฆฝนที่ข้าเพิ่งวาดเสร็จช่วงนี้ เจ้าเอาไปใช้รดน้ำในนาวิญญาณเถอะ จะได้ประหยัดเวลาเอาไปสร้างยันต์ระดับหนึ่งชั้นกลางให้มากขึ้น"
กู้จิ่วเย่วไม่ปฏิเสธความหวังดีของกู้ชิงเฉิน นางรับยันต์มาด้วยรอยยิ้ม
"ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอาหญิง เมื่อครู่ข้ายังกลุ้มใจอยู่เลยว่าหลังจากนี้จะไม่มีเวลาทำเรื่องของตัวเอง ยันต์เมฆฝนของท่านอาหญิงมาได้จังหวะเหมือนฝนหลงฤดูจริงๆ"
แม้จะไม่ได้ขาดแคลนยันต์เมฆฝน แต่นี่คือความปรารถนาดีของอาหญิง กู้จิ่วเย่วรับไว้ได้อย่างสนิทใจ เพราะหากนางไม่รับ อาหญิงอาจจะรู้สึกไม่สบายใจเอาได้
การรับของไว้ทำให้อาหญิงรู้สึกว่าตนเองได้ช่วยเหลือหลานสาว เป็นเรื่องดีต่อทุกฝ่าย และหากเอาแต่ให้โดยไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นเลย มักจะทำให้คนรอบข้างมองว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งนานวันไปจะส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
กู้ชิงเฉินกล่าวว่า:
"ต่อไปเรื่องยันต์เมฆฝนในนาของเจ้า ข้าจะรับผิดชอบเอง ไม่ต้องประหยัดเพื่อข้าหรอก ของแค่นี้ไม่เท่าไหร่"
กู้จิ่วเย่วยิ่งยิ้มกว้างขึ้น
"ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอน้อมรับด้วยความยินดีเจ้าค่ะ"
"เอาละ ไม่คุยกับเจ้าแล้ว ข้าต้องไปส่งยันต์ให้ชีเย่วด้วย เด็กคนนั้นตอนนี้ยังเอาแต่สร้างยันต์ทำความสะอาดอยู่เลย ช่างดื้อดึงจริงๆ"
กู้ชิงเฉินนึกไม่ถึงว่าการที่นางพยายามช่วยเหลือหลานสาวทั้งสองคน กลับกลายเป็นจุดสนใจให้คนที่มีเจตนาแอบแฝงจ้องมอง
จนกระทั่งไม่กี่วันต่อมา ศิษย์น้องจ้าวที่เป็นเพื่อนบ้านก็เดินมาบอกนางว่า:
"ศิษย์พี่กู้ ช่วงนี้ท่านระวังตัวไว้หน่อยนะ ยายเฒ่าหวังกำลังจับตาดูท่านอยู่ ได้ยินมาว่าจะแนะนำคู่ครองให้ท่านแน่ะ"
กู้จิ่วเย่วที่ยืนอยู่ข้างๆ พอดีได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า:
"ยายเฒ่าหวังคือใคร? ทำไมจู่ๆ นางถึงทำแบบนี้? อีกอย่าง เป็นผู้บำเพ็ญเพียรแล้วแท้ๆ ยังจะมาอ่านเลียนแบบปถุชนธรรมดาแต่งงานอยู่อีกหรือ ลำพังแค่ดูแลตัวเองยังเหนื่อยไม่พอ หรืออยากจะหาภาระมาใส่ตัวเพิ่มกันแน่?"
จากนั้นนางก็หันไปหากู้ชิงเฉินแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง:
"ท่านอาหญิง ท่านห้ามหลงกลเด็ดขาดนะ ยามนี้ท่านเป็นนักสร้างยันต์แล้ว สามารถหาทรัพยากรด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง การจะเป็นศิษย์ฝ่ายนอกน่ะเป็นเรื่องช้าหรือเร็วเท่านั้น อย่าได้ไปทำเรื่องเลอะเลือนกับเรื่องชายหญิงเด็ดขาด"
กู้ชิงเฉินมองกู้จิ่วเย่วด้วยสายตาเชิงดุเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า:
"เด็กน้อยอย่างเจ้า วันหน้าอย่าไปพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าคนนอกเชียวล่ะ มันจะเสียชื่อเสียงเอาได้ อีกอย่าง ข้ามาอยู่ในโลกบำเพ็ญเพียรตั้งสิบเอ็ดปีแล้ว ย่อมมองเรื่องพวกนี้ออกนานแล้ว จะหาเรื่องใส่ตัวไปหาคู่ครองได้อย่างไร"
เพราะจางหยวนหยวนคือตัวอย่างของคนโง่ที่มีให้เห็นอยู่ตรงหน้า กู้ชิงเฉินที่เคยดูแลกู้ซานเกิงจนเหนื่อยแทบขาดใจ นั่นขนาดเป็นน้องชายแท้ๆ ของนาง นางยังต้องเสียสละตัวเองถึงขนาดนั้น ขนาดน้องชายแท้ๆ ยังยอมทิ้งนางได้ แล้วนางจะฝากชีวิตช่วงหลังที่เหลือไว้กับชายแปลกหน้าได้อย่างไร
หลังจากศิษย์น้องจ้าวแอบมาเตือนว่ามีคนจ้องเล่นงานกู้ชิงเฉิน ในใจของกู้จิ่วเย่วก็เกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีอย่างมาก
ประการแรก กู้ชิงเฉินเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่ค่อยออกจากเขตทุ่งนาวิญญาณ ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านรอบข้างก็แค่ดีกว่าคนรู้จักผิวเผินเพียงเล็กน้อย ไม่เคยไปเดินตลาด กินข้าว หรือออกไปฝึกฝนด้วยกันจนสนิทสนม นางแทบไม่มีเพื่อนที่รู้ใจเลย สิ่งที่นางสนิทใจที่สุดอาจจะเป็นนาวิญญาณยี่สิบไร่นี้
ส่วนยายเฒ่าหวังคนนั้น กู้จิ่วเย่วลองสืบดูแล้ว พบว่าเป็นแม่สื่อชื่อดังในเขตทุ่งนาวิญญาณ ยามนี้อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นหกช่วงสูงสุด อายุแปดสิบกว่าปีแล้ว
ถ้ามีแค่นี้ก็คงไม่มีอะไรน่ากังวล ประเด็นสำคัญคือนางมีลูกชายที่เป็นผู้ดูแลฝ่ายนอกของสำนักเสวียนหนาน อยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นต้น
ความสัมพันธ์ระหว่างยายเฒ่าหวังกับลูกชายคนนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก ไม่อย่างนั้นคงไม่ปล่อยให้แม่ที่อายุมากจนขาข้างหนึ่งเหยียบฝาโลงมาทำนาอยู่ในเขตทุ่งนาวิญญาณหรอก
พูดง่ายๆ คือ แค่ผู้บำเพ็ญระดับสร้างรากฐานสะบัดปลายนิ้วนิดเดียว ของที่หล่นออกมาก็เพียงพอให้ยายเฒ่าหวังอยู่อย่างสบายไปตลอดชาติแล้ว
แน่นอนว่าความสัมพันธ์ไม่ดีไม่ได้หมายความว่าฝ่ายแม่จะเอาชื่อเสียงฐานะของลูกชายมาแอบอ้างไม่ได้
จากการสืบข่าว กู้จิ่วเย่วรู้มาว่ายายเฒ่าหวังคนนี้อาจจะภูมิใจที่มีลูกชายเป็นถึงผู้ดูแลฝ่ายนอก พออายุมากขึ้นจึงชอบทำตัวเป็นแม่สื่อ บางครั้งถึงขั้นใช้อำนาจข่มเหง บังคับจับคู่ให้คนอื่น
และเหยื่อส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นผู้บำเพ็ญหญิงระดับพลังต่ำๆ หรือผู้บำเพ็ญหญิงที่อายุยังน้อย คนอย่างกู้ชิงเฉินที่อายุยี่สิบห้าปีและอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นห้าจึงไม่ใช่เป้าหมายปกติของนาง ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงจู่ๆ คิดจะมาเป็นแม่สื่อให้กู้ชิงเฉิน ไม่รู้ว่ากำลังวางแผนชั่วอะไรอยู่
กู้จิ่วเย่วแปลงโฉมแล้วลองไปเดินแถวบ้านของผู้บำเพ็ญหญิงที่เคยถูกยายเฒ่าหวังจับแต่งงานเพื่อดูว่าพวกนางมีความสุขดีหรือไม่
ผลที่ได้ก็เป็นไปตามที่นางคาดไว้ ส่วนใหญ่หลังแต่งงานคุณภาพชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเลย ลูกที่เกิดมาถ้ามีรากวิญญาณก็เข้าสำนักไปเป็นศิษย์รับใช้ต่อ
ส่วนลูกที่ไม่มีรากวิญญาณล่ะ? กู้จิ่วเย่วเองก็ไม่รู้ เพราะนางไม่เคยเห็นคนธรรมดาในเขตทุ่งนาวิญญาณ และในเมืองเซียนเสวียนหนานก็ไม่มีคนธรรมดา ส่วนใหญ่คงถูกส่งไปยังอาณาจักรที่คนธรรมดาอาศัยอยู่
แน่นอนว่ามีบางคนที่แต่งงานแล้วมีความสุข แต่ที่เหมือนกันหมดคือ ผู้บำเพ็ญหญิงที่ยายเฒ่าหวังเป็นแม่สื่อให้มาหลายปีนี้ ไม่มีใครเลยสักคนที่สามารถทะลวงสู่ระดับหลอมลมปราณขั้นเจ็ดเพื่อเข้าสู่ฝ่ายนอกได้ก่อนอายุสามสิบปี
(จบตอน)