- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- 51 - เส้นลมปราณทะลวงสิ้น ชีพจรดุจมังกร
51 - เส้นลมปราณทะลวงสิ้น ชีพจรดุจมังกร
51 - เส้นลมปราณทะลวงสิ้น ชีพจรดุจมังกร
51 - เส้นลมปราณทะลวงสิ้น ชีพจรดุจมังกร
ท่ามกลางความพร่ามัว อี้อวิ๋นมองเห็นสตรีผู้อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือได้อย่างชัดเจน
นางมีผิวพรรณซีดขาว ดวงตาใสกระจ่างดุจสายน้ำฤดูใบไม้ร่วง ทั่วร่างแผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายสะอาดสะอ้านและอ่อนโยนราวกับปัญญาชน ประหนึ่งคุณหนูจากตระกูลใหญ่
ทว่าอาภรณ์ของนางกลับไม่ใช่ผ้าไหมราคาแพง แต่เป็นชุดผ้าป่านสีขาวที่ซักจนสะอาดสะอ้านไร้ราคี
ในแดนร้าง ชุดผ้าป่านเช่นนี้มีเพียงผู้ยากไร้เท่านั้นที่สวมใส่
บุตรหลานในตระกูลมั่งคั่งจะสวมชุดผ้าป่านก็ต่อเมื่อต้องไว้ทุกข์ให้ผู้อาวุโส เพื่อแสดงถึงความลำบากและอาลัย ซึ่งก็คือการสวมชุดไว้ทุกข์นั่นเอง
หญิงสาวเบื้องหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าหรือรูปโฉมล้วนไม่ได้ดูเหมือนบุตรหลานตระกูลยากไร้เลยแม้แต่น้อย แต่กลับสวมชุดผ้าป่าน
ด้วยทรวดทรงที่บอบบางและผิวพรรณนวลเนียนดุจหยก เมื่อนางสวมชุดผ้าป่าน กลับให้ความรู้สึกราวกับเทพธิดาที่จุติลงมายังโลกมนุษย์และเร้นกายอยู่ในป่าเขา
"ท่าน... ท่านคือ..."
อี้อวิ๋นรู้สึกสงสัยยิ่งนัก สตรีผูี้ไม่ใช่คนของเผ่าเหลียนแน่นอน นางเป็นคนนอกหรือ?
เขามองดูท้องฟ้า พบว่าดวงตะวันขึ้นสูงเหนือหัวแล้ว ขณะที่ตอนเขาลงไปในน้ำยังเป็นเวลาเที่ยงคืน หรือว่าเขาอยู่ในน้ำมาตลอดทั้งคืน?
ทันใดนั้น อี้อวิ๋นก็ตระหนักถึงบางอย่างและใจสั่นสะท้าน!
หากเขาอยู่ในน้ำตลอดทั้งคืนจริงๆ นั่นย่อมเกินขอบเขตของมนุษย์ปกติไปไกลโข
แม้เขาจะอยู่ในสภาวะไร้สติมาตลอด แต่เขาก็รู้ดีว่าเป็นกระแสพลังปราณเย็นๆ จากผลึกม่วงที่รักษาชีวิตของเขาไว้ ทำให้ร่างกายของเขาไม่ขาดอากาศจนตาย
ผลึกม่วงคือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา
สตรีผู้นี้มาถึงริมสระน้ำตั้งแต่เมื่อใด? นางรู้หรือไม่ว่าเขาอยู่ในน้ำมานานเพียงใด?
โชคดีที่ประโยคต่อมาของนางช่วยคลายความกังวลของอี้อวิ๋นได้
"เหตุใดเจ้าจึงลอยอยู่ในน้ำ? จมน้ำหรือ?"
ลอยอยู่ในน้ำ?
ดูเหมือนว่าตอนที่นางปรากฏตัว ตัวเขาคงลอยขึ้นมาแล้ว
อี้อวิ๋นถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วประสานมือกล่าว "ขอบพระคุณแม่นางที่ช่วยชีวิต เอ่อ..."
ตอนนั้นเองที่เขาพบว่าด้านหลังของนางยังมีชายชราอ้วนท้วนผู้หนึ่ง ชายชราผู้นี้มีผมสีเงินเต็มศีรษะ ดูแล้วอายุคงไม่น้อย แต่ผิวพรรณบนใบหน้ากลับดูสดใส นอกจากไร้ริ้วรอยแล้วยังดูมีโลหิตฝาดแดงระเรื่อ
อี้อวิ๋นพบว่าชายชรากำลังมองเขาด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนจะสนใจในตัวเขาเป็นอย่างยิ่ง
ดวงตาของเขานั้นเล็กอยู่แล้ว ซ้ำบนใบหน้ายังมีเนื้อเยอะ เมื่อยิ้มขึ้นมาจึงแทบจะหาดวงตาไม่เจอ แต่ดวงตาคู่นี้กลับดูเหมือนจะมองทะลุตัวเขาได้
ในพริบตาเดียว อี้อวิ๋นรู้สึกราวกับว่าไม่มีสิ่งใดปกปิดได้ต่อหน้าชายชราผู้นี้ ความรู้สึกนี้ทำให้เขาไม่สบายใจอย่างยิ่ง
เขาคงไม่ได้... เห็นผลึกม่วงในหัวใจของเขาหรอกนะ!
ทว่าในลมหายใจต่อมา อี้อวิ๋นก็รู้ว่าตนกังวลเกินไป สายตาของชายชราอ้วนผู้นี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่หน้าอกของเขาเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงกล่าวอย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า "พ่อหนุ่มเอ๋ย เจ้าอายุยังน้อย แต่ดูเหมือนจะมีความคิดในใจไม่เบาเลยนะ!"
"หืม?" ใจของอี้อวิ๋นกระตุก ชายชราผู้นี้หมายความว่าอย่างไร?
"เจ้าไม่ได้จมน้ำแต่กลับกล่าวขอบคุณ พวกเราไม่ได้ช่วยชีวิตเจ้าเลยแม้แต่น้อย แต่เจ้ากลับยอมรับไปตามน้ำเพื่อปกปิดสิ่งใดหรือไม่? แววตาของเจ้าเมื่อครู่ดูเหมือนจะมีความลนลานอยู่บ้างนะ"
เมื่อชายชราอ้วนกล่าวถึงตรงนี้ก็ยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย แววตาดูเหมือนจะหยอกล้อ
อี้อวิ๋นใจหายวูบ!
ทันใดนั้น มือของชายชราอ้วนก็วางลงบนไหล่ของอี้อวิ๋น ทำให้เขารู้สึกเคร่งเครียดขึ้นมาทันที บ้าจริง สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือการที่มีคนมาจับไหล่! คราวก่อนที่เหลียนเฉิงอวี้ทำเช่นนี้ เกือบจะคร่าชีวิตเขาไปแล้ว!
"อย่าเข้าใจผิดไป ตาแก่อย่างข้ามไม่ได้สนใจความลับเล็กๆ น้อยๆ บนตัวเจ้าหรอก"
ชายชราอ้วนกล่าวอย่างยิ้มแย้ม ล้อเล่นน่ะ ตาแก่อย่างข้าฐานะระดับไหน จะไปโลภอยากได้ความลับของเด็กอายุสิบกว่าขวบในเผ่าเล็กๆ ในแดนร้างได้อย่างไร? หากพูดให้ฟังดูแย่ มันก็เหมือนกับฮ่องเต้ที่อยากจะแย่งของจากขอทานตัวน้อยนั่นแล
จะเป็นไปได้อย่างไร!
แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่ชายชราคิดในใจ แต่ในสายตาของอี้อวิ๋น เขากลับรู้สึกว่ารอยยิ้มของชายชราผู้นี้... ดูเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก
"ข้าแค่แปลกใจ... เจ้าดูเหมือนจะ... อืม..." ชายชราอ้วนพลันเปลี่ยนสีหน้า "เจ้าถึงขั้นบรรลุถึงระดับนี้เชียวหรือ?"
คำพูดของชายชราทำให้อี้อวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย
เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน อี้อวิ๋นเพิ่งลอยขึ้นมาจากน้ำก็มาเจอคนคู่นี้ จึงยังไม่มีเวลาตรวจสอบสภาพร่างกายของตนเอง เมื่อเขาลองสำรวจดูพบว่าระดับพลังฝึกตน... หืม? เหตุใดจึงยังอยู่ที่ระดับสี่ขั้นเส้นลมปราณของระดับโลหิตปุถุชน?
ระดับพลังไม่ได้เลื่อนขึ้น แต่กลับมีความรู้สึกบางอย่างที่เปลี่ยนไป
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น ก่อนหน้านี้ข้าดูดซับพลังยาจากสมุนไพรมากมาย และพลังส่วนเล็กๆ ของกระดูกอสูร จนจากเด็กที่ไม่มีแรงแม้แต่จะเชือดไก่ กลายเป็นผู้บรรลุถึงขั้นทะลวงเส้นลมปราณเหรินและตู เมื่อคืนข้าดูดซับพลังที่เหลือทั้งหมดของกระดูกอสูรในรวดเดียว แถมยังย่อยสลายได้อย่างสมบูรณ์ ข้านึกว่าจะมีความหวังเข้าสู่ระดับโลหิตม่วงในตำนานเสียอีก หรือต่อให้ไปไม่ถึง ก็ควรจะเป็นจุดสูงสุดของขั้นชักนำลมปราณสิ เหตุใดจึงยังหยุดอยู่ที่ขั้นเส้นลมปราณ?"
กินกระดูกอสูรไปทั้งชิ้น แต่กลับยังอยู่ที่ระดับสี่โลหิตปุถุชน ช่างอ่อนแอเกินไปแล้ว! นั่นมันพลังปราณที่เพียงพอจะให้เหลียนเฉิงอวี้พุ่งเข้าสู่ระดับโลหิตม่วงได้เลยนะ
หรือว่าพรสวรรค์ของเขาจะย่ำแย่เกินไป? แต่... คำพูดของชายชราอ้วนเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร ที่บอกว่าเขา "ถึงขั้น" บรรลุระดับนี้ได้?
หรือว่าการที่นักสู้ในเผ่าเล็กๆ ทะลวงขั้นเส้นลมปราณจะเป็นเรื่องที่เขาคาดไม่ถึง?
ชายชราอ้วนมองอี้อวิ๋นด้วยความสงสัย พลางพึมพำว่า "เส้นลมปราณทะลวงสิ้น ชีพจรดุจมังกร กายาหลอมรวมสมบูรณ์ กระดูกและโลหิตประสานเสียง ไม่ควรจะเป็นไปได้ เจ้าเด็กนี่เกิดในเมฆาแดนร้าง หรือควรจะเป็นคนของเผ่าเหลียน เหตุใดจึงสามารถหลอมกายาจนสมบูรณ์และมีชีพจรดุจมังกรได้?"
ชายชราอ้วนมองดูเสื้อผ้าของอี้อวิ๋นที่ซักจนไม่เห็นสีเดิมและรองเท้าฟางเก่าๆ ที่ขาดวิ่น ก็เดาฐานะของอี้อวิ๋นได้แล้ว ต่อให้ศิษย์ตระกูลใหญ่จะมาฝึกฝนในเมฆาแดนร้างและสวมชุดผ้าป่านหยาบๆ ก็ควรจะเป็นของใหม่ ไม่ใช่ของที่ใส่มาหลายปีจนเก่าเช่นอี้อวิ๋น
"เส้นลมปราณทะลวงสิ้น ชีพจรดุจมังกร กายาหลอมรวมสมบูรณ์ กระดูกและโลหิตประสานเสียง?"
อี้อวิ๋นไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของชายชรา แต่ก็ฟังออกว่านี่เป็นเรื่องดีแน่นอน!
ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับประโยชน์มหาศาลมาโดยไม่ตั้งใจ?
"อาจารย์ ท่านบอกว่าเด็กหนุ่มคนนี้หลอมกายาจนสมบูรณ์แล้วหรือ?" หญิงสาวชุดผ้าป่านได้ยินคำพูดของชายชราก็ชะงักไปเช่นกัน และรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
ดูเหมือนว่าคำประเมินนี้จะไม่ธรรมดา!
"อืม... หากอยู่ในตระกูลโบราณเหล่านั้น การที่ยอดอัจฉริยะจะทำเช่นนี้ได้ก็นับว่าปกติ แต่ในแดนร้าง การที่เด็กจากครอบครัวยากจนจะหลอมกายาได้สมบูรณ์นั้นช่างหาได้ยากยิ่ง!"
ชายชราอ้วนเห็นว่าอี้อวิ๋นไม่เข้าใจความหมายของระดับนี้ จึงเจตนาอธิบายให้ฟัง "ระดับโลหิตปุถุชนแม้จะมีห้าขั้น แต่ความจริงแล้วมีเพียงสี่ขั้นแรกเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับการหลอมกายา ขั้นที่ห้าหรือขั้นชักนำลมปราณเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านจากระดับโลหิตปุถุชนไปสู่ระดับโลหิตม่วง"
"การฝึกถึงขั้นสี่ของการหลอมกายาไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะฝึกให้ถึงขีดสุด หลอมรวมไปถึงทุกอณูของโลหิตเนื้อเพื่อให้บรรลุสภาวะกายาสมบูรณ์นั้นไม่ง่ายเลย คนประเภทนี้ไม่เพียงแต่เส้นลมปราณจะถูกทะลวงจนสิ้น แต่เส้นลมปราณยังแข็งแกร่งและใหญ่กว่านักสู้ทั่วไป อีกทั้งยังมีชีวิตชีวาเปี่ยมล้น ราวกับมีมังกรเริงระบำอยู่ในร่างกาย! และเมื่อหลอมกายาได้สมบูรณ์แล้ว กระดูก เนื้อ และโลหิตจะผสานกันอย่างไร้ที่ติ เมื่อออกกระบวนท่าเพียงครั้งเดียว กระดูกและโลหิตจะส่งเสียงกึกก้องไปพร้อมกัน!"
คำอธิบายของชายชราทำให้อี้อวิ๋นเข้าใจขึ้นมาทันที ไม่น่าเล่าหลังจากกลืนพลังส่วนใหญ่ที่เหลือของกระดูกอสูรเข้าไปแล้ว ระดับพลังถึงไม่คืบหน้า ที่แท้พลังปราณเหล่านั้นถูกนำไปใช้ในการหลอมกายาให้สมบูรณ์นี่เอง!
แม้ก่อนหน้านี้ระดับพลังของเขาจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่อี้อวิ๋นก็รู้ซึ้งถึงสัจธรรมที่ว่ารีบร้อนย่อมไปไม่ถึง การที่ระดับเพิ่มขึ้นเร็วเกินไปอาจไม่ใช่เรื่องดี!
ทว่าการหลับลึกใต้สระน้ำโดยบังเอิญในครั้งนี้ กลับช่วยขจัดภัยแฝงนี้ไปได้!
"เอ๊ะ กระดูกพื้นฐานของเจ้ากลับดูธรรมดายิ่งนัก" ดวงตาเล็กๆ ของชายชราอ้วนช่างเฉียบแหลมเหลือเกิน เมื่อเทียบกับสายตาของจางอวี่เสียนแล้ว ไม่รู้ว่าเหนือกว่ากี่เท่าตัว
ตอนนั้นจางอวี่เสียนใช้วิธีดูดซับพลังปราณเพื่อวัดพรสวรรค์ของอี้อวิ๋น ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็น "พรสวรรค์" ของผลึกม่วง
แต่ชายชราผู้นี้กลับมองเห็นพรสวรรค์ที่แท้จริงของอี้อวิ๋นได้ด้วยตาเปล่า ทำให้อี้อวิ๋นใจสั่น ชายชราผู้นี้บรรลุถึงระดับ "เปิดทิพยจักษุ" ในตำนานแล้วเป็นแน่!
---