- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- 50 - เมฆาม่วงอุบัติ
50 - เมฆาม่วงอุบัติ
50 - เมฆาม่วงอุบัติ
50 - เมฆาม่วงอุบัติ
ในอวิ๋นหวงนั้นประชากรเบาบาง สัตว์อสูรและอสูรร้ายชุกชุม เผ่าเล็กเผ่าน้อยมีอยู่กระจัดกระจาย
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การจะรวบรวมเผ่าเล็กๆ เหล่านี้เข้าด้วยกันเพื่อทดสอบย่อมต้องสูญเสียแรงงานและทรัพยากรมหาศาล
แม้จักรวรรดิเทพจะมีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่จำนวนครั้งที่จัดงานคัดเลือกนักรบบนดินแดนต้าหวงกลับมีเพียงหยิบมือเดียว
ดังนั้นจึงต้องกล่าวว่า การเกิดในดินแดนต้าหวงนั้นถือเป็นความน่าสลดใจ ประการหนึ่งคือทรัพยากรที่ขาดแคลน และอีกประการคือ แม้เจ้าจะเป็นอัจฉริยะที่ฟ้าประทานมาเพียงใด การจะให้ผู้คนพบเห็นหรือการจะเชิดหน้าชูตาล้วนเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
อาณาจักรเทพไท่อารู้ซึ้งถึงข้อนี้ดีแต่ก็ไร้หนทาง อย่าว่าแต่อวิ๋นหวงเลย แม้แต่อัจฉริยะที่เกิดในร้อยแปดมณฑลก็อาจจะถูกหลงลืมได้!
ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมา จึงไม่รู้ว่ามีอัจฉริยะในต้าหวงกี่มากน้อยที่ต้องจบชีวิตลงไปอย่างเปล่าประโยชน์ พวกเขาอาจจะอดตาย เจ็บป่วยตาย ตกเขาตายยามหาพรรณไม้ หรือกลายเป็นอาหารของสัตว์ร้าย
บุคคลที่เดิมควรจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ กลับต้องตายไปเยี่ยงขอทาน ยามตายไม่มีแม้แต่เสื่อหญ้าห่อศพ เพียงแค่หาที่ฝังไปส่งๆ อาจจะปักไม้แผ่นหนึ่งไว้เป็นป้ายหลุมศพ—เฉกเช่นที่อี้อวิ๋นเคยทำในคราแรก ทว่าป้ายหลุมศพนี้อย่างมากก็ตั้งอยู่ได้ไม่กี่ปีก็ผุพังล้มลง เมื่อผู้ที่จำคนตายเหล่านี้ได้ล่วงลับไป สิ่งที่พวกเขาหลงเหลือไว้ในโลกก็มีเพียงความ "ว่างเปล่า"
เกิดมาต่ำต้อย ตายไปไร้ร่องรอย นี่คือโชคชะตาของคนในต้าหวง เหลียนเฉิงอวี้ซาบซึ้งถึงจุดนี้ดี จึงก่อเกิดเป็นโลกทัศน์ที่บิดเบี้ยวของเขา
ชายชราพุงพลุ้ยกล่าวว่า "ครานี้ที่เรามา หากจะว่าไม่เกี่ยวกับการคัดเลือกนักรบของอาณาจักรเทพไท่อาก็ใช่ หากจะว่าเกี่ยวก็ใช่ กล่าวโดยละเอียดคือ การมาอวิ๋นหวงของเรา และการคัดเลือกนักรบที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันของอาณาจักรเทพไท่อา เกรงว่าล้วนมีสาเหตุมาจากเรื่องเดียวกัน"
"โอ้?" เด็กสาวเริ่มเกิดความสนใจ ดวงตาเรียวยาวกะพริบเบาๆ ขนตายาวงอนสะท้อนแสงแดดเป็นประกายจางๆ
"เมื่อห้าเดือนก่อน เกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นในอวิ๋นหวง เดิมทีท้องฟ้าแจ่มใส ทว่าเพียงสิบกว่าลมหายใจ ท้องฟ้าเหนืออวิ๋นหวงทั้งหมดในรัศมีหลายแสนลี้ กลับถูกปกคลุมด้วยหมู่เมฆหนาทึบ!"
"และที่ประหลาดที่สุดคือ เมฆเหล่านี้ปรากฏเป็นสีม่วง!"
"เมฆาม่วงปกคลุมอวิ๋นหวง ปรากฏการณ์ฟ้าดินเช่นนี้ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก โหราจารย์แห่งอาณาจักรเทพไท่อาได้ตรวจดวงชะตาบนท้องฟ้าเป็นพิเศษเพื่อการนี้ และเรียกขานปรากฏการณ์นี้ว่า—เมฆาม่วงอุบัติ!"
"ปรากฏการณ์เช่นนี้ เมื่อสองเดือนก่อนกลับปรากฏขึ้นอีกครา และครั้งล่าสุดนี้ยิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม ประดุจเมฆากลืนสุริยันจันทรา รัศมีข่มขวัญไปทั่วหล้า!"
"เมฆาม่วงอุบัตินี้ทำให้ทางอาณาจักรเทพไท่อาตื่นตระหนก ทว่าเหล่าปุถุชนในอวิ๋นหวงกลับไม่ใคร่รับรู้ เนื่องจากปรากฏการณ์เกิดขึ้นในยามวิกาล ด้วยสายตาของปุถุชน ยามค่ำคืนย่อมแยกแยะสีของเมฆได้ยาก อีกทั้งพวกเขาไม่อาจรู้ได้ว่าเมฆม่วงเหล่านี้ปกคลุมไปทั่วทั้งอวิ๋นหวง และยิ่งไม่ทราบว่ายามเมฆาม่วงอุบัตินั้น ได้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนของพลังปราณฟ้าดินไปทั่วทั้งเขตอวิ๋นหวง"
"ยามนั้น กระทั่งอสูรต้าหวงอายุนับหมื่นปีที่เร้นกายอยู่ส่วนลึกของอวิ๋นหวงยังถูกรบกวนจนตื่นขึ้น!"
"ปรากฏการณ์ฟ้าดินเช่นนี้ มีความเป็นไปได้หลายประการ"
"ประการแรกคือมีสมบัติล้ำค่าอุบัติขึ้น ทว่าเมื่อห้าเดือนก่อน อาณาจักรเทพไท่อาได้ใช้สมบัติประจำชาติ 'เข็มทิศหาขุมทรัพย์' ตรวจสอบทั่วอวิ๋นหวงแล้ว แม้เข็มทิศจะระบุตำแหน่งที่แน่นอนไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็สามารถยืนยันได้ว่ามีสมบัติอยู่ในรัศมีบริเวณกว้างๆ หรือไม่"
"ทว่าเข็มทิศหาขุมทรัพย์กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เช่นนั้นย่อมเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่มีสมบัติอยู่จริง หรือไม่ก็สมบัตินั้นลึกลับเกินไปจนกระทั่งเข็มทิศหาขุมทรัพย์ไม่อาจสัมผัสได้ หากเป็นอย่างหลังย่อมยากจะจินตนาการ! สมบัติระดับนี้เพียงพอจะก่อให้เกิดศึกนองโลหิตบนแผ่นดินได้ทีเดียว!"
"ประการที่สองคืออาจมีจักรพรรดิผู้เร้นกายของเผ่ามนุษย์ทะลวงขอบเขตพลัง หรืออาจมีอสูรโบราณบางตนเผชิญทัณฑ์สวรรค์ แต่ความเป็นไปได้นี้มีไม่มากนัก เพราะแม้อวิ๋นหวงจะกว้างใหญ่ แต่หากกล่าวรวมถึงโลกทั้งใบแล้ว ที่นี่ไม่ได้มีความพิเศษอันใด จักรพรรดิผู้เร้นกายหรืออสูรโบราณย่อมไม่เลือกที่นี่เพื่อทำการทะลวงพลัง"
"ส่วนประการที่สามนั้น ความเป็นไปได้ยิ่งน้อยนิด เป็นเพียงตำนานโบราณที่เล่าขานสืบต่อกันมาโดยไร้หลักฐาน ไม่เอ่ยถึงจะดีกว่า อาจารย์พาเจ้ามาอวิ๋นหวงก็เพราะปรากฏการณ์ฟ้าดินนี้ เผื่อว่าจะมีของวิเศษชิ้นใดที่สามารถต่อชีพจรตันของเจ้าได้!"
"อาจารย์..."
เด็กสาวถอนหายใจยาว ในใจซาบซึ้งยิ่งนัก ทว่าก็ไม่อาจทนเห็นอาจารย์ต้องดั้นด้นเพื่อชีพจรตันของนางเช่นนี้ แม้จะเป็นความหวังเพียงน้อยนิดที่ริบหรี่เพียงใดเขาก็ไม่ยอมปล่อยผ่าน
แต่นางย่อมรู้ดีว่าชีพจรตันของนางคือชีพจรคำสาป แม้จะมีข่าวลือว่าในยุคบรรพกาลมีจักรพรรดินีที่ใช้พลังตนเองต่อชีพจรได้สำเร็จ แต่นั่นคือระดับจักรพรรดินี และเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น
ข่าวลือเช่นนี้กลับยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า การต่อชีพจรตันนั้นยากเย็นเพียงใด!
ชายชราพุงพลุ้ยล่วงรู้ถึงความในใจของหลินซินถง จึงยิ้มกล่าวว่า "เอาเถิด ปรากฏการณ์ฟ้าดินเช่นนี้ มาพบเห็นสักคราก็นับว่าควรแล้ว แม้จะไม่ได้สิ่งใดติดมือกลับไปก็ไม่เป็นไร ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในเขตแดนของอาณาจักรเทพไท่อา ราชวงศ์เทพย่อมต้องตื่นตัวนานแล้ว ไม่เพียงแค่อาณาจักรเทพไท่อา แม้แต่อาณาจักรเทพข้างเคียงก็ยังมีบางคนแอบลอบเข้ามาในอวิ๋นหวงเพื่อสืบหาความจริง!"
"หลายเดือนมานี้ อาณาจักรเทพไท่อาส่งหน่วยองครักษ์มังกรทองออกสืบหาสาเหตุของปรากฏการณ์นี้มาโดยตลอด ด้วยหวังว่าจะมีสมบัติล้ำค่าอุบัติขึ้น ในเมื่อองครักษ์มังกรทองมาถึงอวิ๋นหวงแล้ว ก็เลยถือโอกาสจัดงานคัดเลือกนักรบเสียเลย"
เมื่อชายชรากล่าวเช่นนี้ เด็กสาวจึงเข้าใจได้อย่างกระจ่างแจ้ง ไม่น่าเล่าคนของหน่วยองครักษ์มังกรทองถึงได้วาดแผนที่อวิ๋นหวงโดยเฉพาะ กระทั่งเผ่าเล็กๆ ที่มีเพียงพันครัวเรือนยังระบุไว้อย่างชัดเจน
"เอาละ เราเร่งเดินทางกันเถิด ข้ามภูเขาลูกข้างหน้านี้ไป เราจะผ่านข้างเผ่าเหลียน จุดหมายต่อไปเลือกเป็นเผ่าเถาแล้วกัน นั่นเป็นเผ่าใหญ่ที่มีประชากรกว่าแสนครัวเรือน เราจะไปพักแรมที่นั่น"
ขณะที่ชายชรากำลังกล่าวอยู่นั้น พลันเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นในใจ เขาอุทานออกมาเบาๆ ว่า "เอ๊ะ"
"อาจารย์เป็นอันใดไปหรือเจ้าค่ะ?"
"ด้านล่างน้ำตกข้างหน้ามีคนอยู่ ดูเหมือนจะจมน้ำ เราไปดูกันเถิด!"
ระหว่างที่กล่าว ชายชราก็มุ่งหน้าไปยังป่าทึบด้านหน้า ฝีเท้าของเขาดูเชื่องช้ายิ่งนัก ทว่าแต่ละก้าวกลับก้าวได้ไกลโข ประหนึ่งว่าผืนดินหดสั้นลงภายใต้ฝ่าเท้าของเขา
หลินซินถงเร่งตามไป พวกเขาคือกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตอยู่เหนือหมู่เมฆในโลกใบนี้ ขณะที่อาณาประชากรร้อยล้านล้วนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความทุกข์ยาก พวกเขาไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้ทุกคน ทว่าหากได้มาพบเห็นต่อหน้าแล้ว พวกเขาย่อมไม่นิ่งดูดาย พร้อมที่จะยื่นมือช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก
...
อี้อวิ๋นไม่รู้ว่าตนเองอยู่ในสระน้ำมานานเท่าใดแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืน อี้อวิ๋นดูดซับพลังจากกระดูกอสูรจนหมดสิ้นในคราวเดียว แล้วกระโดดลงไปในสระน้ำเริ่มฝึกฝนอย่างลืมตัว จนถึงตอนนี้สติของอี้อวิ๋นยังไม่ตื่นเต็มที่นัก เขารู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังฝันหวาน
พลังในกระดูกอสูรถูกร่างกายของอี้อวิ๋นดูดซับไปจนหมดสิ้น ไม่หลงเหลือแม้แต่หยดเดียว!
ร่างกายของเขาเข้าสู่สภาวะหิวโหยอีกครั้ง
ท่ามกลางความสะลึมสะลือ อี้อวิ๋นรู้สึกได้ถึงมือที่นุ่มนวลคู่หนึ่งคว้าเข้าที่คอเสื้อของเขาแล้วดึงเขาขึ้นมา...
ร่างกายของอี้อวิ๋นเบาหวิว เขารู้สึกเหมือนตนเองกำลังนอนอยู่บนผืนหญ้าที่อ่อนนุ่ม จากนั้นมือนุ่มนวลคู่เดิมก็กดลงบนหน้าอกของเขา
"พรวด!"
อี้อวิ๋นสำลักเอาน้ำออกมา น้ำคำนั้นไม่ใช่น้ำใส แต่ขุ่นคล้ำยิ่งนัก ในน้ำมีสิ่งสกปรกที่ถูกขับออกมาจากการขัดเกลาร่างกายของอี้อวิ๋นเจือปนอยู่
"เอ๊ะ?"
เด็กสาวที่ช่วยอี้อวิ๋นขึ้นมา เมื่อเห็นน้ำที่ขุ่นคล้ำนั้นกลับไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจออกมาแม้แต่น้อย ในทางกลับกันนางดูประหลาดใจ ในฐานะที่เป็นปรมาจารย์เทวะกระดูกร้าง นางตัดสินได้ในทันทีว่าน้ำคำนั้นมีที่มาอย่างไร
อี้อวิ๋นเริ่มได้สติกลับมา เมื่อสายตาเริ่มมองเห็นได้ชัดเจน แสงแดดอันจ้าก็ทำให้เขาต้องหยีตาลงเล็กน้อย
---