- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- 35 - การคัดเลือกเบื้องต้น
35 - การคัดเลือกเบื้องต้น
35 - การคัดเลือกเบื้องต้น
35 - การคัดเลือกเบื้องต้น
นักรบขอบเขตโลหิตม่วง มีความสามารถในการล่าสัตว์ สาเหตุก็เพราะพวกเขาสามารถฆ่าสัตว์ร้ายส่วนใหญ่ได้ ต่อให้เจอสัตว์ร้ายบางตัวที่สู้ไม่ได้ การหลบหนีก็ไม่ใช่ปัญหา
ชายสะพายกระบี่ผู้นี้ เดินทางข้ามแดนทุรกันดาร ล่าสัตว์ร้ายไปหลายตัวตามอำเภอใจ อีกทั้งยังดูผ่อนคลายยิ่งนัก พละกำลังระดับนี้ ช่างน่าอิจฉาเสียนี่กระไร!
เหลียนเฉิงอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก กำหมัดแน่น มองไปที่สัมภาระที่นูนขึ้นมาบนหลังอสูรแรดเขียว เห็นได้ชัดว่าสัตว์ร้ายที่ถูกล่าถูกบรรจุอยู่ในถุงยักษ์ใบนั้น
"สักวันหนึ่ง ข้าจะมีพละกำลังเช่นนี้ หรือแม้กระทั่งเหนือกว่าระดับนี้ไปไกล!" เหลียนเฉิงอวี้ตั้งปณิธานในใจ
เมื่อได้ยินว่าไม่ต้องฆ่าวัวไถนาแล้ว ในใจของผู้เฒ่าหัวหน้าเผ่าเหลียนก็เบ่งบานขึ้นทันที ทว่าปากยังคงกล่าวว่า "จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร มีที่ใดให้แขกเป็นฝ่ายเตรียมอาหาร ชนเผ่าเหลียนของข้าแม้จะยากจน แต่..."
"พอแล้ว ไม่ต้องกล่าวแล้ว ข้ามาครั้งนี้มีธุระต้องทำ!" ชายสะพายกระบี่เป็นคนเฉียบขาด เขาไม่สนใจคำทักทายปราศรัยตามมารยาทของชนเผ่าเหลียนเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
"ท่านทูตโปรดกล่าวเถิด! ชนเผ่าเหลียนของข้าแม้จะเสื่อมถอยลง แต่ก็มีประชากรกว่าพันครัวเรือน หากท่านทูตมีสิ่งใดที่จะเรียกใช้พวกเราได้ ขอเพียงเอ่ยคำเดียว!"
น้ำเสียงของผู้เฒ่าหัวหน้าเผ่าเหลียนนอบน้อมยิ่งนัก แม้ถูกขัดจังหวะก็ไม่ได้ขุ่นเคืองแม้แต่น้อย เขาย่อมเข้าใจดีว่า สมาชิกกองกำลังองครักษ์มังกรทองที่สูงส่งเยี่ยงนั้น ไม่มีทางว่างจนไม่มีอะไรทำแล้วมายังสถานที่เล็กๆ อย่างชนเผ่าเหลียนของพวกเขาเป็นแน่
ชายสะพายกระบี่กล่าวว่า "ช่วงนี้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในแดนเมฆา และที่ตั้งของชนเผ่าเหลียน ก็อยู่ในเขตพื้นที่ที่เกิดเรื่องบ่อยครั้งพอดี! องครักษ์มังกรทองมาครั้งนี้ก็เพื่อการนี้เช่นกัน"
สิ้นคำกล่าวของชายสะพายกระบี่ สีหน้าของผู้เฒ่าหัวหน้าเผ่าเหลียนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แดนเมฆาเกิดเรื่องใหญ่หรือ?
และฟังจากน้ำเสียงของชายสะพายกระบี่ คล้ายว่ากองกำลังองครักษ์มังกรทองจะมากันมากมาย เขาเป็นเพียงหนึ่งในนั้นเท่านั้น
เรื่องที่กองกำลังองครักษ์มังกรทองเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่นั้น ย่อมเป็นเรื่องที่เขาเกินจะจินตนาการได้แล้ว และชนเผ่าเหลียนของพวกเขา ก็บังเอิญอยู่ในเขตพื้นที่ที่เกิดเรื่องบ่อยครั้งนี้ด้วย ไม่รู้ว่าเป็นโชคหรือเป็นภัยกันแน่
หากถูกม้วนเข้าไปในเรื่องใหญ่เช่นนั้น ด้วยตัวตนที่ต่ำต้อยราวมดปลวกอย่างชนเผ่าเหลียน เกรงว่าจะถูกกวาดล้างพินาศสิ้นในพริบตา ประดุจดั่งฟองคลื่นเล็กๆ ที่ตกลงไปในทะเลกว้าง แม้แต่พรายน้ำสักวงก็คงไม่มีให้เห็น
เมื่อเห็นสีหน้าของผู้เฒ่าหัวหน้าเผ่าเหลียน ชายสะพายกระบี่ก็กล่าวอย่างเรียบเฉยว่า "เรื่องนี้ไม่ควรจะเกี่ยวข้องกับพวกเจ้า ทว่าในช่วงวันเหล่านี้ เกรงว่าจะมีคนนอกไม่น้อยสัญจรผ่านแถวชนเผ่าเหลียน ในจำนวนนั้นอาจมีบุคคลสำคัญอยู่บ้าง พวกเจ้าอย่าได้ไปล่วงเกินเข้าก็พอ"
"ขอรับ ท่านทูตกล่าวได้ถูกต้อง ผู้น้อยจะจำใส่ใจไว้" ผู้เฒ่าหัวหน้าเผ่าเหลียนพยักหน้าหงึกๆ
ชายสะพายกระบี่กล่าวต่อว่า "ข้ามาที่ชนเผ่าเหลียนครั้งนี้ถือเป็นทางผ่าน ผู้บังคับบัญชาสั่งให้พวกเรามาให้คำชี้แนะแก่พวกเจ้าบ้าง นี่ก็เพื่อการคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพที่กำลังจะมาถึง!"
ขณะที่ชายสะพายกระบี่พูด เขาก็หันไปทางคนในชนเผ่าเหลียน น้ำเสียงของเขากังวานก้อง ได้ยินไปไกลกว่าสิบลี้
ชั่วพริบตา ทั่วทั้งบริเวณที่เดิมทีครึกโครมยิ่งนักก็พลันเงียบสงัดลง
"ข้ามีนามว่าจางอวี่เสียน พวกเจ้าจงจำไว้ ข้ามาที่ชนเผ่าเหลียนในครั้งนี้ จะคัดเลือกคนหนุ่มที่มีอายุต่ำกว่ายี่สิบแปดปีจำนวนสามสิบคน เพื่อมาเป็นลูกศิษย์ชั่วคราวของข้า ข้าจะชี้แนะวิชาหมัดและวิชายุทธ์ให้!"
"ข้าจะพักอยู่ที่นี่เพียงสามถึงห้าวัน พวกเจ้าต้องตั้งใจเรียน สิ่งที่ข้าสอนไป ในยามคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพ จะต้องถูกนำมาทดสอบทั้งหมด!"
เมื่อจางอวี่เสียนกล่าวคำเหล่านี้ออกมา คนในชนเผ่าเหลียนต่างก็พากันกลั้นหายใจ
การคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพ!
นั่นคือเรื่องที่เกี่ยวพันถึงโชคชะตาในอนาคตของพวกเขาเชียวนา ทั้งชนเผ่าทุ่มสุดตัว ก็เพื่อให้เหลียนเฉิงอวี้ผ่านการคัดเลือกนักรบให้ได้!
โดยเฉพาะเหล่าสมาชิกกองกำลังเตรียมพร้อมนักรบ แต่ละคนต่างมีลมหายใจที่กระชั้นถี่ขึ้น
ยอดฝีมือจากองครักษ์มังกรทอง ถึงกับมาที่ชนเผ่าเหลียนของพวกเขา เพื่อจะชี้แนะวิชายุทธ์ให้ จะมีเรื่องดีเช่นนี้เชียวหรือ!
พวกเขาไม่ได้หวังว่าจะผ่านการคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพได้ ทว่าหากได้รับการชี้แนะจากจางอวี่เสียน ได้เรียนรู้วิชายุทธ์ขั้นสูงในองครักษ์มังกรทอง ย่อมจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเติบโตของพวกเขาในวันหน้า!
เมื่อถึงเวลานั้น หลังจากเหลียนเฉิงอวี้ผ่านการคัดเลือกใหญ่และเข้าสู่เมืองไปแล้ว พละกำลังของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นอีกสักนิด ก็ย่อมจะสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่ตนเองได้มากขึ้น!
"คนทั้งสามสิบคน ข้าจะเป็นผู้กำหนดเอง หลังจากนั้นผู้ที่จะเข้าร่วมการคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพ ก็จะถูกคัดเลือกจากในบรรดาคนทั้งสามสิบคนนี้! กล่าวคือ หากผู้ใดไม่ได้รับการคัดเลือกจากข้า ก็จะไม่มีคุณสมบัติเข้าร่วมการคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพ!"
เมื่อได้ยินคำของจางอวี่เสียน อี้อวิ๋นก็เข้าใจทันที ที่แท้จางอวี่เสียนผู้นี้ก็คือผู้คุมสอบคนแรกของการคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพนั่นเอง
การคัดเลือกใหญ่ของราชอาณาจักรเทพไท่อา ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่ปีจึงจะจัดขึ้นที่แดนเมฆาสักครั้ง แดนเมฆาขาดแคลนทรัพยากร พละกำลังเฉลี่ยของนักรบนั้นต่ำต้อย อีกทั้งยังกระจายตัวอยู่กว้างขวาง การทดสอบจึงยุ่งยากลำบากยิ่ง หากปล่อยให้คนในแดนทุรกันดารทุกคนเข้าร่วมการทดสอบได้ การจัดการคงต้องสิ้นเปลืองแรงงานและทรัพย์สินไปมหาศาล
ดังนั้น การใช้ยอดฝีมือขององครักษ์มังกรทองที่มีประสบการณ์โชกโชนอย่างจางอวี่เสียนมาทำการคัดเลือกขั้นต้น จึงช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก!
"ยามนี้ ผู้ใดที่มีใจอยากเป็นลูกศิษย์ชั่วคราวของข้า เพื่อเข้าร่วมการฝึกฝนเข้มข้นสามวัน และมีความปรารถนาจะเข้าร่วมการคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพในอนาคต ก็จงก้าวออกมาเถิด ข้าจะเป็นผู้คัดเลือกคนสามสิบคนเอง!"
สิ้นคำของจางอวี่เสียน ฝูงชนก็เริ่มปั่นป่วนทันที
โดยเฉพาะสมาชิกของกองกำลังเตรียมพร้อมนักรบ แต่ละคนต่างหน้าดำคร่ำเครียดเบียดเสียดกันออกมาข้างหน้า
บางคนที่รู้จักกาลเทศะอย่างเช่นจ้าวเถี่ยจู้ เขาเหลือบมองเหลียนเฉิงอวี้คราหนึ่ง เมื่อพบว่าเหลียนเฉิงอวี้ไม่ได้คัดค้าน เขาจึงเบียดตัวเข้าไปยืนต่อหน้าจางอวี่เสียน
ชั่วพริบตา คนจากกองกำลังเตรียมพร้อมนักรบแทบจะมากันหมด
กองกำลังเตรียมพร้อมนักรบของชนเผ่าเหลียน มีทั้งหมดเกือบหกสิบคน ผู้ที่มีอายุตรงตามเกณฑ์มีอยู่สี่สิบกว่าคน
จางอวี่เสียนเลือกเพียงสามสิบคน นั่นหมายความว่าจะต้องมีคนสิบกว่าคนที่ไม่ได้รับการคัดเลือก!
สมาชิกกองกำลังเตรียมพร้อมนักรบที่มีพละกำลังอ่อนแอหน่อย ต่างก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาในทันที กลัวว่าจะถูกจางอวี่เสียนคัดออก
"คนทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้ว ท่านจางเชิญท่านพิจารณาเถิด แน่นอนว่าผู้น้อยเองก็ปรารถนาจะเข้าร่วมการคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพ หากเป็นไปได้ ผู้น้อยยินดีจะอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของท่าน เพื่อรับฟังคำสั่งสอนจากท่าน"
เหลียนเฉิงอวี้กล่าวอย่างนอบน้อมยิ่ง
จางอวี่เสียนทอดสายตามองไปที่เหลียนเฉิงอวี้ สำรวจมองขึ้นลงอยู่รอบหนึ่ง
"หือ? ฐานพลังของเจ้าถึงระดับใดแล้ว?"
นักรบขอบเขตโลหิตปุถุชน จะว่าไปแล้วยังคงอยู่ในช่วงของการขัดเกลาร่างกาย ฝึกฝนวิชากล้ามเนื้อและโลหิต ขอบเขตโลหิตปุถุชนทั้งห้าขั้นนั้น แบ่งตามรูปลักษณ์ภายนอกของร่างกาย เป็นการยากที่เจ้าจะมองใครเพียงปราดเดียวแล้วจะมองออกว่าเส้นชีพจรของอีกฝ่ายทะลวงผ่านแล้วหรือไม่ กระดูกและเอ็นสามารถส่งเสียงดังออกมาได้หรือไม่
นอกจากฐานพลังจะถึงระดับที่พลังจิตสามารถปล่อยออกไปภายนอกได้ อาศัยการรับรู้ทางจิตวิญญาณเพื่อรับรู้ถึงทุกหย่อมหญ้าของโลหิตเนื้อในร่างกายของอีกฝ่าย หรือที่เรียกว่า "การเปิดทิพยจักษุ" จึงจะสามารถตัดสินระดับฐานพลังของนักรบขอบเขตโลหิตปุถุชนได้
เห็นได้ชัดว่า จางอวี่เสียนยังไม่บรรลุถึงระดับนี้
"เรียนท่านใต้เท้า ผู้น้อยบรรลุถึงขอบเขตโลหิตปุถุชนขั้นที่ห้า จุดสูงสุดของการชักนำลมปราณแล้ว อยู่ห่างจากขอบเขตโลหิตม่วงเพียงก้าวเดียวเท่านั้น!"
"โอ้?" จางอวี่เสียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "อยู่ในชนเผ่าเล็กๆ ในแดนทุรกันดาร ทรัพยากรขาดแคลน แต่กลับบรรลุถึงระดับนี้ได้ หากไม่ใช่พรสวรรค์โดดเด่น ก็คงมีโชควาสนาอยู่กับตัว ไม่ว่าจะเป็นอย่างใดก็ถือว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก!"
จางอวี่เสียนพยักหน้าถี่ๆ "เจ้าอยู่ต่อเถิด!"
"ขอบพระคุณท่านที่เมตตา!" เหลียนเฉิงอวี้กล่าวอย่างนอบน้อม ในใจไม่ได้ยินดีนัก เพราะเขารู้ดีว่า การที่ตนเองผ่านการคัดเลือกของจางอวี่เสียนได้นั้น เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว!
เป้าหมายของเขาคือการคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพ หากแม้แต่การคัดเลือกขั้นต้นยังไม่ผ่าน เช่นนั้นจะยังพูดถึงปณิธานอันสูงส่งได้อย่างไร
…………