- หน้าแรก
- วิถีแห่งรัก
- บทที่ 27: การต่อต้าน
บทที่ 27: การต่อต้าน
บทที่ 27: การต่อต้าน
ข่าวที่ฉินเลี่ยต้องกินแห้วจากการไปเกลี้ยกล่อมมู่ชิงหานไม่ได้ถูกปิดบังเป็นความลับ และแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในวงแคบๆ ของเหล่าศิษย์สายตรงในสำนัก
การที่ศิษย์รับใช้ปุถุชนคนหนึ่งสามารถทำให้ "หงส์หิมะ" ผู้เย็นชาและสันโดษอย่างมู่ชิงหานออกโรงปกป้องได้ถึงเพียงนี้ กลายเป็นหัวข้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
การคาดเดาและข่าวลือเริ่มแพร่สะพัดไปทั่ว บ้างเชื่อว่ามู่ชิงหานเพียงแค่ใจอ่อนชั่ววูบที่ต้องการปกป้องคนรู้จักเก่า บ้างก็ใส่ร้ายป้ายสีว่าปุถุชนผู้นั้นอาจใช้เล่ห์เหลี่ยมสกปรกบางอย่าง ยิ่งไปกว่านั้น เริ่มมีคนขุดคุ้ยเรื่อง "เรื่องบังเอิญ" ที่หลินซั่วทิ้งไว้ในสำนัก แม้จะไม่มีใครยืนยันได้ว่าเกี่ยวข้องกับเขา แต่เมื่อนำมาเรียงต่อกัน มันก็นกพอที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา
ข่าวลือเหล่านี้ย่อมเข้าถึงหูของผู้บำเพ็ญระดับสูงบางท่านในที่สุด
วันนั้น มู่ชิงหานถูกเรียกตัวไปยังโถงข้างของหอประชุมสำนัก ภายในโถงมีผู้อาวุโสนั่งอยู่สองท่าน ท่านหนึ่งคืออาจารย์ของเธอ จื่อเหริน หลิงซ่วง ผู้ยังคงความเย็นชาและไร้อารมณ์ อีกท่านหนึ่งคือผู้อาวุโสหอคุมกฎ ผู้ดูแลระเบียบวินัยของสำนัก ซึ่งมีใบหน้าเคร่งขรึมและเปี่ยมไปด้วยตบะบารมีที่น่าเกรงขาม
"ศิษย์มู่ชิงหาน คารวะอาจารย์และผู้อาวุโสหอคุมกฎค่ะ" มู่ชิงหานคำนับตามธรรมเนียม
สายตาของผู้อาวุโสหอคุมกฎดุจสายฟ้าฟาดกวาดมองมู่ชิงหานและเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ "ศิษย์หลานมู่ เจ้าได้ยินข่าวลือในสำนักช่วงนี้เกี่ยวกับศิษย์รับใช้ปุถุชนในถ้ำพำนักของเจ้าบ้างหรือไม่?"
"ศิษย์พอจะได้ยินมาบ้างค่ะ" สีหน้าของมู่ชิงหานยังคงไม่เปลี่ยน
"อืม" ผู้อาวุโสหอคุมกฎพยักหน้าเล็กน้อย "เจ้าเป็นศิษย์สายตรงของสำนักเรา และเป็นตัวแทนหน้าตาของสำนัก การเก็บปุถุชนที่ไม่ทราบที่มาที่ไปแน่ชัด ทั้งยังพัวพันกับ 'เรื่องบังเอิญ' มากมายไว้ข้างกายเป็นเวลานานนั้น เห็นทีจะไม่เหมาะสม ทางสำนักมีความตั้งใจว่า เราจะมอบเงินทองให้หลินซั่วผู้นั้นจำนวนหนึ่งแล้วส่งเขากลับไปยังโลกปุถุชน เพื่อเป็นการตอบแทนมิตรภาพเก่าแก่ของเจ้าและเพื่อหลีกเลี่ยงคำครหา เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?"
นี่คือแรงกดดันอย่างเป็นทางการจากระดับสูงของสำนัก ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าการเกลี้ยกล่อมส่วนตัวของฉินเลี่ยมาก แม้คำพูดจะสุภาพ แต่ความหมายนั้นชัดเจนให้หลินซั่วไปเสีย
จื่อเหริน หลิงซ่วง นั่งอยู่ด้านข้างโดยไม่เอ่ยคำใด เพียงแต่เฝ้ามองศิษย์ของตนอย่างเงียบเชียบ
มู่ชิงหานเงยหน้าขึ้น สบสายตากับผู้อาวุโสหอคุมกฎอย่างสงบ "เรียนผู้อาวุโส หลินซั่วไม่ใช่คนไร้ที่มาที่ไปค่ะ เขาเป็นคนจากชิงโจว บิดามารดาเสียชีวิตแต่เยาว์วัย และเคยรับใช้เป็นศิษย์รับใช้ในสวนสมุนไพรของสำนัก บันทึกสามารถตรวจสอบได้ ส่วนเรื่อง 'เรื่องบังเอิญ' เหล่านั้น ก็ไม่มีหลักฐานมัดตัวว่าเกี่ยวข้องกับเขา การใช้เหตุผลนี้ขับไล่เขาไปเห็นทีจะไม่เป็นธรรมนัก"
เธอหยุดเว้นจังหวะ น้ำเสียงยังคงมั่นคงแต่แฝงความเด็ดเดี่ยวที่ไม่อาจโต้แย้ง "ยิ่งไปกว่านั้น หลินซั่วเคยมีเมตตาต่อศิษย์และไม่เป็นอันตรายต่อสำนัก การเก็บเขาไว้ในถ้ำพำนักเป็นเรื่องส่วนตัวและเป็นสิทธิ์ของศิษย์ในฐานะศิษย์สายตรง หากเพียงเพราะคำครหาที่ไร้มูลความจริง แล้วต้องขับไล่ผู้ที่มีบุญคุณต่อศิษย์ไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ศิษย์เสียความรู้สึก แต่ยังอาจทำให้ศิษย์คนอื่นๆ รู้สึกว่าสำนักไร้น้ำใจ ศิษย์มิอาจปฏิบัติตามได้ค่ะ"
คำพูดของเธอมีเหตุมีผลและหนักแน่น ไม่ถ่อมตัวและไม่ก้าวร้าว อ้างถึงหลักการของสำนักโดยตรง ทำให้ผู้อาวุโสหอคุมกฎถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาไม่คาดคิดว่าท่าทีของมู่ชิงหานจะแข็งกร้าวถึงเพียงนี้
จื่อเหริน หลิงซ่วง จึงค่อยๆ เอ่ยขึ้น น้ำเสียงกังวานใส "ในเมื่อชิงหานอธิบายเหตุผลแล้ว และปุถุชนผู้นั้นก็ไม่ได้ทำความผิดประการใด สำนักเราก็ไม่ใช่ที่ที่จะใจแคบจนทนอยู่กับผู้อื่นไม่ได้ ปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการของนางเถิด"
เมื่ออาจารย์เอ่ยปาก เรื่องจึงเป็นอันจบลง ผู้อาวุโสหอคุมกฎปรายตามองจื่อเหริน หลิงซ่วง และสุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
การแทรกแซงโดยตรงจากระดับสูงของสำนักถูกมู่ชิงหานตีกลับไป แต่ข่าวลือและการนินทาลับหลังกลับไม่หยุดลง ตรงกันข้ามมันกลับยิ่งรุนแรงขึ้น เห็นได้ชัดว่ามีใครบางคนกำลังกระพือไฟอยู่เบื้องหลัง
คืนหนึ่งในอีกไม่กี่วันต่อมา เงาดำสายหนึ่งลอบเข้ามาใกล้ถ้ำพำนักของมู่ชิงหานอย่างเงียบเชียบ ผู้บุกรุกมีระดับการบำเพ็ญอยู่ที่ขอบเขตสร้างฐานขั้นต้น ท่วงท่าแผ่วเบา เห็นชัดว่าเชี่ยวชาญด้านการอำพรางและการลอบสังหาร เป้าหมายของเขานั้นชัดเจนศิษย์รับใช้ปุถุชนที่เป็นตัวต้นเหตุ "ปัญหา" ให้แก่มู่ชิงหาน!
ขณะที่เขากำลังจะลอบเข้าสู่เขตถ้ำพำนัก และกริชอาบยาพิษในมือถูกเงื้อขึ้น
โครงสร้างภายในของก้อนหินที่ดูมั่นคงใต้เท้าของเขากลับเกิดการแยกสสารขึ้นในทันที กลายเป็นร่วนซุยอย่างยิ่ง!
"แกร๊ก!"
ชายผู้นั้นเหยียบลงบนความว่างเปล่า เสียการทรงตัวและถลาไปข้างหน้า!
และเบื้องหน้าพอดิบพอดี คือกิ่งไม้หักแหลมคมที่หลินซั่ว "เผลอ" ทิ้งไว้ขณะตัดแต่งพุ่มไม้ในตอนกลางวัน!
"ฉึก!"
กริชอาบยาพิษกระเด็นหลุดจากมือ ชายผู้นั้นส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดที่ถูกสะกดไว้ ต้นขาของเขาถูกกิ่งไม้แทงทะลุอย่างแรงจนเลือดไหลโชก! ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงและอาการชาจากพิษทำให้เขาสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวในทันที เขาล้มลงบนพื้นในสภาพอเนจอนาถ กระตุ้นค่ายกลเตือนภัยขั้นพื้นฐานรอบนอกของถ้ำพำนักให้ทำงาน
ร่างของมู่ชิงหานปรากฏขึ้นที่หน้าถ้ำในพริบตา เธอมองดูชายชุดดำที่นอนครางด้วยความเจ็บปวดบนพื้น แล้วหันไปมองหลินซั่วที่ถือโคมไฟวิ่งออกมาตามเสียงด้วยท่าทาง "ตกตะลึง" ดวงตาของเธอเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็ง
เธอดึงหน้ากากของชายชุดดำออก พบว่าเป็นศิษย์ฝ่ายนอกที่มีใบหน้าไม่คุ้นตา
"ใครสั่งเจ้ามา?" เสียงของมู่ชิงหานไม่มีร่องรอยของความอบอุ่น
ศิษย์ผู้นั้นกัดฟันเงียบ ไม่ยอมปริปาก
มู่ชิงหานไม่ถามซ้ำซ้อน เธอผนึกพลังบำเพ็ญของเขาโดยตรงและส่งตัวให้แก่ศิษย์หอคุมกฎที่ตามมาสมทบในเวลาต่อมา เธอรู้ดีว่าถามไปก็ไม่ได้คำตอบ แต่ความนัยเบื้องหลังเรื่องนี้ชัดเจนพอแล้ว
มีใครบางคนไม่ต้องการหยุดอยู่แค่เพียงข่าวลือและการนินทา
เธอนิ่งเงียบแล้วหันไปมองหลินซั่ว หลินซั่วถือโคมไฟอยู่ แสงสีเหลืองนวลส่องกระทบใบหน้า ทำให้เขาดูสงบนิ่งอย่างยิ่ง
"ดูเหมือนบางคนจะเริ่มนั่งไม่ติดแล้วนะคะ" มู่ชิงหานเอ่ยอย่างเย็นชา
หลินซั่วพยักหน้าและพูดเบาๆ "ไม่เป็นไรครับ ผมอยู่นี่แล้ว"
น้ำเสียงของเขาเบามาก ทว่ามันกลับมีพลังประหลาด ราวกับว่าตราบใดที่เขายังอยู่ เหล่าภูตผีปีศาจในความมืดพวกนี้ก็เป็นได้เพียงตัวตลก
การลอบโจมตีครั้งนี้ไม่ได้ทำให้มู่ชิงหานถอยหลัง กลับกันมันทำให้เธอตระหนักได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าการมีอยู่ของหลินซั่วได้ไปกระทบผลประโยชน์หรือเส้นประสาทของใครบางคนเข้า เธอรั้งหลินซั่วไว้ข้างกาย ไม่ใช่เพียงเพราะความรู้สึก แต่เป็นการประกาศกร้าวและเผชิญหน้า
พายุกำลังมา และเธอเตรียมพร้อมแล้วที่จะเผชิญมันไปพร้อมกับปุถุชนที่ดูเหมือนธรรมดาข้างกายผู้นี้
ได้เลย... งั้นก็มายกระดับพายุนี้ให้มันกลายเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่กว่าเดิมเถอะ
เหตุการณ์ลอบสังหารเปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงในทะเลสาบ สร้างความสั่นสะเทือนในหมู่ระดับสูงของสำนักหยุนเหมี่ยวไม่น้อย แม้ศิษย์ฝ่ายนอกผู้นั้นจะยืนกรานว่าทำไปเองโดยไม่มีใครสั่ง แต่คนที่มีตาแหลมคมย่อมรู้ดีว่าต้องมีใครอยู่เบื้องหลังแน่นอน
ขณะที่เรื่องนี้ดูเหมือนจะค่อยๆ สงบลง ผู้อาวุโสอาวุโสจากยอดเขาตานเสียนามว่าเสวียนฮั่วได้เดินทางมายังยอดเขาหลิงซ่วงเพื่อเข้าพบจื่อเหริน หลิงซ่วง ด้วยตนเอง
ผู้อาวุโสเสวียนฮั่วมีตบะแก่กล้าและฐานะสูงส่ง ทั้งตระกูลของเขายังมีอิทธิพลหยั่งรากลึกภายในสำนัก เขาเข้าเรื่องอย่างตรงไปตรงมาและเสนอแผนการที่ "ดีต่อทั้งสองฝ่าย"
"ศิษย์น้องหลิงซ่วง ศิษย์หลานชิงหานเป็นอัจฉริยะที่สวรรค์ประทานมาและเป็นความหวังในอนาคตของสำนักหยุนเหมี่ยวเรา แต่ปุถุชนข้างกายนางนั้นเป็นอันตรายที่แฝงอยู่ ไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งคำครหา แต่ยังนำมาซึ่งภัยพิบัติด้วย" ผู้อาวุโสเสวียนฮั่วลูบเคราเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แสดงความห่วงใยเยี่ยงผู้อาวุโส "ข้ามีหลานชายคนหนึ่งนามว่าเสวียนอี้ ซึ่งเป็นศิษย์สายตรงเช่นกัน อายุอานามก็ไล่เลี่ยกับชิงหาน บำเพ็ญถึงขอบเขตสร้างฐานขั้นปลาย นิสัยใจคอซื่อตรง พรสวรรค์ก็ไม่เลว ทำไมไม่ให้ทางสำนักเป็นผู้ตัดสินใจอำนวยความสะดวกให้ทั้งคู่ได้เป็นคู่บำเพ็ญกันเล่า? นี่จะช่วยยุติข่าวลือภายนอกและทำให้ศิษย์หลานชิงหานได้คู่ครองที่ดี ซึ่งจะเป็นแรงส่งเสริมในวิถีแห่งตนด้วย ส่วนปุถุชนผู้นั้น สำนักสามารถมอบรางวัลให้อย่างงามเพื่อรับประกันว่าเขาจะมีชีวิตที่มั่งคั่งและไร้กังวลไปตลอดอายุขัย ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีหรอกหรือ?"
นี่ไม่ใช่แรงกดดันธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นการเสนอการแต่งงานแบบคลุมถุงชนโดยตรง โดยอ้างผลประโยชน์ของสำนักและอนาคตในวิถีของมู่ชิงหานเป็นข้ออ้างอันชอบธรรม เมื่อผู้อาวุโสเสวียนฮั่วออกหน้าด้วยตนเอง น้ำหนักของมันจึงมากกว่าผู้อาวุโสหอคุมกฎก่อนหน้านี้หลายเท่านัก
หลังจากฟังจบ จื่อเหริน หลิงซ่วง ยังคงมีสีหน้าเย็นชาและไม่ได้แสดงท่าทีใดในทันที เพียงแต่เอ่ยว่า "เรื่องนี้เกี่ยวกับชีวิตทั้งชีวิตของชิงหาน เรายังคงต้องถามความสมัครใจของนางเอง"
ไม่นาน มู่ชิงหานก็ถูกเรียกตัวไปยังโถงหลิงซ่วง ภายในโถงมีจื่อเหริน หลิงซ่วง และผู้อาวุโสเสวียนฮั่วนั่งอยู่ บรรยากาศนั้นหนักอึ้ง
ผู้อาวุโสเสวียนฮั่วกล่าวถึงข้อเสนอของเขาอีกครั้ง น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความหมายที่ไม่อาจโต้แย้ง "ศิษย์หลานชิงหาน ข้อเสนอของข้านั้นทำเพื่อเจ้าและสำนักทั้งสิ้น เด็กคนนั้นเสวียนอี้ก็ชื่นชมเจ้ามานานแล้ว เจ้าทั้งสองได้เป็นคู่บำเพ็ญกันย่อมเป็นกิ่งทองใบหยกที่สวรรค์สร้าง อย่าได้เพราะความใจร้อนชั่ววูบ ไปลุ่มหลงปุถุชนทางโลกจนทำลายอนาคตของตัวเองเลย"
แรงกดดันทั้งหมดถาโถมเข้าหามู่ชิงหานดุจกระแสน้ำ ผู้อาวุโสระดับสูงมาเป็นเถ้าแก่ด้วยตนเอง การอ้างผลประโยชน์สำนัก และการอ้างว่า "ทำเพื่อตัวเจ้าเอง"สิ่งนี้รับมือยากกว่าแผนการร้ายหรือการลอบสังหารใดๆ
มู่ชิงหานยืนอยู่กลางโถง ท่วงท่าสง่างามดุจต้นสน เธอคำนับผู้อาวุโสเสวียนฮั่วก่อน น้ำเสียงนอบน้อมแต่ห่างเหิน "ขอบพระคุณในความเมตตาของท่านลุงอาเสวียนฮั่วค่ะ อย่างไรก็ตาม เรื่องของคู่บำเพ็ญนั้นเกี่ยวข้องกับดวงใจแห่งวิถี และชิงหานได้ตัดสินใจแล้ว"
เธอเงยหน้าขึ้น สายตาแจ่มชัดและมั่นคง จ้องตรงไปยังผู้อาวุโสเสวียนฮั่ว "คู่บำเพ็ญของชิงหานจะเป็นเพียงคนที่ใจของชิงหานเอนเอียงไปหาเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงระดับพลังหรือพื้นฐานตระกูล ศิษย์พี่เสวียนอี้นั้นยอดเยี่ยมจริง แต่เขาไม่ใช่ทางเลือกของชิงหาน ส่วนหลินซั่ว..."
เธอหยุดเว้นจังหวะ เสียงของเธอกังวานไปทั่วโถงอย่างชัดเจน "เขามีบุญคุณต่อฉันและมีความผูกพันกับใจของฉัน การมีเขาอยู่ข้างกายไม่เพียงแต่จะไม่ขัดขวางวิถีแห่งตน แตเขาคือศิลาฤกษ์ที่ทำให้ดวงใจแห่งวิถีของฉันมั่นคง หากสำนักเห็นว่าเขาขวางตา ชิงหานสามารถพาเขาออกจากยอดเขาหลิงซ่วงและหาสถานที่เงียบสงบแห่งอื่นเพื่อบำเพ็ญเพียรได้ แต่เป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่จะทอดทิ้งเขา และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะตกลงรับสัญญาหมั้นหมายใดๆ เพราะเรื่องนี้!"
สิ้นคำพูดนี้ ทั้งโถงก็ตกอยู่ในความเงียบงัน!
พาเขาไปงั้นหรือ? นี่เกือบจะเท่ากับการประกาศว่ายินดีจะสละการคุ้มครองจากสำนักเพื่อปุถุชนคนเดียว!
ประกายความหวั่นไหวที่แทบสังเกตไม่ได้วูบผ่านดวงตาของจื่อเหริน หลิงซ่วง ใบหน้าของผู้อาวุโสเสวียนฮั่วมืดมนลงทันที เขาไม่คาดคิดว่ามู่ชิงหานจะเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้ ไม่ไว้หน้าเขาที่เป็นผู้อาวุโสเลยแม้แต่น้อย
"มู่ชิงหาน!" เสียงของผู้อาวุโสเสวียนฮั่วแฝงด้วยโทสะ "เจ้ารู้ไหมว่าเจ้ากำลังพูดอะไรอยู่? เพื่อปุถุชนคนเดียว เจ้าถึงกับละเลยการชุบเลี้ยงของสำนักเชียวหรือ? เจ้าอยากจะทำลายอนาคตตัวเองงั้นรึ?!"
"ท่านลุงอาเสวียนฮั่ว ท่านกล่าวหนักเกินไปแล้วค่ะ" มู่ชิงหานไม่มีความเกรงกลัว "เส้นทางวิถีของชิงหานตัดสินด้วยตัวฉันเอง ไม่ใช่โดยผู้อื่น ชิงหานจะระลึกถึงพระคุณของสำนักที่ชุบเลี้ยงมาและจะตอบแทนในภายภาคหน้าแน่นอน แต่หากท่านใช้สิ่งนี้มาบังคับให้ชิงหานต้องทำผิดต่อหัวใจตัวเอง ชิงหานขอยอมไม่มี 'อนาคต' นี้เสียยังจะดีกว่า!"
ข่าวที่มู่ชิงหานปฏิเสธการแต่งงานกลางโถง และถึงขั้นยินดีจากสำนักไปเพื่อต่อต้าน แพร่กระจายดุจพายุหมุนไปทั่วทั้งสำนักหยุนเหมี่ยว สร้างความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่!
ฝ่ายที่สนับสนุนต่างชื่นชมนางที่มีดวงใจแห่งวิถีอันมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งภายนอก ฝ่ายที่คัดค้านต่างก่นด่านางว่าหัวรั้นและโง่เขลา ลุ่มหลงในอารมณ์ทางโลกจนลืมผลประโยชน์สำนัก ยิ่งมีคนอีกมากที่คอยเฝ้าดูว่าพายุลูกนี้ ที่มีชนวนเหตุมาจากศิษย์สายตรงอัจฉริยะและปุถุชนคนหนึ่ง จะจบลงอย่างไรในท้ายที่สุด
คนในสายของผู้อาวุโสเสวียนฮั่วต่างเกลียดชังมู่ชิงหานและหลินซั่วเข้ากระดูกดำ เชื่อว่าทั้งคู่ทำให้ผู้อาวุโสเสวียนฮั่วต้องอับอายขายหน้า การกดขี่และกีดกันทั้งทางตรงและทางอ้อมเริ่มถี่ขึ้นและโจ่งแจ้งยิ่งขึ้น
ภายในถ้ำพำนัก หลินซั่วมองดูสถานการณ์ที่ปั่นป่วนภายนอกและแรงกดดันมหาศาลที่มู่ชิงหานต้องแบกรับแทนเขา ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและโทสะที่พุ่งพล่าน คนพวกนั้นถึงกับกล้าบีบบังคับให้นางยอมสยบด้วยวิธีนี้ และยังคิดจะพรากนางไปจากข้างกายเขา!
เขากุมมือมู่ชิงหาน น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงความเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "ชิงหาน พวกเขาไม่ควรบีบบังคับคุณเช่นนี้เลย"
มู่ชิงหานกุมมือเขาตอบ สัมผัสถึงพลังที่มั่นคงจากฝ่ามือของเขาและส่ายหน้า "มันไม่เกี่ยวกับคุณหรอกค่ะ นี่คือการตัดสินใจของฉันเอง เพียงแต่ว่า ดูเหมือนเราอาจจะอยู่สงบๆ ในสำนักหยุนเหมี่ยวนี้ไม่ได้เสียแล้ว"
นัยน์ตาของหลินซั่วมีประกายเย็นวูบ และเขาเอ่ยเบาๆ "ไม่เป็นไรครับ ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน ผมจะอยู่เคียงข้างคุณ และ... คนบางคน ในเมื่อพวกเขากล้าเหยียดกรงเล็บออกมา ก็ต้องชดใช้อย่างสาสม"
เขาจะไม่ยอมเป็นเหมือนเมื่อก่อนที่ทำเพียงสร้าง "เรื่องบังเอิญ" เพื่อตั้งรับอย่างเดียวอีกต่อไป เมื่อมีคนพยายามทำร้ายคนที่เขารัก "เสียงสะท้อน" ที่ดูเหมือนจะสงบเงียบของเขา ก็พร้อมที่จะเผยเขี้ยวเล็บที่แหลมคมออกมาเช่นกัน
พายุที่เกิดจากการบังคับแต่งงานได้ผลักดันทั้งคู่ขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะต้องจากไปอย่างเศร้าสร้อย หรือจะโต้คลื่นฝ่าลมพายุไปได้ มันไม่เพียงแต่ทดสอบความมุ่งมั่นของมู่ชิงหาน แต่ยังรวมถึงความสามารถที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ของหลินซั่วที่พร้อมจะสั่นสะเทือนทั้งแผ่นฟ้าและผืนดิน