- หน้าแรก
- วิถีแห่งรัก
- บทที่ 4: การประลองครั้งใหญ่
บทที่ 4: การประลองครั้งใหญ่
บทที่ 4: การประลองครั้งใหญ่
‘งานประลองศิษย์ฝ่ายนอกประจำปี’ ของสำนักหยุนเหมี่ยว คือโอกาสที่สำคัญที่สุดในการเลื่อนขั้นของเหล่าศิษย์ ผู้ที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมไม่เพียงแต่จะได้รับรางวัลเป็นโอสถทิพย์และหินปราณจำนวนมหาศาล แต่ยังมีโอกาสเข้าตาเหล่าอาวุโสฝ่ายในและถูกรับเลือกเป็นกรณีพิเศษอีกด้วย
บนลานกว้าง ลานประลองทั้งสิบแห่งถูกจัดตั้งขึ้นพร้อมอักขระเวทที่กะพริบวูบวาบเพื่อสร้างม่านพลังป้องกันที่แข็งแกร่ง เสียงเซ็งแซ่ของผู้คนนับพันที่มารวมตัวกันทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความร้อนแรงและตึงเครียด
มู่ชิงหานในชุดนักพรตสีขาวดุจแสงจันทร์ของศิษย์สายตรง ยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางฝูงชนด้วยท่าทางเย็นชาและสง่างาม แม้ฐานะของเธอจะสูงส่งกว่าศิษย์ทั่วไปแล้ว แต่ตามกฎของสำนัก เธอต้องเข้าร่วมการประลองครั้งแรกเพื่อทดสอบผลการฝึกตนและเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ศิษย์ฝ่ายนอกคนอื่นๆ การปรากฏตัวของเธอดึงดูดสายตานับไม่ถ้วน~ ทั้งชื่นชม ยำเกรง และความอิจฉาริษยาที่ซ่อนเร้น
หลินซั่วยังคงใช้สกิล 【Concealment】 แฝงตัวอยู่ในมุมที่อับสายตาที่สุดของฝูงชน เขาคาบยอดหญ้าไว้ในปากพลางทำตัวตามสบาย ทว่าในความจริงแล้ว 【เนตรทิพย์】 ของเขากำลังทำงานอย่างเต็มที่ กวาดมองไปทั่วลานประลอง โดยเฉพาะ ‘เส้นด้ายกรรม’ ที่รายล้อมรอบตัวมู่ชิงหาน
เขาสังเกตเห็นเส้นด้ายสีดำเข้มที่เปี่ยมด้วยความประสงค์ร้ายหลายเส้น เชื่อมต่อไปยังศิษย์ฝ่ายนอกที่มีกลิ่นอายพลังไม่ธรรมดา
“จ้าวหู่ กลั่นปราณขั้นที่ห้า เชี่ยวชาญอาคมป้องกันธาตุดิน ตระกูลพอมีอิทธิพลในสำนัก...”
“หลิวเฟิง จุดสูงสุดของกลั่นปราณขั้นที่สี่ รากปราณธาตุลม ท่าร่างว่องไว พลิกแพลงได้ตลอดเวลา สนิทกับจ้าวหู่...”
“แล้วก็นั่น... หืม? กลั่นปราณขั้นที่หก? มีคนแบบนี้อยู่ในกลุ่มศิษย์ฝ่ายนอกด้วยเหรอ?” สายตาของหลินซั่วจับจ้องไปยัง ‘ชายหนุ่มชุดดำ’ ที่ยืนแยกตัวอยู่ในเงามืด กลิ่นอายของคนผู้นั้นถูกข่มไว้อย่างแนบเนียน แววตาคมกริบดุจเหยี่ยว และเส้นกรรมรอบตัวแฝงไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดและไอสังหาร “ไอสังหารเลือด... เป็นพวกที่ออกไปฝึกหัดข้างนอกและผ่านความเป็นความตายมาโชกโชนสินะ สายตาที่มองมู่ชิงหานนั่น... คือความกระหายในการต่อสู้ หรือรับคำสั่งใครมากันแน่?”
หลินซั่วหรี่ตาลง การประลองครั้งนี้คงไม่สงบสุขอย่างที่คิด พวกอย่างจ้าวหู่น่ะไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ชายหนุ่มชุดดำคนนี้แหละคือคู่ปรับที่แท้จริงของมู่ชิงหาน
บนปะรำพิธี เสียงระฆังดังเหง่งหง่างกังวาน
มหาบริกร ฝ่ายในทำหน้าที่เป็นประธานกล่าวเปิดงาน เสียงของเขาดังก้องไปทั่วลาน “การประลองเริ่มต้นได้! การจับคู่จะตัดสินด้วยการจับสลาก บนลานประลองให้เน้นการชี้แนะ ห้ามเจตนาทำร้ายเพื่อนร่วมสำนักจนถึงแก่ชีวิตหรือพิการ ผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษสถานหนัก!”
โชคของมู่ชิงหานดูจะค่อนข้างดี คู่ต่อสู้ในรอบแรกๆ ของเธออยู่เพียงระดับกลั่นปราณขั้นที่สาม ด้วยพลังปราณเหมันต์ที่บริสุทธิ์และวิชาดาบที่ช่ำชองขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เธอคว้าชัยชนะมาได้อย่างง่ายดาย
“ดาบเหมันต์!”
ทุกครั้งที่ประกายดาบพาดผ่าน เกล็ดน้ำแข็งจะควบแน่นบนพื้นลานประลอง การเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้เริ่มเฉื่อยชาลง และถูกเธอต้อนจนตกเวทีไปอย่างหมดจด
“อาคมกำแพงน้ำแข็ง!”
กำแพงน้ำแข็งหนาทึบผุดขึ้นกลางอากาศ บล็อกอาคมธาตุไฟอันเกรี้ยวกราดของคู่ต่อสู้ไว้ได้ทันควัน ก่อนที่กำแพงจะแตกกระจายกลายเป็นลิ่มน้ำแข็งนับพันพุ่งเข้าโจมตีกลับ จนฝ่ายตรงข้ามต้องเอ่ยปากยอมแพ้
เธอชนะได้อย่างเฉียบขาดและมีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นถึงรากฐานอันลึกซึ้งของรากปราณระดับนภาและการควบคุมอาคมที่ยอดเยี่ยม เสียงเชียร์ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ แม้แต่เหล่าอาวุโสบนแท่นพิธียังพยักหน้าชื่นชมครั้งแล้วครั้งเล่า
ทว่าเมื่อการประลองดำเนินไปสู่รอบลึก คู่ต่อสู้ก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้น
ในรอบที่สี่ เธอต้องเผชิญหน้ากับหลิวเฟิง
ท่าร่างของหลิวเฟิงรวดเร็วราวกับภูตพราย ทิ้งเงาติดตาไว้ทั่วลานประลอง คมมีดสายลมโจมตีเข้าใส่เธอจากทุกทิศทาง ทั้งพิสดารและดุดัน
“ศิษย์น้องมู่ ระวังตัวด้วยนะ!” หลิวเฟิงหัวเราะอย่างร่าเริง ร่างกายขยับวูบวาบจนจับทิศทางไม่ได้
มู่ชิงหานรวบรวมสมาธิ ปรับลมหายใจให้คงที่ เธอแผ่ปราณเหมันต์ออกรอบตัวเพื่อสร้าง ‘อาณาเขตหมอกจาง’ ทันทีที่คมมีดสายลมพุ่งเข้าสู่ระยะหมอก ความเร็วของมันก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“เจอตัวแล้ว!” แววตาของมู่ชิงหานคมปลาบ เธอใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ ยอมให้คมมีดลมบาดเข้าที่หัวไหล่จนเสื้อขาดและเลือดซึมออกมา~ แต่นั่นก็ทำให้เธอจับทิศทางการเคลื่อนที่ของร่างจริงของหลิวเฟิงได้
“ดัชนีเยือกแข็ง!”
เธอห่อปลายนิ้วเป็นดรรชนีดาบ พลังเย็นจัดพุ่งวาบออกไปทันที แต่มันไม่ได้เล็งไปที่ตัวหลิวเฟิงโดยตรง แต่มันคือการ ‘ดักหน้า’ ในจุดที่เขาจะเหยียบลงไปพอดี!
จังหวะที่หลิวเฟิงปรากฏกายขึ้น พื้นลานประลองใต้เท้าของเขาก็กลายเป็นน้ำแข็งแข็งตัวทันที ความหนาวเหน็บเสียดแทงลามขึ้นมาจากข้อเท้าจนร่างกายของเขาชะงักงัน!
“แย่แล้ว!”
ในชั่วพริบตาที่เขาเสียจังหวะ ดาบยาวของมู่ชิงหานที่เปี่ยมไปด้วยไอเย็นก็จ่อเข้าที่คอหอยของเขาเรียบร้อยแล้ว
“ข้ายอมแพ้” มู่ชิงหานชักดาบกลับ ลมหายใจของเธอเริ่มกระชั้นเล็กน้อย แต่แววตายังคงสงบนิ่ง
ใบหน้าของหลิวเฟิงซีดเผือดก่อนจะเดินลงจากเวทีไปท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง การต่อสู้ครั้งนี้มู่ชิงหานแสดงให้เห็นถึงไหวพริบในการต่อสู้และความเด็ดเดี่ยวที่ยอมแลกบาดแผลเพื่อชัยชนะ
หลินซั่วที่มุมกำแพงพยักหน้าเบาๆ “ปฏิกิริยาไม่เลวเลย” เมื่อครู่นี้ คมมีดลมของหลิวเฟิงหลายเส้นมีวิถีที่ร้ายกาจมาก เขาเตรียมจะใช้สกิล 【Sตัวตายตัวแทน】 เพื่อย้ายบาดแผลมาไว้ที่ตัวเองแล้วเชียว แต่มู่ชิงหานกลับจัดการมันได้ด้วยตัวเอง
ต่อมา มู่ชิงหานต้องพบกับจ้าวหู่
จ้าวหู่เป็นชายร่างกำยำ วิชา ‘คัมภีร์พสุธาหนา’ ที่เขาฝึกฝนให้พลังป้องกันที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ทันทีที่ขึ้นเวที เขาก็ควบแน่นโล่สีเหลืองดินขนาดมหึมาขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ศิษย์น้องมู่ หมัดเท้าไม่มีตา หากข้าเผลอทำเจ้าเจ็บก็อย่าโกรธเคืองกันล่ะ!”
เขามั่นใจในระดับพลังที่สูงกว่าหนึ่งขั้นและปราณที่ล้นปรี่ จ้าวหู่ใช้กลยุทธ์ตั้งรับอย่างเหนียวแน่น คอยส่งเสาดินและหินร่วงหล่นเข้าก่อกวนจากระยะไกลเพื่อบั่นทอนปราณของมู่ชิงหาน อาคมเหมันต์ของมู่ชิงหานแทบจะทำอะไรโล่พสุธานั่นไม่ได้เลย สถานการณ์ตกอยู่ในภาวะคุมเชิงกันอยู่นาน
แววตาของจ้าวหู่ฉายแววผู้ชนะ เขาตั้งใจจะรอจนมู่ชิงหานหมดแรงแล้วค่อยเผด็จศึกในรวดเดียว
ใต้เวทีนั้น แววตาของหลินซั่วเริ่มเย็นลง เขาเห็นว่าโล่พสุธาของจ้าวหู่ไม่ใช่ว่าจะไร้จุดอ่อน มันมีจุดติดขัดเล็กๆ ของกระแสปราณที่กึ่งกลางโล่ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นจังหวะ แต่จุดอ่อนนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา ด้วยระดับสายตาและความเร็วในการโจมตีของมู่ชิงหานในตอนนี้ ยากนักที่จะจับจังหวะได้ทัน
“เดี๋ยวพี่ชายช่วยสงเคราะห์ให้แล้วกัน~”
หลินซั่วดีดปลายนิ้วเบาๆ
【พลิกผันสถานะ】 (ขั้นย่อย)
จ้าวหู่ที่กำลังรวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่การรักษาสภาพโล่ พลันรู้สึกว่าปราณในร่างเกิดความปั่นป่วนวูบหนึ่ง ราวกับกระแสเลือดไหลย้อนกลับ! แม้จะกลับเป็นปกติในทันที แต่นั่นก็ทำให้ ‘จุดเชื่อมต่อปราณ’ ที่ใจกลางโล่พสุธาสั่นไหวไม่มั่นคง!
ตอนนี้แหละ!
มู่ชิงหานที่จดจ่ออยู่กับการหาโอกาสอยู่แล้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ คู่ต่อสู้ถึงเผยจุดอ่อนที่ชัดเจนขนาดนี้ออกมา แต่สัญชาตญาณการต่อสู้สั่งให้เธอลงมือโดยไม่ลังเล!
เธอมั่นหมายพลังปราณที่เหลือเกือบทั้งหมดไว้ในการโจมตีครั้งเดียว ทุ่มเทมันลงไปที่ตัวดาบ!
“ทลายเหมันต์ลี้ลับ!”
คมดาบระเบิดไอเย็นสีขาวโพลนออกมา ปราณดาบสีฟ้าที่ควบแน่นจนถึงขีดสุดดุจลิ่มเจาะน้ำแข็ง พุ่งเข้ากระแทกจุดเชื่อมต่อปราณที่กั่นสั่นไหวนั้นด้วยความเร็วและแม่นยำดุจจับวาง!
เพล้ง บึ้ม!
โล่พสุธาแตกละเอียดทันที! จ้าวหู่ถูกแรงสะท้อนกลับจนกระอักเลือดถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ปลายดาบของมู่ชิงหานชี้ตรงไปเบื้องหน้า ไอเย็นล็อคตัวเขาไว้สนิท “ศิษย์พี่จ้าว จะต่ออีกไหม?”
จ้าวหู่หน้าเปลี่ยนสีไปมา ก่อนจะกัดฟันพูดออกมาในที่สุด “ข้า... ยอมแพ้!”
ฝูงชนฮือฮาไปทั่วทั้งงาน! ขั้นที่สี่เอาชนะขั้นที่ห้าได้ด้วยการ ‘ข้ามขั้น’! พลังการต่อสู้ของรากปราณระดับนภานั้นน่าสะพรึงกลัวจริงๆ
มู่ชิงหานหอบหายใจเล็กน้อย พลังปราณของเธอถูกใช้ไปมหาศาล เธอมองไปที่จ้าวหู่ ความสงสัยในใจเริ่มก่อตัวขึ้น~ จุดอ่อนนั้นมันปรากฏออกมาได้ประจวบเหมาะเกินไป
และในรอบชิงชนะเลิศ... เธอต้องเผชิญหน้ากับชายหนุ่มชุดดำที่นั่งหลับตาพักผ่อนอยู่ตลอดเวลา ‘ดาบปีศาจ’ อู๋กัง
รอบชิงชนะเลิศมาถึงท่ามกลางความคาดหวังของทุกคน
อู๋กังทะยานขึ้นสู่ลานประลอง ไอสังหารสีเลือดแผ่ซ่านออกมาจนน่าขนลุก เขามองมู่ชิงหานพลางกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “เจ้าเก่งพอ... ที่จะทำให้ข้าชักดาบออกมาได้”
เขาค่อยๆ ชัก ‘ดาบยาวสีเลือด’ ออกจากฝักทางด้านหลัง ตัวดาบส่งเสียงครางฮือ แผ่ไอสังหารที่เย็นเยียบออกมา
มู่ชิงหานสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อน ความรู้สึกที่ชายคนนี้มอบให้เหมือนกับ ‘สัตว์ร้าย’ ในป่าลึก อันตรายและบริสุทธิ์
ทันทีที่การต่อสู้เริ่มต้นขึ้น บรรยากาศก็ทวีความรุนแรงจนถึงขีดสุด
วิชาดาบของอู๋กังนั้นโหดเหี้ยมและดุดัน ทุกการฟันแฝงไปด้วยไอสังหารที่เหมือนกองซากศพและทะเลเลือด พุ่งเข้าทำลายสมาธิคู่ต่อสู้โดยตรง ภายใต้พละกำลังอันบ้าคลั่ง อาคมเหมันต์ของมู่ชิงหานกลับดูเหมือนจะถูกกดขี่ กำแพงน้ำแข็งของเธอถูกฟันขาดในดาบเดียว ท่าดาบของเธอก็ถูกปัดป้องได้อย่างง่ายดาย
ฉัวะ!
ประกายแสงสีเลือดพาดผ่าน หัวไหล่ของมู่ชิงหานถูกปราณดาบบาดจนเป็นแผล เลือดสีแดงสดซึมเปื้อนชุดสีขาวหิมะ ไอสังหารเริ่มแทรกซึมเข้าสู่ร่าง ทำให้ใบหน้าของเธอซีดขาวและการเคลื่อนไหวเริ่มติดขัด
“เส้นทางของเจ้าจบลงแค่นี้แหละ” แววตาของอู๋กังเย็นชา เขาชูซามูไรสีเลือดขึ้นเหนือหัว รวบรวมไอสังหารทั้งหมดเพื่อเตรียมท่าเผด็จศึก “สังหารโลหิต!”
พลังของท่านี้ใกล้เคียงกับขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่เจ็ด! หากถูกโจมตีเข้าไปตรงๆ ไม่ตายก็คงพิการ!
บนแท่นพิธี ผู้อาวุโสคนหนึ่งขมวดคิ้ว เตรียมตัวที่จะเข้าแทรกแซง
แววตาของมู่ชิงหานฉายแววสิ้นหวังและไม่ยินยอม... เธอจะแพ้ที่นี่จริงๆ น่ะหรือ?
ในเสี้ยววินาทีวิกฤตนั้นเอง!
หลินซั่วที่เฝ้าดูอยู่เงียบๆ พลันมีนัยน์ตาคมกริบดุจใบมีด
“เล่นแรงไปหน่อยแล้วมั้ง”
เขาไม่สามารถหยุดการแข่งขันโดยตรงได้ แต่เขาสามารถ... ‘ส่งผลกระทบ’ ต่อสิ่งแวดล้อมได้
【สถานะของเหลว】!
พื้นหินของลานประลองใต้เท้าของอู๋กังเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งกลายเป็นของเหลวในชั่วพริบตาก่อนจะกลับคืนสภาพเดิม การเปลี่ยนแปลงที่เบาบางนี้เพียงพอที่จะทำให้คนอย่างอู๋กังที่กำลังทุ่มพลังทั้งหมดและมีฐานร่างกายที่มั่นคง ต้องเสียสมดุลไปเพียง ‘หนึ่งในหมื่น’ ของวินาที
ในเวลาเดียวกัน 【ส่งกระแสจิต】 ก็ดังขึ้นในห้วงจิตของมู่ชิงหานที่เกือบจะถูกไอสังหารแช่แข็ง มันดังก้องราวกับเสียงอัสนีบาต:
“ถอยซ้ายสามก้าว ตำแหน่งขำ, หนามน้ำแข็งทำมุมสามสิบองศา, โจมตีที่ข้อมือขวาของมัน!”
เสียงนี้ช่างแปลกหน้าทว่าก็คุ้นเคยอย่างประหลาด แฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจขัดขืน ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน มู่ชิงหานทำตามคำสั่งนั้นโดยสัญชาตญาณ!
ร่างของเธอวูบไปทางซ้ายสามก้าว หลบเข้าสู่ช่องว่างของวิถีดาบที่เบี่ยงเบนไปเพียงเล็กน้อยจากการเสียสมดุลของอู๋กัง รอดพ้นจากระยะทำลายล้างของท่าสังหารโลหิตไปได้อย่างหวุดหวิด! พร้อมกันนั้นเธอก็รวบรวมปราณเฮือกสุดท้าย ดีดหนามน้ำแข็งที่คมกริบจากปลายนิ้วเข้ากระแทกข้อมือขวาที่ถือดาบของอู๋กังอย่างแม่นยำ!
ดาบของอู๋กังฟันถูกเพียงความว่างเปล่า ท่ามกลางความตกตะลึง ข้อมือของเขาก็พลันเจ็บแปลบจนปราณขาดตอน แรงสะท้อนจากท่าสังหารโลหิตตีกลับเข้าสู่ตัวเองจนเขากระอักเลือดคำโตและเซถอยหลังไป
มู่ชิงหานไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอย เธอพุ่งเข้าไปจ่อดาบที่คอของเขาในทันที
ทั่วทั้งลานประลองเงียบสงัดราวกับถูกหยุดเวลา
ไม่มีใครมองเห็นชัดเลยว่ามู่ชิงหานพลิกกลับมาโจมตีได้อย่างไรในสถานการณ์ที่สิ้นหวังขนาดนั้น!
บนแท่นพิธี อาวุโสที่เตรียมจะยื่นมือเข้าช่วยค่อยๆ นั่งลงตามเดิม แววตาเป็นประกายคมปลาบ
มู่ชิงหานมองดูอู๋กังที่หน้าซีดเผือด ก่อนจะมองดูมือของตัวเองที่ยังคงสั่นเทา สุดท้ายสายตาของเธอก็หันไปหาฝูงชนเบื้องล่างโดยสัญชาตญาณ พยายามจะค้นหาใครบางคน...
เธอชนะแล้ว เธอได้เป็นอันดับหนึ่งของงานประลองศิษย์ฝ่ายนอก
แต่ในใจของเธอกลับไม่มีความยินดีเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความสับสนที่ทวีคูณ และภาพร่างของชายในชุดเขียวที่ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้งราวกับภูตพราย
เขา... เป็นใครกันแน่?