- หน้าแรก
- วิถีแห่งรัก
- บทที่ 3: เบิกโรงด่านปราณ
บทที่ 3: เบิกโรงด่านปราณ
บทที่ 3: เบิกโรงด่านปราณ
ลึกเข้าไปในสำนักหยุนเหมี่ยว ณ ‘ยอดเขาหลิงซ่วง’
ยอดเขาแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกเย็นจางๆ ตลอดทั้งปี หิมะบนยอดเขาไม่มีวันละลาย มวลบุปผาและสมุนไพรหายากล้วนถูกเคลือบด้วยเกล็ดน้ำแข็ง พลังปราณในบริเวณนี้เอนเอียงไปทางธาตุเย็นจัด จึงถือเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ฝึกตนธาตุเหมันต์โดยเฉพาะ
มู่ชิงหานเดินตามศิษย์ผู้นำทางขึ้นสู่ค่ายกลเคลื่อนย้าย ประกายแสงวาบผ่านไปเพียงครู่เดียว เธอก็มาถึงจุดสูงสุดของยอดเขา กลิ่นอายปราณเย็นบริสุทธิ์สายหนึ่งพุ่งเข้าปะทะร่าง ส่งผลให้ ‘รากปราณเหมันต์ระดับนภา’ ในกายของเธอสั่นไหวด้วยความยินดีอย่างไม่อาจเก็บซ่อน
ตำหนักหลักบนยอดเขาสร้างขึ้นจากหยกเย็นหมื่นปีที่ใสกระจ่างราวกับคริสตัล แผ่ซ่านความเย็นเสียดแทงถึงกระดูก ภายในโถงกว้างขวางและอ้างว้าง ไร้ซึ่งสิ่งประดับประดา ยกเว้นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่นั่งตระหง่านอยู่บนตำแหน่งประธาน
สตรีผู้นั้นดูราวกับหญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปี เธอสวมชุดนักพรตสีขาวดุจแสงจันทร์ขลิบเงิน ใบหน้าสวยล่มเมืองทว่าดูราวกับถูกแกะสลักขึ้นจากน้ำแข็งและหยก ไร้ซึ่งกลิ่นอายของโลกีย์ แววตาคู่นั้นเฉยชาประดุจผ่านการมองพายุหิมะมานับพันปี... เธอคือเจ้าของยอดเขาหลิงซ่วง ‘เจินเหรินหลิงซ่วง’
“ศิษย์มู่ชิงหาน คารวะท่านเจ้ามหาเสนา” มู่ชิงหานคุกเข่าคำนับตามธรรมเนียม เธอสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมา มันกว้างใหญ่ดุจมหาสมุทรทว่าสงบนิ่งดุจน้ำแข็ง ทำเอาหัวใจของเธอเต็นรัวด้วยความเกรงขาม
สายตาของเจินเหรินหลิงซ่วงที่มองลงมาเปรียบเสมือนเส้นด้ายน้ำแข็งที่ตรวจสอบเธออย่างละเอียด ผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็พยักหน้าเบาๆ เสียงเย็นใสสะท้อนก้องไปทั่วโถง “รากปราณเหมันต์ระดับนภา จิตใจแกร่งกล้า ผลงานในเส้นทางพิสูจน์ใจก็น่าพึงพอใจ... มู่ชิงหาน เจ้าเต็มใจจะเข้าสู่สำนักของข้าในฐานะ ‘ศิษย์สายตรง’ หรือไม่?”
มู่ชิงหานรู้สึกตื่นเต้นจนหัวใจแทบกระดอนออกมา แต่เธอก็ข่มอารมณ์ให้สงบและก้มกราบอีกครั้ง “ศิษย์มู่ชิงหาน ยินดีเข้าสู่สำนักของท่านอาจารย์! ศิษย์จะมุ่งมั่นฝึกฝนและสร้างชื่อเสียงให้แก่สำนักอย่างแน่นอน!”
“ดี” เจินเหรินหลิงซ่วงดีดนิ้วเบาๆ แสงสีฟ้าเย็นวาบพุ่งเข้าสู่มือของมู่ชิงหาน กลายเป็นป้ายหยกสลักลายหงส์เหมันต์ มันให้ความรู้สึกอุ่นยามสัมผัสทว่าแฝงด้วยพลังปราณที่พลุ่งพล่าน “นี่คือ ‘ป้ายศิษย์สายตรงหลิงซ่วง’ ด้วยป้ายนี้ เจ้าจะเข้าออกพื้นที่ส่วนใหญ่ของยอดเขาได้ตามใจชอบ และจะได้รับทรัพยากรสำหรับศิษย์สายตรง ในเมื่อเข้าสู่สำนักของข้าแล้ว เจ้าต้องปฏิบัติตามกฎ... สายวิชาหลิงซ่วงเน้น ‘จิตวิญญาณ’ เป็นสำคัญ เจ้าต้องรักษาความเที่ยงตรง จิตใจต้องบริสุทธิ์ดุจหยก ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้าหรือพ่ายแพ้ต่อตัณหา... เจ้าทำได้หรือไม่?”
“ศิษย์จะปฏิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์อย่างเคร่งครัด!” มู่ชิงหานกำป้ายหยกแน่น สัมผัสถึงความหนักแน่นและภาระหน้าที่ที่รับสืบทอดมา~
พิธีรับศิษย์เสร็จสิ้นลง เจินเหรินหลิงซ่วงไม่ได้กล่าวอะไรต่อ เพียงแต่มอบ ‘แผ่นหยก’ ซึ่งบันทึกเคล็ดวิชา 【วิชาหัวใจเหมันต์มหาหยิน】 บทเริ่มต้น และขวดยา ‘กลั่นเหมันต์’ สำหรับช่วยในการชักนำปราณเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นจึงปล่อยให้เธอไปเลือก ‘ถ้ำฝึกตน’ ที่หลังเขาเพื่อลงหลักปักฐาน
ถ้ำที่มู่ชิงหานเลือกตั้งอยู่บนหน้าผาสันโดษของยอดเขาหลิงซ่วง ปากถ้ำถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์ เมื่อผลักประตูหินเข้าไป ภายในกว้างขวางและมีเฟอร์นิเจอร์หินเตรียมไว้ครบครัน และที่วิเศษที่สุดคือ ลึกเข้าไปในถ้ำมี ‘น้ำพุเย็น’ ขนาดเล็กที่พ่นไอหมอกเย็นจางๆ ออกมาตลอดเวลา ทำให้คนธาตุเหมันต์อย่างเธอรู้สึกสบายตัวยิ่งนัก
เธอนั่งขัดสมาธิลงบนอาสนะหยกเย็น พลางสูดลมหายใจเพื่อสยบความตื่นเต้น ในที่สุด... เธอก็ได้ก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางเซียนที่ใฝ่ฝันเสียที
มู่ชิงหานหยิบแผ่นหยกวิชาหัวใจเหมันต์มหาหยินขึ้นมาประทับที่หน้าผาก เมื่อส่ง ‘สัมผัสจิต’ เข้าไป ข้อมูลมหาศาลก็หลั่งไหลเข้าสู่สมอง มันไม่ใช่การมอบพลังโดยตรง แต่เป็นการอธิบายถึง ‘มรรค’ วิธีการสัมผัสถึงพลังมหาหยินและปราณเหมันต์ระหว่างฟ้าดิน วิธีการชักนำมันไปตามเส้นชีพจรเพื่อขัดเกลา ‘กายหยาบ’ และสุดท้ายคือการควบแน่นไว้ใน ‘จุดตันเถียน’ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังปราณของตนเอง
เคล็ดวิชานั้นลึกล้ำยากแทงตลอด ทว่า ‘ความเข้าใจ’ ของมู่ชิงหานนั้นสูงส่งยิ่งนัก เมื่อบวกกับรากปราณระดับนภาที่เข้ากันได้ดีกับตัววิชา เธอจึงเข้าใจจุดสำคัญได้อย่างรวดเร็ว
เธอปรับลมหายใจ รวบรวมสมาธิไปที่จุดตันเถียน สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป
ภายใต้การชี้แนะของเคล็ดวิชา เธอเริ่มพยายามสัมผัสถึง ‘พลังปราณ’ รอบตัว
ทีแรก... มีเพียงความมืดมิดที่ยุ่งเหยิง
แต่เจตจำนงของเธอนั้นแข็งแกร่ง เธอไม่รีบร้อนและไม่กระวนกระวาย เพียงเดินเครื่องวิชาทำสมาธิต่อไป ปล่อยให้รากปราณส่งแรงดึงดูดออกไปอย่างช้าๆ
ในที่สุด โลกในการรับรู้ของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป
ท่ามกลางความมืดมิด จุดแสงเล็กๆ นับไม่ถ้วนเริ่มปรากฏขึ้น ราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ส่วนใหญ่เป็นจุดแสงสีขาวซึ่งเป็นปราณไร้ธาตุ แต่ยังมีจุดแสงสีฟ้าใสที่แฝงไปด้วยความเย็นเยือกเริ่มถูกดึงดูดโดยรากปราณในร่างกายของเธอ พวกมันเหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ ค่อยๆ มารวมตัวกันรอบตัวเธอ
นี่แหละ... ปราณเหมันต์!
มู่ชิงหานรู้สึกยินดีในใจ แต่รีบสะกดอารมณ์นั้นไว้ทันทีพลางนึกถึงคำสอนของอาจารย์ ‘ใจบริสุทธิ์ดุจหยก’ แล้วค่อยๆ ชักนำปราณเหล่านั้นอย่างมั่นคง
จุดแสงสีฟ้าเริ่มซึมเข้าสู่ร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเส้นทางของเคล็ดวิชา พวกมันเคลื่อนที่ผ่าน ‘เส้นชีพจร’ ที่ยังไม่ถูกเปิดออกอย่างยากลำบาก ความรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงนำมาซึ่งความเจ็บปวดและหนาวเหน็บอย่างรุนแรง แต่เธอก็เกร็งฟันสู้ ชักนำกระแสปราณอ่อนๆ นี้ให้เหมือนสายน้ำที่ชะล้างร่องน้ำ ค่อยๆ ขยายและทำให้เส้นชีพจรแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อย
กระบวนการนี้เชื่องช้าและทรมาน หยาดเหงื่อโซมหลังก่อนจะกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำจัด
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เมื่อกระแสปราณนั้นเดินครบรอบวงจรและรวมตัวกันที่จุดตันเถียน
วูบบบ!
ราวกับแม่น้ำน้ำแข็งถูกเปิดออก หรือภูเขาหิมะถล่มทลาย!
จุดตันเถียนของเธอสั่นสะเทือน พลังงานเย็นบริสุทธิ์ถือกำเนิดขึ้น! แม้จะยังเบาบาง แต่มันก็มีอยู่จริงและมั่นคง ราวกับเมล็ดพันธุ์ที่หยั่งรากลึกลงในใจกลางร่างกาย
ในเวลาเดียวกัน รูขุมขนทั่วร่างก็เปิดออก แรงดึงดูดปราณเหมันต์จากภายนอกเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว! จุดแสงสีฟ้าพุ่งเข้าใส่เธออย่างบ้าคลั่ง เข้าร่วมวงจรและเสริมสร้าง ‘พลังปราณหัวใจเหมันต์มหาหยิน’ เริ่มต้นนั้นให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ!
ชักนำปราณเข้าสู่ร่างกาย... สำเร็จ!
มู่ชิงหานก้าวเข้าสู่ขอบเขต ‘กลั่นปราณ’ ขั้นที่หนึ่ง อย่างเป็นทางการ!
เธอลืมตาขึ้น ประกายแสงสีฟ้าดูเหมือนจะวูบวาบอยู่ในดวงตาครู่หนึ่ง โลกในสายตาของเธอชัดเจนขึ้นอย่างประหลาด เธอถึงขนาดสัมผัสได้ถึงกระแสปราณที่ไหลเวียนในอากาศ ร่างกายเบาสบายขึ้น ประสาทสัมผัสทั้งห้าแหลมคมกว่าเดิมหลายเท่า
เธอแบมือออก เพียงขยับความคิดนิดเดียว ปราณสีขาวเย็นจางๆ ก็ปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้ว
นี่คือ... ความรู้สึกของ ‘พลัง’
หลังจากเข้าสู่ขอบเขตกลั่นปราณสำเร็จ มู่ชิงหานไม่ได้หย่อนยานลง ตรงกันข้าม เธอกลับขยันหมั่นเพียรยิ่งกว่าเดิม
ทุกเช้าตรู่ เธอจะออกไปที่หน้าผาหน้าถ้ำฝึกตน เผชิญหน้ากับทะเลหมอกเพื่อฝึกวิชาหัวใจเหมันต์มหาหยิน ดูดซับ ‘ปราณม่วง’ ที่แฝงมากับแสงอาทิตย์รุ่งอรุณเพื่อขัดเกลาพลังปราณ
เมื่อดวงอาทิตย์ตั้งตรง เธอก็จะฝึกฝน ‘อาคม’ พื้นฐานที่บันทึกไว้ในแผ่นหยก
“อาคมกลั่นเหมันต์”!
ทีแรกเธอทำได้เพียงแค่เรียกเกล็ดน้ำแข็งบางๆ มาเกาะที่ฝ่ามือ แต่หลังจากฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าและควบคุมการไหลออกของปราณอย่างละเอียด ตอนนี้เธอสามารถควบแน่น ‘เข็มน้ำแข็ง’ ยาวหนึ่งนิ้วที่ใสกระจ่างบนฝ่ามือได้ทันที แม้จะเล็กแต่ก็แข็งแกร่งและแหลมคมยิ่งนัก
“อาคมเกราะน้ำแข็ง”!
ยามที่ปราณโคจร มันจะสร้างเกราะผลึกน้ำแข็งบางๆ กึ่งโปร่งใสขึ้นมาปกคลุมร่างกาย เธอฝึกฝนโดยการกระแทกกับผนังถ้ำ ควบคุมขอบเขตและความหนาของเกราะจนสามารถปกป้องจุดตายของร่างกายได้ตามใจนึก
“อาคมหมอกหนาว”!
ปล่อยม่านหมอกที่แฝงปราณเหมันต์ออกไปเพื่อรบกวนทัศนวิสัยและชะลอการเคลื่อนไหวของศัตรู เธอปรับเปลี่ยนระยะและความหนาแน่นของหมอกจนคล่องแคล่ว
เธอฝึกอาคมพื้นฐานเหล่านี้นับพันครั้งจนปราณเหือดแห้ง จากนั้นก็นั่งสมาธิเพื่อฟื้นฟู และกลับมาฝึกใหม่วนเวียนไป ภายในถ้ำของเธอมักถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง อุณหภูมิต่ำจนปุถุชนอาจแข็งตายได้ในพริบตา
และ ‘น้ำพุเย็น’ ในถ้ำนั่นเองที่เป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด
เมื่อเธอรู้สึกว่าการเติบโตของปราณติดคอขวด หรือเส้นชีพจรเริ่มเจ็บปวดจากการฝึกหนักเกินไป เธอจะเปลื้องผ้าคลุมออกแล้วก้าวลงไปในน้ำพุเย็นจัดนั้น
น้ำพุนั้นเย็นเสียดกระดูก... ราวกับมีเข็มนับไม่ถ้วนทิ่มแทงไปทั่วร่าง เธอโคจรวิชาหัวใจเหมันต์มหาหยิน ชักนำความเย็นบริสุทธิ์จากธรรมชาติมาขัดเกลากายหยาบและชะล้างเส้นชีพจร ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงกว่าการฝึกปกติหลายเท่านัก แต่ผลลัพธ์ก็น่าทึ่งเช่นกัน เส้นชีพจรของเธอเหนียวแน่นและกว้างขึ้น พลังปราณก็บริสุทธิ์และเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
บางครั้ง เจินเหรินหลิงซ่วงจะปรากฏกายเงียบๆ อยู่หน้าถ้ำฝึกตน สัมผัสจิตของนางกวาดผ่านเข้าไป เมื่อพบกับกลิ่นอายปราณเหมันต์ที่เติบโตอย่างมั่นคงและเจตจำนงที่ไม่ยอมสยบ แววตาเฉยชาก็จะวูบไหวด้วยความพึงพอใจจางๆ
สิ่งที่มู่ชิงหานไม่รู้เลยก็คือ ทุกครั้งที่เธอเจ็บปวดเจียนตายจากการขัดเกลาร่างกายในน้ำพุเย็น จะมีพลังสายหนึ่งที่อ่อนโยนและเปี่ยมด้วยชีวิต แทรกซึมเข้าสู่ร่างของเธออย่างเงียบเชียบ คอยปกป้องชีพจรหัวใจและรากฐานของเธอ ซ่อมแซมความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ ทำให้เธอฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและแข็งแกร่งกว่าเดิมหลังจากผ่านขีดจำกัด
หลินซั่วเปรียบเสมือนผู้พิทักษ์ที่ไร้เสียง เขารับประกันในจุดที่เธอมองไม่เห็นว่าความพยายามของเธอจะไม่กลายเป็นการทำร้ายตัวเอง
ภายใต้แสงจันทร์ มู่ชิงหานเสร็จสิ้นการฝึกฝนประจำวัน เธอยืนอยู่ที่หน้าผา ปล่อยให้ลมภูเขาที่หนาวเหน็บพัดผ่านเส้นผมยาวสลวย เธอมองดูมวลปราณสีฟ้าในมือที่ดูหนาแน่นขึ้น และสัมผัสถึงพลังที่พลุ่งพล่านในกาย ใบหน้าเย็นชาของเธอเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาในที่สุด
เส้นทางเซียนนั้นยาวไกล แต่เธอได้ก้าวเดินก้าวแรกอย่างมั่นคงแล้ว และเงาร่างของชายหนุ่มจากโลกปุถุชนผู้นั้น... หลังจากที่เธอมุ่งมั่นฝึกตนอย่างหนัก ดูเหมือนภาพนั้นจะค่อยๆ เลือนลางลง และถูกแทนที่ด้วยมรรควิถีเซียนที่เย็นเยือกและบริสุทธิ์นี้
ทว่า... เหตุการณ์ช่วยเหลือที่ดูเหมือนเรื่องบังเอิญเหล่านั้น และเสียงแจ้งเตือนลึกลับในห้วงจิตของเธอ มันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาจริงๆ หรือ? คำถามนี้ถูกฝังลึกไว้ในใจประดุจเมล็ดพันธุ์ปราณ รอคอยวันที่จะทะลวงดินออกมา~