เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2: ก้าวสู่เส้นทางเซียน

บทที่ 2: ก้าวสู่เส้นทางเซียน

บทที่ 2: ก้าวสู่เส้นทางเซียน


ลานกว้างใจกลางเมืองชิงโจวคราคร่ำไปด้วยฝูงชนมหาศาล

พิธีรับศิษย์ที่จัดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบหลายสิบปีของ ‘สำนักเซียนหยุนเหมี่ยว’ ถือเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรัศมีพันลี้ บนปะรำพิธีสูงตระหง่าน เหล่าปรมาจารย์เซียนในชุดนักพรตสีขาวดุจแสงจันทร์ยืนสงบนิ่ง กลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมานั้นลึกล้ำเสียจนผู้คนเบื้องล่างไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาตรงๆ

มู่ชิงหานยืนปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชน มือเรียวเล็กของเธอกำแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในฝ่ามือ ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยัง ‘ศิลาทดสอบจิตวิญญาณ’ ที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศด้วยหัวใจที่เต้นรัวราวกองศึก นี่คือความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่จะทำให้เธอหลุดพ้นจากโชคชะตาปุถุชนอันต่ำต้อยนี้ไปได้

ในขณะเดียวกัน~ หลินซั่วนั่งยองๆ อยู่บนกิ่งของต้นฮ่วย (ต้นโลคัส) เก่าแก่ที่หัวมุมลานกว้าง พรางกายอย่างแนบเนียนด้วยสกิล 【Concealment】 เขาคาบใบไม้ไว้ในปากพลางหรี่ตามองลอดผ่านช่องว่างของใบไม้หนาทึบ สายตาพุ่งตรงไปยังร่างของมู่ชิงหานอย่างแม่นยำ

ภายใต้พลัง ‘เนตรทิพย์’ เขาเห็นกระแสลมปราณที่หมุนวนรอบตัวเธอ แม้จะยังไม่ได้เริ่มฝึกตน แต่พรสวรรค์ ‘รากปราณเหมันต์ระดับนภา’ ของเธอก็เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ล้ำค่าที่ถูกแช่แข็งอยู่ภายใต้ม่านหิมะ แผ่ประกายแสงที่น่าครั่นคร้ามออกมา แต่อันตรายก็ตามมาเป็นเงาตามตัว... เขาเห็นเส้นด้าย ‘กรรม’ สีดำที่แฝงไปด้วยความประสงค์ร้ายค่อยๆ คืบคลานเข้าหาเธอ เส้นด้ายเหล่านั้นมาจากกลุ่มคุณชายตระกูลใหญ่ที่จ้องมองความงามและสง่าราศีของเธอด้วยสายตาหื่นกระหาย

“เหอะ ยุ่งยากจริงเชียว~” หลินซั่วเดาะลิ้นเบาๆ แต่ก็ไม่ได้กังวลนัก ตราบใดที่เขายังอยู่ตรงนี้ พวกตัวตลกที่ชอบกระโดดไปมาพวกนี้ไม่มีทางสร้างคลื่นลมอะไรได้หรอก

การทดสอบเริ่มต้นขึ้น

ด่านแรก: การทดสอบรากปราณ

เหล่าเยาวชนก้าวออกไปทีละคน ฝ่ามือทาบลงบนศิลาทดสอบ แสงหลากสีวูบวาบขึ้น~ แดง ส้ม เหลือง เขียว... บ่งบอกถึงระดับพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน คนที่ปลุกแสงสีเขียว (ระดับปฐพี) ได้นั้นมีน้อยนิด ส่วนคนที่เรียกแสงสีคราม (ระดับสูง) ออกมาได้ยิ่งหายากจนถึงขั้นทำให้ปรมาจารย์เซียนบนเวทีพยักหน้าให้ด้วยความพึงพอใจ

และแล้ว... ก็ถึงตาของมู่ชิงหาน

เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ภายใต้สายตาของคนนับหมื่น ฝ่ามืออันเย็นเฉียบของเธอทาบลงบนพื้นผิวศิลาอย่างแผ่วเบา

หนึ่งวินาทีผ่านไป... สองวินาทีผ่านไป... ศิลาทดสอบกลับนิ่งสนิท ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ

เสียงหัวเราะเยาะเย้ยเริ่มดังแว่วมาจากใต้เวที พวกคุณชายตระกูลสูงส่งเหล่านั้นต่างพากันแสดงสีหน้าดูถูก “ที่แท้ก็นึกว่าเป็นยอดหญิงที่ไหน ที่ไหนได้... ก็แค่ยัยขยะคนหนึ่ง~”

ใบหน้าของมู่ชิงหานซีดเผือดลงทันที ร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อย หรือว่า... ทั้งหมดมันจะเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันของเธอเอง?

บนยอดไม้ หลินซั่วขมวดคิ้วมุ่น “ไม่ใช่แล้ว แบบนี้มันผิดปกติ...” เขาเร่งเร้าพลังเนตรทิพย์จนถึงขีดสุด และมองเห็นต้นตอของปัญหาได้ในทันที~ ไม่ใช่ว่าเธอไร้พรสวรรค์ แต่เป็นเพราะระดับของศิลาทดสอบนี้ ‘ต่ำเกินไป’ จนไม่อาจกระตุ้นรากปราณระดับสูงสุดที่ซ่อนอยู่ลึกภายในตัวเธอได้! แถมยังมี ‘ผนึกเหมันต์’ ที่คลุมเครือคอยขัดขวางการสั่นสะเทือนของพลังปราณไว้อีกชั้นหนึ่ง

“ช่วยไม่ได้แฮะ~” เขาพึมพำ พลางขยับปลายนิ้วเบาๆ

กระตุ้น

คลื่นพลังที่มองไม่เห็นพุ่งออกไป ราวกับหยดน้ำที่หยดลงบนผิวน้ำที่นิ่งสงบ มันเข้าช่วย ‘ผลัก’ แรงสั่นสะเทือนในศิลาทดสอบเบาๆ

ในชั่วพริบตานั้นเอง

ครืนนน!!

ศิลาทดสอบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนที่เสาแสงสีขาวบริสุทธิ์แกมฟ้าใสจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า! ไอเย็นจัดแผ่ซ่านออกมาอย่างบ้าคลั่ง พื้นหินรอบลานกว้างถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีขาวในทันที ผู้คนที่อยู่ใกล้ๆ ต่างพากันตัวสั่นงันงก ลมหายใจกลายเป็นไอขาวโพลน!

บนปะรำพิธี เหล่าปรมาจารย์เซียนที่นั่งหลับตาอยู่ต่างลืมตาขึ้นพร้อมกัน ผู้อาวุโสผมขาวที่เป็นประธานถึงขั้นผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นอย่างที่สุด

“ระดับนภา! รากปราณเหมันต์ระดับนภา! พรสวรรค์ที่หาไม่ได้ในรอบหมื่นปี!!”

ทั่วทั้งลานกว้างเงียบกริบราวกับป่าช้า... เงียบจนแม้แต่เสียงเข็มตกก็คงได้ยิน

เสียงหัวเราะเยาะเย้ยหายไปเป็นปลิดทิ้ง แทนที่ด้วยความตกตะลึง ความอิจฉาริษยา และความรู้สึกอันหลากหลายที่พุ่งพล่าน

มู่ชิงหานยืนแข็งค้าง เธอสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่และเย็นยะเยือกที่ตื่นขึ้นภายในกาย ราวกับกำลังฝันไป เธอทำสำเร็จแล้ว! เธอมีวาสนาแห่งเซียนจริงๆ!

สัญชาตญาณทำให้เธอกวาดสายตามองหาใครบางคนท่ามกลางฝูงชน เธอไม่ได้มองหาพวกที่ส่งสายตาอิจฉา แต่เธอมองหา... เงาร่างที่มักจะปรากฏตัวในเวลาที่ไม่คาดคิดเสมอ ทว่าท่ามกลางทะเลผู้คนอันกว้างใหญ่ เธอกลับไม่เห็นหลินซั่วเลย

จากบนยอดไม้ หลินซั่วมองดูใบหน้าที่ผลิบานด้วยรอยยิ้มของเธอ ราวกับดอกบัวหิมะที่เบ่งบานหลังน้ำแข็งละลาย เขายิ้มด้วยความพึงพอใจก่อนจะลบเลือนตัวตนออกไปอย่างสมบูรณ์


การทดสอบด่านแรกสิ้นสุดลง เหลือผู้ที่ผ่านเข้ารอบเพียงร้อยคนเพื่อเข้าสู่ด่านที่สอง: เส้นทางพิสูจน์ใจ

บันไดหินคดเคี้ยวทอดยาวขึ้นไปสู่ม่านเมฆ เส้นทางนี้จะทดสอบ ‘จิตใจ’ และความมุ่งมั่น บันไดแต่ละขั้นแฝงไปด้วยค่ายกลมายาที่จะกระตุ้น ‘มารในใจ’ ของผู้ทดสอบ ใครที่ใจไม่แกร่งพอจะไม่อาจก้าวต่อไปได้แม้แต่ก้าวเดียว

มู่ชิงหานก้าวเท้าขึ้นสู่บันไดหิน

ทันใดนั้น สภาพแวดล้อมรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอราวกับได้กลับไปยังบ้านเก่าที่ทั้งหนาวเหน็บและซอมซ่อ แม่ที่ป่วยหนักกำลังไอโขลกเขลกอยู่บนเตียง น้องชายตัวน้อยร้องไห้ด้วยความหิวโหย เพื่อนบ้านพากันรุมเยาะเย้ย และเจ้าหนี้ที่ตามทวงเงินไม่เว้นแต่ละวัน... ภาพมายาแห่งความทุกข์ทรมานถาโถมเข้าใส่จิตใจของเธอระลอกแล้วระลอกเล่า

เธอกัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือด แววตายังคงเย็นชา และฝีเท้าของเธอก็ยังคงมั่นคงอย่างยิ่ง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เธอเคยผ่านมาแล้ว และเป็นอดีตที่เธอต้องการจะสลัดทิ้งไปให้พ้น! เธอพาร่างกายก้าวขึ้นไปทีละขั้น... ทีละขั้น...

หลินซั่วลอบติดตามไปเงียบๆ เขาเห็นภาพมายาเหล่านั้นและสัมผัสได้ถึงการต่อสู้ในใจของมู่ชิงหาน เขาไม่ได้ยื่นมือเข้าไปแทรกแซง เพราะนี่คือบททดสอบที่เธอต้องข้ามผ่านด้วยตัวเอง เขาเพียงแค่ร่ายมนตร์ 【คลายโศก】 อย่างเงียบเชียบ~ ไม่ใช่เพื่อลบความจำ แต่เพื่อช่วยปัดเป่าความเหนื่อยล้าทางจิตใจที่ถาโถมเข้ามาเกินขนาด ช่วยให้เธอคงความเยือกเย็นไว้ได้ตลอดเวลา

ในตอนนั้นเอง พวกคุณชายตระกูลใหญ่บางคนที่อิจฉามู่ชิงหานต่างพากันส่งสายตาให้กัน พวกมันแอบย่องเข้าไปใกล้ หมายจะก่อกวนเธอในนิมิตมายา หรือแม้กระทั่งผลักเธอให้ตกบันได

แววตาของหลินซั่วเปลี่ยนเป็นเย็นเยือก

เบี่ยงกรรม

มือที่ยื่นหมายจะผลักมู่ชิงหาน กลับกลายเป็นไปผลักเพื่อนพวกเดียวกันเองเสียอย่างนั้น! ทั้งคู่เริ่มเปิดศึกตะลุมบอนกันกลางบันไดท่ามกลางภาพมายาจนกลิ้งตกบันไดไปเป็นทอดๆ ทำให้เหล่าอาจารย์เซียนที่คอยคุมค่ายกลต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจและไล่ตะเพิดทั้งคู่ออกจากการทดสอบทันที

เรียกภัย

ส่วนอันธพาลคนอื่นๆ ที่คิดร้าย กลับพบว่าบันไดหินใต้เท้าของตัวเองลื่นปรื๊ดผิดปกติ พลัง Liquefaction หรือไม่ก็โดนเถาวัลย์ที่ผุดมาจากไหนไม่รู้ขัดขา พลัง Lush Wood จนหน้าทิ่มล้มลุกคลุกคลาน เปิดโอกาสให้มารในใจเข้าแทรกซึมจนเสียสติล้มเหลวไปทีละคน

มู่ชิงหานไม่รับรู้ถึงความวุ่นวายเบื้องหลังเลยสักนิด เธอเพียงรู้สึกแปลกใจนิดหน่อยที่พวกที่ดูเหมือนจะมาหาเรื่องต่างมีอันเป็นไปกันเองอย่างประหลาด แต่เธอไม่มีเวลาว่างไปสนใจเรื่องอื่น เธอรวบรวมสมาธิทั้งหมดเพื่อต้านทานมารในใจและปีนขึ้นไปให้สูงที่สุด

หยาดเหงื่อซึมโชกเสื้อผ้า ลมหายใจเริ่มหอบหนัก แต่เท้าของเธอกลับไม่เคยหยุดนิ่ง

ในที่สุด เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็เปิดกว้างขึ้นเมื่อเธอก้าวสู่บันไดขั้นสุดท้าย หมอกควันสลายไป เผยให้เห็นประตูสำนักอันยิ่งใหญ่สง่างาม พร้อมอักษรสามคำที่ทรงพลังประดุจมังกรเริงระบำ ‘สำนักหยุนเหมี่ยว’

เธอคือคนแรกที่ผ่านเส้นทางพิสูจน์ใจ

เหล่าอาวุโสบนแท่นพิธีต่างมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม ทั้งรากปราณระดับนภาและจิตใจที่แข็งแกร่งปานเหล็กกล้า... อนาคตของเด็กสาวคนนี้ไร้ขีดจำกัด!

มู่ชิงหานหันกลับไปมองบันไดหินยาวเหยียดและเงาร่างของผู้คนที่ยังดิ้นรนอยู่เบื้องล่าง ความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนพุ่งพล่านในอก เธอมาถึงจุดนี้ได้ด้วยพละกำลังของตัวเองจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ในมิติที่เธอมองไม่เห็น หลินซั่วค่อยๆ สลายเส้นด้ายที่พันรอบปลายนิ้วออกอย่างแผ่วเบา

“ทำได้ดีมาก~ ชิงหาน” เขาพึมพำเสียงแผ่ว “แต่นี่มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นนะ”

เขามองขึ้นไปที่กระแสลมปราณที่หมุนวนและเครือข่าย ‘กรรม’ ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิมภายในสำนักหยุนเหมี่ยว... สำนักเซียนไม่ใช่ดินแดนสวรรค์ที่ขาวสะอาด การแข่งขัน การอิจฉาริษยา และแผนการร้าย... ที่นี่จะยิ่งรุนแรงกว่าโลกภายนอกหลายเท่าตัว

แล้วปุถุชนอย่างเขาที่ ‘ฝึกตนไม่ได้’ จะแอบปกป้องเธอในดินแดนแห่งเซียนที่แท้จริงนี้ต่อไปได้อย่างไร?

หลินซั่วสูดลมหายใจลึก แววตาคมปลาบขึ้น

ย้ายจิต

ประกายแสงแห่งจิตวิญญาณวูบวาบขึ้นในดวงตาของ ‘นกกระจอกปราณ’ ที่บินผ่านมา มันขยับปีกบินเข้าไปในสำนักหยุนเหมี่ยว กลายเป็นดวงตาให้แก่เขา

พันธนาการกรรม

เขาดีดเส้นด้ายที่เชื่อมต่อกับมู่ชิงหานเบาๆ เพื่อให้มั่นใจว่า ‘วาสนา’ ระหว่างเขากับเธอจะไม่ถูกตัดขาดโดยช่องว่างระหว่างเซียนและปุถุชน

จากนั้น ด้วยพลัง Quantum Leap ร่างของเขาก็เลือนหายไป และไปปรากฏตัวอีกครั้งในเขตที่พักของพวก ‘ศิษย์รับใช้’ ฝ่ายนอก ด้วยฐานะของปุถุชนผู้ ‘โชคดีที่ท่านอาจารย์เซียนเห็นใจ เลยพาเข้าสำนักมาช่วยงานจิปาถะ’... เขากลับมาปรากฏตัวใกล้ๆ เธออีกครั้งอย่างแนบเนียน

การปกป้องของเขาเปลี่ยนจากที่สว่างสู่เงามืด แต่เขาไม่เคยจากไปไหน และเส้นทางเซียนของมู่ชิงหาน... ก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

จบบทที่ บทที่ 2: ก้าวสู่เส้นทางเซียน

คัดลอกลิงก์แล้ว