- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 295 ‘พระเอก’ ผู้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
บทที่ 295 ‘พระเอก’ ผู้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
บทที่ 295 ‘พระเอก’ ผู้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
บทที่ 295 ‘พระเอก’ ผู้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
เจียงชิ่นฟังบทสนทนาของทั้งสองคนเงียบ ๆ แอบรู้สึกขอบคุณจั๋วซีอยู่ในใจที่ช่วยกู้สถานการณ์เอาไว้ให้
ไม่อย่างนั้นเธอจะตอบคำถามนั้นยังไงดีล่ะเนี่ย
"ก็พอทนอยู่นะคะ ความจริงมันก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่ ฉันรู้สึกว่าตัวเองน่าจะได้คะแนนเต็มด้วยซ้ำ"
ถ้าขืนตอบแบบนี้ออกไป มีหวังคนฟังคงกระอักเลือดตายด้วยความหมั่นไส้แน่ ๆ
ทั้งสี่คนเดินกลับมหาวิทยาลัยด้วยกันตลอดทาง เมื่อถึงมหาวิทยาลัย จวงซือเหวินกับจั๋วซีก็แยกย้ายไปกินข้าวที่โรงอาหาร ส่วนฟู่เส้าตั๋วกับเจียงชิ่นก็มุ่งหน้ากลับไปกินข้าวที่ห้องทดลอง
จั๋วซียืนนิ่งมองแผ่นหลังของเจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไปอยู่เป็นนานสองนาน โดยไม่ขยับเขยื้อนก้าวเท้าไปไหนเลย
"มองอะไรอยู่น่ะ นายจะไปกินข้าวไหม ? ถ้าไม่กินฉันไปก่อนนะ หิวจะแย่แล้วเนี่ย" จวงซือเหวินเอ็ดด้วยความรำคาญ
จั๋วซีหันกลับมา แล้วเดินตามไปทางโรงอาหารเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร
จวงซือเหวินส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะเดินตามเขาไป
ผ่านไปพักใหญ่ จั๋วซีก็เอ่ยปากถามขึ้นมา "ทำไมพวกเขาสองคนไม่ไปกินข้าวที่โรงอาหารล่ะ ? "
"ก็ฟู่เส้าตั๋วทำข้าวกล่องมาให้เจียงชิ่นทุกวันน่ะสิ ข้าวหม้อใหญ่ในโรงอาหารสารอาหารไม่ครบถ้วน เขาอุตส่าห์สลับสับเปลี่ยนเมนูไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน ก็เพื่ออยากให้เจียงชิ่นได้กินของดี ๆ ไง"
พูดจบ จวงซือเหวินก็แทรกขึ้นมาอีกประโยค
"เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนน่ะแนบแน่นสุด ๆ คนนอกอย่าหวังจะแทรกซึมเข้าไปได้เลย"
จั๋วซีถึงกับจุกจนพูดไม่ออก อึกอักอยู่นานกว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ "ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อย ก็แค่ถามดูเฉย ๆ "
"หึ ๆ ใครจะไปเชื่อ"
จวงซือเหวินกลอกตาบนใส่ ประชดประชันแบบจัดเต็ม
จั๋วซี: "..."
พอเดินเข้าโรงอาหาร จวงซือเหวินก็ไม่สนใจจั๋วซีอีก เธอเดินตรงดิ่งขึ้นชั้นสองเพื่อไปกิน 'หมาผัวโต้วฝู่ ' เมนูโปรดของเธอทันที
ชั้นสองของโรงอาหารมีช่องขายอาหารที่ทำอาหารเสฉวนโดยเฉพาะ รสชาติเผ็ดชาจัดจ้าน ซึ่งเป็นรสชาติที่จวงซือเหวินโปรดปรานมาก
เธอสั่งหมาผัวโต้วฝู่มาหนึ่งที่ พร้อมข้าวสวยอีกสองเหลียง เพิ่งจะวางถาดอาหารแล้วทิ้งตัวลงนั่ง จู่ ๆ ก็มีคนมานั่งฝั่งตรงข้าม
จวงซือเหวินไม่ได้สนใจ คิดว่าเป็นนักศึกษาคนไหนสักคนที่มาหาที่นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะด้วย
ตอนนี้เธอหิวจนไส้กิ่วแล้ว สิ่งเดียวที่อยากทำคือรีบกินหมาผัวโต้วฝู่แสนอร่อยตรงหน้าให้เร็วที่สุด
จวงซือเหวินตักข้าวเข้าปากคำโต ด้วยความที่รีบกินเกินไปก็เลยเกือบจะสำลัก
เธอพยายามกลืนข้าวลงคอ แล้วรีบยกชามน้ำซุปที่วางอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมาซดไปหนึ่งอึก
แต่พอเงยหน้าขึ้นมา น้ำซุปในปากก็แทบจะพุ่งพรวดออกมา
"จั๋วซี ? "
เมื่อกี้เธอเพิ่งจะสลัดเขาหลุด แล้วเดินขึ้นมาชั้นสองคนเดียวนี่นา
หมอนี่ตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ?
"อ้อ ฉันแค่อยากจะมาบอกเธอประโยคเดียวน่ะ"
จั๋วซีพูดด้วยน้ำเสียงหงอย ๆ "เมื่อก่อนฉันเคยมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับเจียงชิ่นก็จริง แต่ตอนนี้มันไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ที่ฉันถามประโยคนั้นไป ก็แค่อยากจะรู้ว่าฟู่เส้าตั๋วดีกับเธอมากแค่ไหนก็เท่านั้นเอง"
พอเห็นท่าทางหงอยเหงาคอตกของเขา จวงซือเหวินก็ไม่ใจร้ายพอที่จะเหน็บแนมเขาต่อ
"ช่างมันเถอะ นายตัดใจได้ก็ดีแล้วล่ะ ต่อไปก็อย่าไปกวนใจเจียงชิ่นอีกล่ะกัน"
"ที่ผ่านมาฉันก็ไม่เคยกล้าไปกวนใจอะไรเธอเลยนะ"
คำพูดนี้ของจั๋วซีเป็นความจริง
ถึงแม้เขาจะชอบเจียงชิ่น และแสดงออกค่อนข้างชัดเจน แต่เขาก็แทบจะไม่เคยเข้าไปคุยกับเธอเลย สองคนนี้แทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์อะไรกันด้วยซ้ำ
"มีก็แก้ไข ไม่มีก็พยายามพัฒนาตัวเองต่อไปนะ"
จวงซือเหวินวางชามน้ำซุปลง แล้วกลับไปทำสงครามกับหมาผัวโต้วฝู่ต่อ
ทางฝั่งจั๋วซีกินข้าวเสร็จก่อน เขากล่าวทักทายเธอคำนึงแล้วก็เดินจากไป
จวงซือเหวินแอบคิดในใจว่า หมอนี่หน้าบางแถมยังรักศักดิ์ศรีชะมัด
แค่เพื่อจะมาอธิบายประโยคเดียว ถึงขั้นต้องยอมมานั่งรอตั้งนานสองนาน
ในเวลาเดียวกันนั้น ณ ร้านอาหารของรัฐแห่งหนึ่งใกล้ ๆ กับสนามสอบการแข่งขันคณิตศาสตร์ เซียวเจาหยางกับเว่ยจิงจิงกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่ง
วันนี้ช่วงเช้าเว่ยจิงจิงมีเรียน แต่เพื่อจะมารับเซียวเจาหยาง เธอถึงขั้นโดดเรียนคาบสุดท้าย นั่งรถเมล์เดินทางมาไกลถึงสนามสอบแห่งนี้
เธอยืนรออยู่หน้าสนามสอบพักใหญ่ กว่าเซียวเจาหยางจะเดินออกมา
เดิมทีเธอคิดว่าเขาจะดีใจที่เห็นเธอ ทว่าเซียวเจาหยางเพียงแค่ปรายตามองเธอแวบหนึ่ง นอกจากความแปลกใจแล้ว บนใบหน้าของเขากลับไม่มีร่องรอยของความดีใจเลยแม้แต่น้อย
"เป็นอะไรไปคะ ? ทำข้อสอบไม่ค่อยได้เหรอ ? "
เมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงของเขา เว่ยจิงจิงก็เข้าใจไปว่าเขาคงทำข้อสอบได้ไม่ดี
ใครจะไปคิดว่าเซียวเจาหยางจะตวาดใส่เธอทันที "ฝีมือคณิตศาสตร์ของฉันเป็นยังไงเธอไม่รู้หรือไง ? นี่เธอตั้งใจจะแช่งให้ฉันสอบตกใช่ไหมฮะ ? "
เว่ยจิงจิงตกใจกับเสียงตวาดของเขาจนตัวสั่นสะดุ้ง
ช่วงนี้ไม่รู้ว่าเซียวเจาหยางเป็นอะไรไป เอะอะก็ตะคอกใส่เธอตลอด
เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นิดเดียวก็ชวนทะเลาะได้เป็นวรรคเป็นเวร
เว่ยจิงจิงรู้สึกโกรธอยู่ลึก ๆ แต่ก็ไม่กล้าแสดงอาการเกรี้ยวกราดออกมา
"ฉันก็แค่ถามดูเฉย ๆ คุณอย่าโกรธไปเลยนะคะ ฉันผิดเองแหละ"
เซียวเจาหยางถลึงตาใส่เธออย่างรำคาญ "แล้วใครใช้ให้เธอมาที่นี่ฮะ ? "
เว่ยจิงจิงน้ำตาแทบจะร่วง "ฉันก็แค่อยากจะมารับคุณ อุตส่าห์โดดเรียนมาตั้งคาบนึง เพื่อมารอคุณสอบเสร็จเลยนะ"
เธอคิดว่าถ้าพูดแบบนี้ เซียวเจาหยางอาจจะรู้สึกซาบซึ้งใจ และอารมณ์เย็นลงบ้าง
ที่ไหนได้ เซียวเจาหยางกลับไม่รู้สึกซาบซึ้งเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังตะคอกเสียงดังกว่าเดิม
"นี่เธอประสาทกลับไปแล้วหรือไง ! ฉันไม่ได้ขอให้เธอมารับ แล้วก็ไม่ได้ขอให้เธอโดดเรียนด้วย ! ลำพังแค่เรียนมหาวิทยาลัยระดับอนุปริญญา ในสถาบันกระจอก ๆ แบบนั้น แถมยังริอ่านมาโดดเรียนอีก ฉันว่าการเรียนของเธอมันคงไม่มีความหมายอะไรแล้วล่ะมั้ง ! "
เว่ยจิงจิงถูกเซียวเจาหยางตวาดใส่จนยืนอึ้งไปเลย
เธอมองเขาด้วยสายตาเลื่อนลอย น้ำตาไหลรินลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
เซียวเจาหยางเห็นน้ำตาของเธอแล้วยิ่งรู้สึกรำคาญใจ เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองเธออีก ก้าวฉับ ๆ เดินนำหน้าเข้าไปในร้านอาหารของรัฐ เว่ยจิงจิงรู้สึกปวดร้าวในใจอย่างแสนสาหัส แต่เธอก็ยังตัดใจจากเขาไม่ได้ จึงเดินตามเขาเข้าไปในร้านอาหาร
เซียวเจาหยางเดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะอาหารราวกับเป็นคุณชายใหญ่ พอเห็นเว่ยจิงจิงเดินตามมา เขาก็เตะเท้ากลางอากาศไปทางเธอทีนึง
"ไปสั่งกับข้าวสิ ฉันอยากกินซี่โครงหมูน้ำแดง หมูชุบแป้งทอดเปรี้ยวหวาน แล้วก็ซุปซี่โครงเนื้อ"
เว่ยจิงจิงตอบเสียงอ่อย "วันนี้ฉันไม่ได้พกคูปองเนื้อมาเยอะขนาดนั้นหรอกนะ"
"ไม่มีคูปองเนื้อ แล้วเธอจะเสนอหน้ามาทำไม ? ประสาท ! "
พอเห็นว่าเซียวเจาหยางกำลังจะอารมณ์เสียจริง ๆ เว่ยจิงจิงก็รีบพูดขึ้นมาว่า "งั้นสั่งแค่ซุปซี่โครงเนื้อกับซี่โครงหมูน้ำแดงได้ไหมคะ ? คูปองเนื้อของฉันพอสั่งแค่สองอย่างนี้แหละ"
"เออ ๆ ๆ รีบ ๆ ไปสั่งซะที" เซียวเจาหยางหิวจนไส้กิ่วแล้ว เขาโบกมือไล่อย่างรำคาญใจ
เว่ยจิงจิงรีบลุกลี้ลุกลนไปสั่งอาหารที่หน้าเคาน์เตอร์
เซียวเจาหยางหยิบตะเกียบออกมาจากกระบอกบนโต๊ะ พอนึกถึงตอนที่เจียงชิ่นเมินเขา ไม่ยอมแม้แต่จะปรายตามอง แถมสอบเสร็จก็สะบัดก้นเดินหนีไปเลย ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ
กล้าเมินเขาขนาดนี้ มันยอมไม่ได้เด็ดขาด
ตั้งแต่เกิดมาจนโต เซียวเจาหยางไม่เคยถูกใครหยามเกียรติขนาดนี้มาก่อนเลย
"เจียงชิ่น ฝากไว้ก่อนเถอะ" เขาสบถออกมาด้วยความเคียดแค้น
ณ ห้องทดลองแห่งหนึ่งในภาควิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยเมืองหลวง เจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วกำลังนั่งกินข้าวด้วยกัน เมนูหนึ่งในนั้นคือหมูเส้นผัดพริก ฟู่เส้าตั๋วคีบเอาแต่เนื้อหมูออกมา แล้วนำไปใส่ไว้ในกล่องข้าวของเจียงชิ่น
"กินเนื้อเยอะ ๆ นะ ผมตุ๋นไข่ตุ๋นมาให้คุณชามนึงด้วย"
พูดพลาง เขาก็เลื่อนชามไข่ตุ๋นไปไว้ตรงหน้าเจียงชิ่น
"คุณก็กินด้วยสิคะ อย่ามัวแต่ตักให้ฉันเลย"
เจียงชิ่นใช้ช้อนตักไข่ตุ๋นคำโตไปใส่ในชามของฟู่เส้าตั๋ว
"ได้สิ ผมก็จะกินเหมือนกัน แต่คุณต้องกินให้เยอะ ๆ นะ คราวที่แล้วตอนไปตรวจ หมอบอกว่าคุณแพ้ท้องหนักเกินไป สารอาหารอาจจะไม่เพียงพอ"
"มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นสักหน่อย คุณดูสิ ฉันออกจะกินเก่งนอนเก่ง แถมคุณยังทำของอร่อย ๆ ให้กินทุกวัน ฉันอ้วนขึ้นตั้งเยอะแล้วเนี่ย"
เจียงชิ่นพูดพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ๆ ฟู่เส้าตั๋ว "คุณดูหน้าฉันสิ กลมเป็นซาลาเปาแล้วเนี่ย"
"ไม่กลมหรอก กำลังน่ารักเลยล่ะ"
ฟู่เส้าตั๋วบีบแก้มเธอเบา ๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ขี้ฮก คุณแค่หลอกให้ฉันกินข้าวเยอะ ๆ ล่ะสิ"
ตั้งแต่ตั้งท้อง เจียงชิ่นก็เริ่มค้นพบว่าตัวเองมีนิสัยงี่เง่าไร้เหตุผลขึ้นมาบ้าง แต่นั่นก็จำกัดไว้ใช้แค่กับฟู่เส้าตั๋วคนเดียวเท่านั้นนะ
จู่ ๆ ฟู่เส้าตั๋วก็ก้มลงจุมพิตเธอเบา ๆ "ต่อให้ผมจะหลอกคนทั้งโลก ผมก็ไม่มีทางหลอกคุณหรอกนะ ในสายตาของผม คุณคือคนที่สวยที่สุดเสมอ"
ตึกตัก... ตึกตัก... เจียงชิ่นได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่ง
ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เธอรีบก้มหน้าก้มตากินข้าวแก้เขิน