- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 293 การแข่งขันคณิตศาสตร์เริ่มต้นขึ้น
บทที่ 293 การแข่งขันคณิตศาสตร์เริ่มต้นขึ้น
บทที่ 293 การแข่งขันคณิตศาสตร์เริ่มต้นขึ้น
บทที่ 293 การแข่งขันคณิตศาสตร์เริ่มต้นขึ้น
ผ่านไปไม่กี่วัน หวังเหิงก็นำใบรับรองสิทธิบัตรที่ยื่นขอไว้มามอบให้เจียงชิ่น
เนื่องจากเรื่องสิทธิบัตรนี้ เจียงชิ่นถือเป็นผู้บุกเบิกคนแรก ๆ ของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงยังไม่มีประสบการณ์ เอกสารทุกอย่างต้องร่างและกำหนดระเบียบกันขึ้นมาใหม่หมด เลยใช้เวลาค่อนข้างนาน
แต่เจียงชิ่นไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้นหรอก ถึงได้มาตอนนี้ก็ยังไม่ได้ใช้อยู่ดี จะช้าจะเร็วยังไง ขอแค่ได้ใบรับรองมาอยู่ในมือก็พอแล้ว
"เสี่ยวเจียง ที่บ้านคุณยังมีอะไรขาดเหลืออีกไหม ? ถ้ามีความลำบากอะไร ทางองค์กรจะหาทางแก้ไขให้เองนะ" หวังเหิงมาพร้อมกับภารกิจที่เบื้องบนมอบหมายมาให้
ตอนนี้เจียงชิ่นได้รับความสนใจจากเบื้องบนเป็นอย่างมาก ถ้าใช้คำพูดของระดับบนก็คือ 'ต้องขจัดความกังวลใจและภาระทุกอย่างของสหายเจียงชิ่นให้หมด เพื่อให้เธอสามารถทุ่มเทให้กับการวิจัยได้อย่างไร้กังวล'
เจียงชิ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "ความลำบากตอนนี้ยังไม่มีหรอกค่ะ ที่บ้านก็สบายดีกันหมด แต่ฉันอยากจะให้ทางองค์กรช่วยจัดการเรื่องตำแหน่งพนักงานรัฐ ให้สามีฉันหน่อยน่ะค่ะ รบกวนคุณช่วยนำเรื่องนี้ไปเสนอเบื้องบนให้หน่อยนะคะ ถ้าจัดการได้ก็เยี่ยมเลย แต่ถ้าไม่ได้จริง ๆ ไว้คราวหลังค่อยว่ากันใหม่ก็ได้ค่ะ"
"เรื่องตำแหน่งพนักงานรัฐของสหายฟู่งั้นเหรอ... ได้เลยครับ เดี๋ยวผมจะนำเรื่องนี้ไปเสนอเบื้องบนให้ ถ้ามีผลสรุปยังไงผมจะรีบมาบอกคุณเป็นคนแรกเลยนะ"
"อืม รบกวนด้วยนะคะ"
"ไม่รบกวนเลยครับ คุณไม่ต้องเกรงใจไปหรอก อ้อ จริงสิ ทางโรงงานเครื่องจักรกลฝากบอกมาว่า เดือนหน้าชิ้นส่วนอะไหล่ของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่น่าจะผลิตออกมาได้แล้ว แต่มีอยู่สองสามชิ้นที่เทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันไม่สามารถทำได้จริง ๆ พวกเขาเลยอยากถามว่า พอจะใช้อะไหล่ที่คุณภาพลดหลั่นลงมาหน่อยแทนได้ไหมครับ ? "
เจียงชิ่นสวนกลับทันควัน "ไม่ได้ค่ะ ชิ้นส่วนพวกนี้ต้องผลิตออกมาให้ได้ตามสเปกที่ฉันกำหนดเป๊ะ ๆ คลาดเคลื่อนแม้แต่นิดเดียวก็ไม่ได้ ขืนทำแบบนั้นมันจะลดทอนประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ลงอย่างมหาศาล ถ้าเป็นแบบนั้น การวิจัยสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของพวกเราก็ไม่มีความหมายอะไรเลยค่ะ"
หวังเหิง: "..."
ฟังดูร้ายแรงน่าดูเลยแฮะ
"แต่เทคโนโลยีการผลิตของทางโรงงานเครื่องจักรกลเป็นปัญหาใหญ่นี่สิครับ"
ตอนที่เขาไปโรงงานเครื่องจักรกลครั้งล่าสุด ผู้อำนวยการห่าวเครียดจนผมแทบจะร่วงหมดหัวอยู่แล้ว เส้นผมที่มีอยู่น้อยนิดก็ร่วงหายไปอีกครึ่ง ตอนนี้แกกำลังพิจารณาว่าจะโกนหัวโล้นไปเลยดีไหม หวังเหิงเล่าเรื่องนี้ให้เจียงชิ่นฟัง
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเจียงชิ่นก็คือ "แล้วพ่อกับพี่สามของฉันล่ะคะ ? คงไม่ได้เครียดจนหัวล้านไปด้วยหรอกนะ ? "
"อ๋อ ไม่หรอกครับ สองคนนั้นสบายดี ตอนเจอผม พวกเขายังถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของคุณอยู่เลย ผมก็บอกไปว่าคุณสบายดีทุกอย่าง"
"มิน่าล่ะถึงต้องถามคุณ ก็ตอนนี้จำนวนครั้งที่พวกเราสองคนเจอกัน มันเยอะกว่าที่ฉันเจอพวกเขาสองพ่อลูกรวมกันซะอีกนี่คะ"
นี่คือเรื่องจริงเลยล่ะ โดยพื้นฐานแล้ว หวังเหิงต้องวิ่งมาหาเจียงชิ่นสัปดาห์ละสองครั้งเป็นอย่างต่ำ ในขณะที่เจียงชิ่นไม่ได้เจอหน้าเจียงลี่กับเจียงเต๋อเลี่ยงมาเกือบสองเดือนแล้ว
"อ้อ จริงสิ เสี่ยวเจียง ผมได้ยินมาว่าคุณกับสามีลงสมัครแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติด้วยเหรอ ? "
"ใช่ค่ะ มีเรื่องนี้จริง ๆ รองผู้อำนวยการหวังรู้ได้ยังไงคะเนี่ย ? "
"การแข่งขันครั้งนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพจัดงานน่ะครับ คนที่รับผิดชอบจัดการแข่งขันส่วนหนึ่งก็มาจากกระทรวงของเรา ผมก็เลยได้ยินพวกเขาพูดถึงกันน่ะ"
"มิน่าล่ะ"
หวังเหิงเปิดเผยข้อมูลบางอย่างที่เขารู้ให้ฟัง
"การแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศจีนของเราจัดการแข่งขันคณิตศาสตร์สเกลใหญ่ขนาดนี้ โดยอ้างอิงรูปแบบมาจากการแข่งขันในต่างประเทศ แถมยังเชิญคณะกรรมการจัดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศบางท่านมาที่จีนด้วยนะ ถึงตอนแข่งขัน พวกคุณก็จะได้เจอพวกเขาเองแหละครับ"
น้ำเสียงของหวังเหิงฟังดูให้ความสำคัญกับพวกชาวต่างชาติเหล่านี้มาก
เรื่องนี้เจียงชิ่นพอจะเข้าใจได้ ในยุคสมัยนี้ ประเทศจีนเพิ่งจะฟื้นตัวจากความบอบช้ำ เรียกได้ว่าต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด เพื่อไล่ตามประเทศที่พัฒนาแล้วในโลกตะวันตกให้ทัน และในสายตาของคนจีนตอนนี้ ชาวตะวันตกคือผู้นำแบบครบวงจร ตั้งแต่เทคโนโลยีไปจนถึงเศรษฐกิจ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมองพวกเขาด้วยความยกย่อง และมักจะรู้สึกว่าตัวเองล้าหลังกว่าเขาอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ
ทว่าใครจะไปรู้ล่ะ ว่าในอีกห้าสิบปีให้หลัง ประเทศจีนต่างหากที่จะกลายเป็นประเทศผู้นำของโลก
"อ้อ รับทราบค่ะ" เจียงชิ่นตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เธอไม่ได้มีความสนใจอะไรในตัวคณะกรรมการจัดงานเลยสักนิด
ยังไงซะเธอก็ไม่ได้อยากไปเข้าร่วมแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศอยู่แล้ว
ที่ยอมลงแข่งครั้งนี้ ก็เป็นเพราะของรางวัลล่อตาล่อใจจากระบบมันชิ้นใหญ่เกินไปต่างหาก เจียงชิ่นอยากได้รางวัลทั้งสามอย่างนั้นให้จงได้
ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ การแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติก็เปิดฉากขึ้น
เริ่มต้นด้วยรอบคัดเลือก ซึ่งก็เท่ากับเป็นการคัดกรองหัวกะทิด้านคณิตศาสตร์จากทั่วประเทศ คนที่ทำคะแนนผ่านเกณฑ์เท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันรอบรองชนะเลิศที่จะจัดขึ้นในเมืองหลวงต่อไป
เจียงชิ่น ฟู่เส้าตั๋ว และจวงซือเหวิน ต่างก็มาเข้าร่วมการแข่งขันรอบคัดเลือกด้วย
ในวันนั้นที่สนามสอบ เจียงชิ่นบังเอิญเจอจั๋วซี เพื่อนร่วมชั้นของเธอ เขาก็มาสมัครลงแข่งด้วยเหมือนกัน
"จั๋วซีก็มาด้วยแฮะ" เจียงชิ่นหันไปพูดกับจวงซือเหวิน
ตอนนั้นจวงซือเหวินกำลังพลิกดูโจทย์ข้อที่เธอมักจะทำผิดอยู่บ่อย ๆ เธอกัดเล็บนิ้วโป้งซ้ายด้วยความตื่นเต้นประหม่า พอได้ยินคำพูดของเจียงชิ่น เธอก็เงยหน้าขึ้นมา และก็เห็นร่างของจั๋วซีปะปนอยู่ในหมู่นักศึกษาที่มาสอบจริง ๆ ไม่เห็นเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นเลย คาดว่ารอบนี้ห้องของพวกเธอคงมีแค่สามคนนี้แหละที่มาลงแข่ง
"จั๋วซีเก่งเลขนะ ฉันก็เดาไว้แล้วว่าเขาต้องมาแข่งแน่ ๆ แล้วก็มาจริง ๆ ด้วย" จวงซือเหวินกล่าว
พูดจบ เธอก็ก้มหน้าก้มตาดูโจทย์ด้วยความตื่นเต้นต่อ ไม่มีกะจิตกะใจจะคุยเล่นอีก
ฟู่เส้าตั๋วได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน ก็หันไปมองทางจั๋วซีเช่นกัน
"เพื่อนร่วมชั้นของคุณเหรอ ? " เขาถาม
เจียงชิ่นพยักหน้ารับ แต่เธอไม่อยากจะสานต่อหัวข้อสนทนานี้แล้ว
เดิมทีเธอกับจั๋วซีก็ไม่ได้สนิทอะไรกันอยู่แล้ว อีกอย่าง ความรู้สึกที่จั๋วซีมีต่อเธอ เจียงชิ่นก็ไม่ใช่ว่าจะดูไม่ออก เพราะเหตุนี้แหละ ตอนที่เลือกผู้ช่วย เธอถึงจงใจเลี่ยงที่จะเลือกเขา
"ทบทวนเนื้อหาสำคัญอีกสักรอบเถอะน่า ติวโค้งสุดท้ายหน้าห้องสอบก็ยังมีประโยชน์นะ" เจียงชิ่นยื่นสมุดจดในมือส่งให้ฟู่เส้าตั๋ว
ถึงเวลาเข้าห้องสอบแล้ว
เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วอยู่คนละห้องสอบกัน ส่วนจวงซือเหวินก็อยู่อีกห้องนึง
ทั้งสามคนจึงแยกย้ายกันเดินไปยังห้องสอบของตัวเอง
ก่อนจะแยกกัน ฟู่เส้าตั๋วยังไม่วายหันมามองเจียงชิ่นด้วยความเป็นห่วง
เขากำชับว่า "ถ้าเกิดรู้สึกไม่สบายตรงไหน ก็รีบบอกอาจารย์คุมสอบเลยนะ ห้ามฝืนทนเอาไว้เองเด็ดขาด เข้าใจไหม ? "
"เข้าใจแล้วน่า วางใจเถอะ" เจียงชิ่นส่งยิ้มพลางโบกมือลาเขา ก่อนจะเดินไปที่ห้องสอบของตัวเอง
ห้องสอบของเธออยู่ชั้นหนึ่ง ไม่ต้องเดินขึ้นบันได เดินเข้าประตูใหญ่มาแล้วเลี้ยวซ้ายก็ถึงเลย
ตอนที่เจียงชิ่นเดินเข้าห้องสอบ หลายคนในห้องต่างก็หันมามองเธอเป็นตาเดียว ในแววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงในความงาม ซึ่งเป็นสายตาแบบที่เจียงชิ่นคุ้นเคยเป็นอย่างดี
"คนนี้เหมือนจะเป็น เจียงชิ่น จากมหาวิทยาลัยเมืองหลวงนะ" มีคนซุบซิบกระซิบกระซาบกันอยู่ด้านล่าง
ด้วยความที่เจียงชิ่นหน้าตาสะสวยเกินเบอร์ แถมยังเป็นถึงอันดับหนึ่งในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับประเทศ เธอจึงมีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในเมืองหลวงพอสมควร
ถึงขั้นมีนักศึกษาบางคนดั้นด้นเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยเมืองหลวง เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้าเธอสักครั้ง อยากรู้ว่าบุคคลระดับตำนานคนนี้ ตัวจริงจะมีหน้าตาเป็นยังไง
มีนักศึกษาชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ที่แถวรองสุดท้ายนับจากข้างหลังของห้องเรียน
เขาก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารบนโต๊ะอยู่
พอได้ยินเสียงนักศึกษาสองคนข้างหลังซุบซิบกัน ชายหนุ่มก็เงยหน้าขวับ หันไปมองเจียงชิ่นทันที
วินาทีที่ได้เห็นเจียงชิ่น แววตาของชายหนุ่มก็ฉายแววซับซ้อนยากจะคาดเดา
เป็นเธอจริง ๆ ด้วย ไม่ใช่แค่คนชื่อซ้ำกัน
ในตอนนี้ เซียวเจาหยางอธิบายไม่ถูกเลยว่าตัวเองกำลังรู้สึกยังไง
เขาไม่คิดเลยว่าจะมาเจอเจียงชิ่นที่สนามสอบแบบนี้ คราวที่แล้วตอนอยู่ที่ร้านอาหาร หลังจากถูกตอกหน้าหงายกลับมา ความสนใจที่เซียวเจาหยางมีต่อเจียงชิ่นก็ลดน้อยถอยลงไปมาก
ท้ายที่สุดแล้วเจียงชิ่นก็แต่งงานมีสามีแล้ว และเขาก็ไม่ได้มีรสนิยมชอบยุ่งกับผู้หญิงที่มีเจ้าของ
แต่นั่นมันก็แค่ในตอนที่ไม่ได้เห็นหน้าเจียงชิ่นเท่านั้นแหละ
เมื่อกี้ตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นไปมอง เจียงชิ่นนั้นสวยหยาดเยิ้มจนแทบจะเปล่งประกายออร่าออกมา ทำเอาหัวใจของเขาพลันรู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่