- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 284 ดึงตัวน้องสามีมาร่วมงาน
บทที่ 284 ดึงตัวน้องสามีมาร่วมงาน
บทที่ 284 ดึงตัวน้องสามีมาร่วมงาน
บทที่ 284 ดึงตัวน้องสามีมาร่วมงาน
ครั้งนี้หวังเหิงนำอุปกรณ์เดินทางไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือเพียงลำพัง
ก่อนเดินทาง เขาตั้งใจแวะมาหาเจียงชิ่นเพื่อถามว่าเธออยากจะฝากของอะไรไปให้ฟู่เส้าตั๋วบ้างไหม
แน่นอนว่าต้องมีของฝากอยู่แล้ว
เจียงชิ่นไม่ได้เกรงใจหวังเหิงเลย เธอยัดของสามถุงใหญ่ให้เขา
"ถุงหนึ่งเป็นเสื้อผ้า ถุงหนึ่งเป็นของกิน ส่วนอีกถุงเป็นของใช้ รบกวนท่านรองผู้อำนวยการหวังด้วยนะคะ" เธอบอกด้วยรอยยิ้ม
หวังเหิงถึงกับสะดุ้ง "นี่คุณกะจะย้ายบ้านเลยหรือไงเนี่ย"
"ถ้าทำได้ก็อยากทำเหมือนกันค่ะ" เจียงชิ่นพูดพลางใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง
หวังเหิงรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "ถือซะว่าเมื่อกี้ผมไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกันนะครับ"
จากนั้นทั้งสองคนก็หัวเราะออกมา
ความจริงแล้วต่อให้ขนของไปเยอะกว่านี้ก็ไม่ได้ทำให้หวังเหิงเหนื่อยหรอก
ขาไปก็มีคนไปส่งที่สถานีรถไฟ พอถึงที่หมายก็มีคนมารับ
ตลอดการเดินทางมีคนคอยช่วยยกสัมภาระให้ตลอด
เจียงชิ่นเองก็รู้เรื่องนี้ดี ถึงได้กล้าเตรียมของไปให้สามถุงใหญ่แบบไม่เกรงใจ
พอได้ไปเยือนภาคตะวันตกเฉียงเหนือมาแล้วรอบหนึ่ง เจียงชิ่นถึงได้รู้ซึ้งว่าที่นั่นทุรกันดารและยากลำบากแค่ไหน ก็เลยถือโอกาสนี้ฝากข้าวของไปให้ฟู่เส้าตั๋วเยอะหน่อย
เมื่อหวังเหิงเดินทางออกจากเมืองหลวง เจียงชิ่นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดก็ได้พักผ่อนสักสองวันเสียที
ช่วงสุดสัปดาห์เธอเลยอยู่บ้านเพื่อเล่นเป็นเพื่อนลูก ๆ ทั้งวัน โดยพาหน่วนหน่วนกับหยางหยางไปเที่ยวที่สวนสาธารณะประชาชน
วันนี้ฟู่ซานว่างพอดี เธอเลยตามมาเที่ยวสวนสาธารณะและช่วยดูแลเด็ก ๆ ด้วย
หยางหยางเดินได้มั่นคงมากแล้ว พอมาถึงสวนสาธารณะเขาก็ไม่ยอมให้อุ้มอีก ดึงดันจะเดินด้วยตัวเองให้ได้
หน่วนหน่วนเห็นพี่ชายเดินเอง เธอก็อยากจะลงมาเดินด้วยเหมือนกัน
หยางหยางเดินนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว ส่วนหน่วนหน่วนยังเดินไม่ค่อยแข็งนัก ก็เลยเดินเตาะแตะตามไป
เจียงชิ่นกลัวว่าลูกสาวจะล้ม ก็เลยคอยเดินประกบอยู่ข้าง ๆ
ส่วนฟู่ซานก็เดินตามประกบหยางหยางอยู่ด้านหลัง
หยางหยางเดินมาได้สักพัก ฟู่ซานเห็นเขาเริ่มเหนื่อยแต่ก็ยังไม่ยอมหยุดพัก จึงชี้ไปที่เครื่องเล่นเครื่องบินหมุนที่อยู่ไม่ไกล
"หยางหยาง อาพาไปเล่นอันนั้นเอามั้ย หลานยังไม่เคยเล่นเลยนะ สนุกมาก ๆ เลย"
หยางหยางมองตามทิศทางที่เธอชี้ พอเห็นเครื่องบินลำเล็ก เขาก็พยักหน้ารับทันที
"เอาคับ จะไปเล่น"
หน่วนหน่วนเห็นพี่ชายจะไปนั่งเครื่องบิน เธอก็อยากจะไปเล่นด้วย
เจียงชิ่นจึงอุ้มเธอขึ้นมาแนบอก "ถ้างั้นให้แม่อุ้มไปนะ ไม่งั้นลูกจะเดินตามพี่เขาไม่ทันเอานะ"
คราวนี้หน่วนหน่วนไม่ได้ดิ้นรนปฏิเสธ เธอกอดคอเจียงชิ่น ยอมให้แม่อุ้มเดินไปอย่างว่าง่าย
เครื่องเล่นเครื่องบินหมุนถูกล้อมรอบด้วยรั้วเหล็กขนาดใหญ่ เครื่องบินแต่ละลำสามารถนั่งได้สองคน ผู้ใหญ่จึงสามารถนั่งเป็นเพื่อนเด็กได้
เมื่อเครื่องเล่นเริ่มทำงาน เครื่องบินลำเล็กก็จะหมุนวนรอบเสาตรงกลางในแนวระนาบไปเรื่อย ๆ
เนื่องจากเป็นเครื่องเล่นสำหรับเด็กเล็ก ความเร็วในการหมุนจึงไม่ได้เร็วมากนัก
ระดับความอันตรายไม่สูง จึงเป็นที่ชื่นชอบของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบเป็นอย่างมาก
เจียงชิ่นและฟู่ซานเข้าไปนั่งในเครื่องบินเป็นเพื่อนเด็ก ๆ ถือโอกาสสัมผัสความสุขในวัยเด็กไปด้วยในตัว
ถ้าเทียบกับเครื่องเล่นขนาดใหญ่แล้ว เครื่องเล่นนี้ค่อนข้างน่าเบื่อเลยทีเดียว
ให้ความรู้สึกเหมือนแค่หมุนเอื่อย ๆ ไปสองสามรอบแล้วก็จบ
แต่สำหรับหยางหยางกับหน่วนหน่วนแล้ว นี่คือของเล่นที่แปลกใหม่น่าตื่นตาตื่นใจสุด ๆ
พวกเขาดีใจกันใหญ่ หยางหยางถึงขนาดยื่นตัวออกไปโบกมือข้างนอก ทำเอาฟู่ซานตกใจรีบคว้าตัวเขากลับมาแทบไม่ทัน หลังจากเล่นเครื่องบินหมุนเสร็จ เจียงชิ่นกับฟู่ซานก็พาเด็ก ๆ ไปพายเรือเล่น
ในสวนสาธารณะประชาชนมีทะเลสาบเทียมที่สามารถพายเรือได้
เรือในยุคนี้ยังไม่มีรูปทรงน่ารัก ๆ เหมือนในยุคอนาคต เป็นเพียงเรือไม้สองพายธรรมดา ๆ
เดิมทีฟู่ซานเสนอให้พวกเขาสี่คนแบ่งนั่งเรือสองลำ
แต่เจียงชิ่นไม่กล้า เธอพายเรือแบบนี้ไม่เป็นจริง ๆ เป็นแต่เรือถีบหรือเรือที่มีพวงมาลัยบังคับแบบในยุคอนาคต
"เสี่ยวซาน ฉันกับหน่วนหน่วนนั่งลำเดียวกับพวกเธอดีกว่านะ" เจียงชิ่นพูดด้วยความปอดแหก
ฟู่ซานไม่ได้ว่าอะไร เธอจับมือเจียงชิ่นแล้วดึงทั้งเธอและหน่วนหน่วนที่อยู่ในอ้อมกอดลงเรือมาด้วยกัน
พอเริ่มพายเรือ เจียงชิ่นถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าน้องสามีของเธอเรี่ยวแรงมหาศาลมาก
ไม้พายทั้งสองข้างถูกเธอจ้วงพายไปข้างหน้าอย่างสบาย ๆ ไม่ต้องออกแรงอะไรมากมาย เรือลำน้อยก็ลอยละล่องไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ
หยางหยางกับหน่วนหน่วนตื่นเต้นกันสุด ๆ หน่วนหน่วนหดตัวซุกอยู่ในอ้อมกอดของเจียงชิ่น ไม่กล้าชะโงกหน้าไปริมน้ำ
ส่วนหยางหยางนั้นใจกล้ามาก ถึงขนาดจะเอามือวักน้ำเล่นตามขอบเรือ
เจียงชิ่นรีบคว้าตัวเขากลับมาและจับยึดเอาไว้แน่น
"จะเล่น จะเล่น" หยางหยางโบกมือเล็ก ๆ ประท้วงด้วยความไม่พอใจ
เจียงชิ่นอธิบายอย่างใจเย็น "ตรงนี้มันอันตรายเกินไปนะลูก นั่งดูวิวดี ๆ สิ เดี๋ยวหนูก็จะได้กินไอศกรีมแล้วไม่ใช่เหรอ"
พอได้ยินคำว่า 'ไอศกรีม' หยางหยางก็สงบเสงี่ยมลงทันตาเห็น
ฟู่ซานที่นั่งพายเรืออยู่ฝั่งตรงข้าม พอได้ยินเสียงก็หันมามองพวกเขาก่อนจะส่งยิ้มให้หยางหยาง
"ถ้าหยางหยางทำตัวดี ๆ ขึ้นฝั่งแล้วอาจะซื้อหน้ากากให้ เอาหน้ากากซุนหงอคงที่หลานอยากได้ไง"
หยางหยางยิ้มแฉ่งด้วยความดีใจทันที
เขาเล็งหน้ากากอันนั้นมานานแล้ว ตั้งแต่เดินเข้าสวนสาธารณะมา เขาก็เอาแต่คิดถึงมันตลอด
เจียงชิ่นส่ายหน้าให้ฟู่ซาน ส่งสายตาเป็นเชิงห้ามไม่ให้เธอสิ้นเปลืองเงินซื้อของให้เด็ก ๆ บ่อยนัก
แต่ฟู่ซานกลับยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ
"จริงสิพี่สะใภ้ใหญ่ ช่วงนี้เฮ่อหยางซานจะไปรับของมาเพิ่มอีกแล้วนะ ของในโกดังเหลือน้อยแล้ว บางอย่างก็ขาดสต๊อกไปแล้วด้วย"
"ได้สิ เดี๋ยวพี่หาเวลาไปเติมของให้นะ" เจียงชิ่นตอบ
ช่วงนี้มัวแต่ยุ่งจนแทบจะลืมเรื่องของเฮ่อหยางซานไปเลย
"เสี่ยวซาน เธอทำความรู้จักกับเฮ่อหยางซานเป็นยังไงบ้าง ? พ่อหนุ่มคนนั้นเก่งเรื่องค้าขายใช่ไหม ? "
ฟู่ซานพยักหน้า "เขาหัวไวมากเลยนะ สามารถพาคนตั้งเยอะตั้งแยะมาร่วมหัวจมท้ายทำงานด้วยกันได้ เก่งมาก ๆ เลยล่ะ"
"ในเมื่อเธอประเมินเขาไว้ค่อนข้างดี ถ้างั้นต่อไปนี้เธอก็ช่วยติดต่อกับเขาแทนพี่ก็แล้วกัน พอดีหลังจากนี้พี่คงจะยุ่งมาก ๆ คงไม่มีเวลาว่างเท่าไหร่"
ฟู่ซานเงยหน้าขวับมองเจียงชิ่นทันที บนใบหน้าปรากฏร่องรอยความดีใจที่ปิดไม่มิด
แต่สีหน้านั้นก็วูบหายไปอย่างรวดเร็ว เร็วจนเจียงชิ่นชักจะสงสัยว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่า
"ได้เลยค่ะ ยังไงหลังเลิกงานฉันก็ไม่ค่อยมีอะไรทำอยู่แล้ว พี่สะใภ้ลุยงานของพี่ไปได้เต็มที่เลยนะ ถ้าตอนไหนของขาดต้องเติมสต๊อก เดี๋ยวฉันจะคอยรายงานให้พี่ฟังเอง"
เจียงชิ่นรู้สึกว่าข้อดีข้อนี้ของฟู่ซานยอดเยี่ยมมาก
เต็มใจทำงาน พูดน้อย และเน้นลงมือทำจริง
แถมยังไม่มีความอยากรู้อยากเห็นเรื่องสินค้าพวกนั้นจนเกินงามด้วย
"จะให้เธอมาช่วยงานพี่ฟรี ๆ ก็คงไม่ได้หรอกนะ ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป พี่จะให้เงินเดือนเธอเดือนละ 30 หยวน"
30 หยวนเหรอ ?
พอได้ยินตัวเลขนี้ ฟู่ซานก็ถึงกับอึ้งไปเลย
เงินเดือนทั้งเดือนของเธอเพิ่งจะ 37 หยวน เอง แต่พี่สะใภ้ใหญ่กลับยื่นข้อเสนอให้เธอตั้ง 30 หยวน
ฟู่ซานรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน พอเอื้อมมือออกไปถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังพายเรืออยู่
เธอรีบละล่ำละลักบอก "พี่สะใภ้ ไม่ต้องหรอกค่ะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง พี่จะมาให้เงินฉันทำไมกัน"
"เรื่องงานก็คืองานสิ ถ้าเธอไม่ยอมรับเงินเดือน ต่อไปพี่ก็คงไม่กล้าไหว้วานให้เธอช่วยงานอีกแล้วล่ะ"
"พี่สะใภ้ ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ ฉันแค่จะบอกว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน แถมงานมันก็สบายแค่นี้เอง พี่ให้เงินฉันเยอะเกินไปแล้วล่ะ"
ฟู่ซานร้อนรนจนหน้าแดงก่ำ
เจียงชิ่นโบกมือ "30 หยวนไม่ได้เยอะอะไรเลย เอาเป็นว่าเราตกลงกันตามนี้นะ"
ถ้าฟู่ซานรู้ว่ายอดรวมในการมารับสินค้าแต่ละครั้งของเฮ่อหยางซานมันมากขนาดไหน เธอคงตกใจจนตาตั้งแน่ ๆ เดิมทีนี่ก็เป็นการค้าแบบจับเสือมือเปล่าอยู่แล้ว ไม่ว่าจะได้กำไรมากหรือน้อย ทุกหยวนทุกเหมาก็คือกำไรล้วน ๆ การปล่อยสินค้าแต่ละรอบอย่างต่ำ ๆ ก็ฟันกำไรได้ถึง 200 หยวน แล้ว
ถ้าคิดเฉลี่ยเดือนละสี่ครั้ง ก็ปาเข้าไปตั้ง 800 หยวน แบ่งให้ฟู่ซานแค่ 30 หยวน ถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก
เจียงชิ่นมีความคิดอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว ตั้งแต่ตอนที่อยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือเธอก็คิดเรื่องนี้มาตลอด
ฟู่ซานเป็นคนร่าเริงมนุษยสัมพันธ์ดี ชอบพบปะพูดคุยกับผู้คน
ถ้าได้ขัดเกลาฝึกฝนให้ดี ๆ ก็สามารถขึ้นเป็นหัวหน้างานได้สบาย ๆ
เจียงชิ่นจำได้ว่า โรงงานทอผ้าแห่งที่สองของเมืองหลวง จะเริ่มมีผลประกอบการตกต่ำลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป และในที่สุดก็ทนแบกรับภาระไม่ไหวจนต้องประกาศปิดกิจการลงในปี 1980
นั่นก็หมายความว่า อีกแค่สองปี ฟู่ซานก็จะต้องกลายเป็นหนึ่งในคนงานหญิงของโรงงานทอผ้าที่ต้องเผชิญกับคลื่นการตกงานระลอกใหญ่ สิ่งที่เจียงชิ่นคิดเอาไว้ก็คือ ดึงตัวน้องสามีมาร่วมงานกับเธอเสียเลย