- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 274 ความคิดถึงที่ส่งถึงกัน
บทที่ 274 ความคิดถึงที่ส่งถึงกัน
บทที่ 274 ความคิดถึงที่ส่งถึงกัน
บทที่ 274 ความคิดถึงที่ส่งถึงกัน
'กรรมการวิชาการ' เป็นคำเรียกในยุคสมัยนี้ ซึ่งเทียบเท่ากับตำแหน่ง 'นักวิชาการระดับชาติ' ในยุคหลัง
ด้วยผลงานการส่งเสริมเมล็ดพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ เจียงเต๋อเหิงจึงได้สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงให้กับประเทศชาติ ล่าสุดเขาจึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งกรรมการวิชาการ และยังเป็นผู้ลงสมัครที่มีอายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมาอีกด้วย
เรื่องนี้เจียงชิ่นบังเอิญไปได้ยินมาจากหวังเหิง
พอหวังเหิงได้ข่าว ก็อุตส่าห์โทรศัพท์มาบอกข่าวดีนี้ให้เธอรู้เป็นคนแรก
การประเมินเพื่อคัดเลือกกรรมการวิชาการนั้นเข้มงวดมาก หากในระหว่างกระบวนการนี้มีข่าวในแง่ลบหรือเรื่องเสื่อมเสียอะไรโผล่ขึ้นมา เผลอ ๆ อาจจะส่งผลกระทบต่ออนาคตหน้าที่การงานของเจียงเต๋อเหิงได้เลย
เพื่อแลกกับคนเลวพรรค์นั้น มันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
เรื่องขาดทุนย่อยยับแบบนี้ เจียงชิ่นไม่มีทางยอมทำเด็ดขาด
เจียงเต๋อเหิงถามด้วยความประหลาดใจ "น้องเล็ก เธอรู้เรื่องการเสนอชื่อของพี่ได้ยังไงเนี่ย ? "
เจียงชิ่นจงใจพูดกั๊กเอาไว้ "พี่ไม่ต้องสนหรอกน่า เอาเป็นว่าฉันก็มีวิธีรู้ของฉันก็แล้วกัน"
เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "พี่รองคะ พี่วางใจเถอะ เรื่องของพี่ใหญ่ไม่ต้องถึงมือพี่หรอก เดี๋ยวฉันจะไปจัดการสั่งสอนไอ้สารเลวนั่นแทนพี่ใหญ่เอง"
คำพูดของเธอทำเอาเจียงเต๋อเหิงถึงกับอึ้งไป ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า "โอ้โห ดูไม่ออกเลยนะเนี่ยว่าตอนนี้น้องสาวบ้านเราจะดุดันทรงพลังขนาดนี้ งั้นเธอลองว่ามาสิ ว่ามีวิธีเด็ด ๆ อะไรที่ทำให้เราไม่เสียเปรียบบ้าง ? "
เจียงชิ่นยิ้มอย่างมีเลศนัย "ยังไม่บอกหรอก รอให้ถึงเวลาเดี๋ยวพี่ก็รู้เองแหละ"
เจียงเต๋อเหิงอยากรู้อยากเห็นจนแทบจะทนไม่ไหว ทำไมเขารู้สึกเหมือนว่าน้องสาวตัวน้อยของเขากำลังกุมความลับอะไรบางอย่าง แล้วปิดบังไม่ให้คนในบ้านรู้กันนะ
แต่ต่อให้อยากรู้ไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะเจียงชิ่นปิดปากเงียบกริบ ไม่ว่าจะตะล่อมถามยังไงก็ไม่ยอมหลุดปากพูดออกมาเลย
ตอนกินข้าว ทั้งเจียงลี่และเจียงเต๋อเลี่ยงก็ยังไม่กลับมา
จ้านอวี้หมิ่นมองดูมื้อค่ำของครอบครัวที่ขาดสมาชิกไปสองคน พลางบ่นกระปอดกระแปด "ดูสิ สองคนนี้นะทำหยั่งกับไปงอกรากฝังโคนอยู่ที่ทำงานงั้นแหละ วัน ๆ ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง ทั้งพ่อทั้งลูกหายหัวไปเป็นเดือนแล้วเนี่ย ตอนนี้โรงงานกำลังทำโปรเจกต์อะไรอยู่ก็ไม่รู้ เมื่อก่อนคนในครอบครัวยังพอเดินเข้าออกโรงงานได้สบาย ๆ แต่ตอนนี้ยามหน้าประตูตรวจเข้มงวดหยั่งกับอะไรดี ไม่ยอมให้ใครเข้าไปเลย ถ้าไม่ใช่เพราะยังพอโทรศัพท์ติดต่อกันได้บ้าง ฉันคงนึกว่าพวกเขาไปทำผิดอะไรมาแล้วโดนจับขังไปแล้วนะเนี่ย"
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จ้านอวี้หมิ่นอัดอั้นตันใจจนแทบจะระเบิด
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ลูกสาวสุดที่รักของเธอก็ยุ่งหัวหมุนไม่แพ้กัน เธอเรียกให้กลับมากินข้าวที่บ้านตั้งหลายรอบ กว่าจะยอมเสด็จมาได้ก็รอบนี้นี่แหละ
"พวกเธอนี่นะ แต่ละคนวัน ๆ มัวแต่ยุ่งอะไรกันอยู่เนี่ย ? ถึงได้หายหน้าหายตากันไปหมด" จ้านอวี้หมิ่นหันไปถามเจียงชิ่น แม้ในใจจะยังมีไฟคุกรุ่น แต่พอหันมาคุยกับลูกสาว น้ำเสียงของเธอก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าถามด้วยความนุ่มนวลเลยทีเดียว
อวี๋เฟิ่งเจียกับเก่อหมิงลี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ต่างก็กำลังอุ้มเด็กไว้ในอ้อมแขนคนละคน
หยางหยางกับหน่วนหน่วนคุ้นเคยกับพวกเธอสองคนดีแล้ว จึงไม่มีอาการตื่นคนแปลกหน้าให้เห็นเลย พวกเขานั่งกินข้าวอยู่ในอ้อมกอดของป้าสะใภ้อย่างว่าง่าย
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนที่ได้ยินน้ำเสียง 'ชวนสยอง' แบบนี้ของแม่สามี พวกเธอสองคนคงต้องแอบสบตากันเพื่อแสดงความไม่พอใจไปแล้ว
ทว่าตอนนี้น้องสามีได้ใช้ความสามารถส่วนตัว ผนวกกับเสน่ห์ดึงดูดและ 'กระสุนเคลือบน้ำตาล' (ของกินของใช้ที่เอามาเปย์) พิชิตใจพวกเธอไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ลำพังแค่ของกินของใช้ที่เจียงชิ่นคอยหามาให้พวกเธออยู่บ่อย ๆ ก็ทำให้พวกเธอซาบซึ้งใจจะแย่อยู่แล้ว ใครจะยังมีหน้าไปตั้งตนเป็นศัตรูกับเจียงชิ่นอีกเล่า
เจียงชิ่นที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จ้านอวี้หมิ่น พอถูกผู้เป็นแม่ถาม เธอก็ไม่รีบร้อน ค่อย ๆ วางตะเกียบลง แล้วหันไปมองแม่ด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย
"เรื่องนี้แม่ไม่รู้อะไรซะแล้ว ฉัน พ่อ แล้วก็พี่ ๆ น่ะ ตอนนี้พวกเราจัดอยู่ในกลุ่มบุคลากรผู้มีความสามารถด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์กันหมดแล้วนะคะ งานประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชาติก็เพิ่งจะจัดขึ้นที่เมืองหลวงของเรา พวกแม่ก็น่าจะพอได้ยินข่าวกันมาบ้างแล้วนี่นา ตอนนี้บุคลากรด้านเทคโนโลยีกำลังเป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดเลยนะ การพัฒนาประเทศขาดพวกเราไปไม่ได้หรอกค่ะ ก็เลยต้องเหนื่อยต้องลำบากกันหน่อย คนเป็นครอบครัวก็ต้องพยายามเข้าใจกันให้มาก ๆ นะคะ"
จ้านอวี้หมิ่นกลอกตาบน "พี่สามของแกมีน้ำยาแค่ไหนทำไมฉันจะไม่รู้ อย่างเขาน่ะเหรอ บุคลากรด้านการวิจัย ? ล้อฉันเล่นหรือเปล่าเนี่ย ? "
"ถึงพี่สามจะไม่ใช่บุคลากรด้านการวิจัย แต่เขาก็เป็นบุคลากรด้านการบริหารจัดการไงคะ ตอนนี้ใต้บังคับบัญชาของเขามีคนงานตั้งหลายร้อยคนเชียวนะ"
"เรื่องนั้นพ่อแกโทรมาเล่าให้ฟังแล้วล่ะ ที่วันนี้แม่เรียกพวกแกทุกคนกลับมากินข้าว ก็เพื่อจะฉลองเรื่องนี้แหละ พ่อแกได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการโรงงานแล้วนะ ส่วนเต๋อเหิงก็ได้เป็นหัวหน้าแผนกผลิต ได้เลื่อนตำแหน่งกันทั้งคู่เลย"
สิ้นเสียงของจ้านอวี้หมิ่น ทุกคนในวงข้าว ยกเว้นเจียงชิ่น ต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
หยางหยางที่นั่งอยู่บนตักของป้าสะใภ้ พอเห็นสีหน้าท่าทางของผู้ใหญ่ ก็วางช้อนคันเล็กในมือลง
แม้เขาจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็สัมผัสได้ว่าต้องมีเรื่องใหญ่อะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ ๆ
ถึงจะไม่เข้าใจ แต่ก็รู้สึกว่ามันต้องเจ๋งมากแน่ ๆ !
"พระเจ้าช่วย ! เรื่องตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะเนี่ย ? " อวี๋เฟิ่งเจียเป็นคนแรกที่โพล่งถามขึ้น
"ก็เมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง เพิ่งจะมีคำสั่งแต่งตั้งลงมาสด ๆ ร้อน ๆ เลย" จ้านอวี้หมิ่นพยายามปั้นหน้าขรึมรักษามาดแม่สามีเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ห้ามรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าไม่ได้อยู่ดี
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงดูชื่นมื่นยินดีกว่าปกติมาก
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข่าวดีสุดยิ่งใหญ่นี้ และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะท่าทีของจ้านอวี้หมิ่นที่ดูผ่อนคลายต่างไปจากปกติ
"แบบนี้มันต้องดื่มฉลองกันสักหน่อยแล้ว ! " เจียงเต๋อเหิงลุกพรวดขึ้น ยืดอกเดินตรงเข้าไปในครัว แล้วหยิบเอาเหล้าชั้นดีที่เจียงลี่มักจะแอบซ่อนไว้ออกมาหนึ่งขวด
จ้านอวี้หมิ่นโวยวายขึ้นมาทันที "เอ๊ะ ๆ นั่นมันเหล้าขวดโปรดของพ่อแกเลยนะ ปกติแกยังหวงแทบตาย ต้องรินใส่จอกเล็ก ๆ จิบทีละนิด แกอย่าเอาของแกมาเปิดสุ่มสี่สุ่มห้านะ"
แต่เจียงเต๋อเหิงไม่สน เขาบิดเปิดฝาขวดดัง 'ป๊อก' อย่างคล่องแคล่ว แล้วจัดการรินเหล้าลงในแก้วสังกะสีเคลือบจนเกือบเต็ม
"ก็วันนี้เป็นวันดี วันแห่งความสุขนี่นา ไว้เดี๋ยวผมค่อยซื้อขวดใหม่มาคืนพ่อทีหลังก็แล้วกัน" เขารินเหล้าใส่แก้วตัวเองจนเต็มปรี่ แล้วหันไปกวาดสายตามองคนอื่น ๆ เป็นเชิงถามว่าใครจะรับบ้าง
"อะแฮ่ม... พี่รอง รินให้ฉันหน่อยสิคะ" เจียงชิ่นเลื่อนแก้วสังกะสีเคลือบของตัวเองไปทางเขา
ชาติก่อนเธอพอจะดื่มเหล้าเก่งอยู่บ้าง พอเห็นเหล้าเหมาไถในมือของเจียงเต๋อเหิง ตาก็ลุกวาวขึ้นมาทันที ในยุคนี้ยังไม่มีเหล้าปลอมระบาด เพราะงั้นขวดนี้ต้องเป็นเหล้าเหมาไถของแท้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์
แถมยังไม่รู้ด้วยว่าหมักเก็บเอาไว้กี่ปีแล้ว งานนี้ต้องขอลิ้มรสดูสักหน่อยแล้วล่ะ
เจียงเต๋อเหิงไม่คิดว่าคนแรกที่จะตอบรับคำชวนของเขาจะเป็นน้องสาวคนเล็ก แต่ก็นะ วันนี้ทุกคนกำลังอารมณ์ดี เขาจึงจัดการรินเหล้าให้เจียงชิ่นไปหนึ่งแก้ว
จ้านอวี้หมิ่นเห็นแบบนั้น ในเมื่อไหน ๆ ก็เปิดขวดรินกินกันไปแล้ว เธอก็เลยขอบ้าง
ปกติเห็นตาเฒ่าหวงนักหวงหนา เธอเองก็ชักจะอยากรู้เหมือนกันว่ารสชาติมันจะวิเศษวิโสสักแค่ไหนกันเชียว
อวี๋เฟิ่งเจียกับเก่อหมิงลี่ก็ขอร่วมวงดื่มด่ำบรรยากาศด้วยคนละแก้ว
แต่เพราะพวกเธอต้องคอยดูแลเด็ก ๆ เจียงเต๋อเหิงจึงรินให้พวกเธอแค่เศษหนึ่งส่วนสามของแก้วเท่านั้น
เอาแค่พอรู้รสก็พอแล้ว
บรรดาผู้ใหญ่ในครอบครัวต่างยกแก้วขึ้นมาชนกันดังเป๊ง
คืนนั้น เจียงชิ่นพาเด็ก ๆ ค้างคืนที่บ้านแม่เลย
เพราะดื่มเหล้าเข้าไปแถมยังดึกมากแล้ว จ้านอวี้หมิ่นจึงรั้งให้เธอนอนพักที่นี่ เจียงชิ่นก็เลยตกลงอยู่ค้างคืน
หยางหยางกับหน่วนหน่วนไปนอนกับคุณยาย ส่วนเจียงชิ่นนอนตะแคงอยู่บนเตียงคนเดียว สายตาเหม่อมองขึ้นไปบนเพดาน
ความจริงเหล้าแค่แก้วเดียวไม่ได้ทำให้เธอเมาหรอก เพียงแต่ตอนนี้สติของเธอเริ่มจะล่องลอยนิด ๆ
ค่ำคืนนี้ พอได้เห็นพี่รองกับพี่สะใภ้รองนั่งเคียงคู่กันอย่างใกล้ชิด จู่ ๆ เจียงชิ่นก็เริ่มคิดถึงฟู่เส้าตั๋วขึ้นมาจับใจ
คิดถึงจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว ไม่ไหวแล้ว เธอต้องหาโอกาสไปเยี่ยมเขาให้ได้
เจียงชิ่นพลิกตัวกลับมา ในใจผุดความคิดบางอย่างขึ้นมา
รอให้อุปกรณ์ CNC ถูกผลิตออกมาก่อนเถอะ เธอจะไปเยือนภาคตะวันตกเฉียงเหนือด้วยตัวเองเลย
เธออยากเจอหน้าฟู่เส้าตั๋ว เธอคิดถึงเขาเหลือเกิน
ไม่รู้ว่าป่านนี้ฟู่เส้าตั๋วจะกำลังทำอะไรอยู่นะ
เขาจะกำลังคิดถึงเธอเหมือนที่เธอคิดถึงเขาอยู่หรือเปล่า...
ในขณะเดียวกัน ณ หอพักวิศวกรของฐานการผลิตเหล็กกล้าทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ฟู่เส้าตั๋วสวมเสื้อคลุมนั่งอยู่ที่โต๊ะ ในมือถือสมุดจดปกพลาสติกเอาไว้ เขาเปิดมันออก แล้วหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งออกมาจากช่องว่างระหว่างปกกับหน้ากระดาษ
มันเป็นรูปถ่ายขาวดำขนาดหนึ่งนิ้ว ซึ่งเป็นรูปที่เขาไปเป็นเพื่อนเจียงชิ่นถ่ายที่ร้านถ่ายรูป เพื่อเอาไปทำบัตรประจำตัวนักศึกษาตอนที่เพิ่งเข้าเรียนใหม่ ๆ นั่นเอง