- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 273 กลับไปทำงานสายเดิม
บทที่ 273 กลับไปทำงานสายเดิม
บทที่ 273 กลับไปทำงานสายเดิม
บทที่ 273 กลับไปทำงานสายเดิม
"โอ๊ะ ไม่เลวเลยแฮะ รู้เรื่องพวกนี้ด้วย" เจียงเต๋อเหิงหัวเราะพลางปรบมือ
"พี่รองคะ ข่าวสารในมหาวิทยาลัยของเราไปไวมากนะคะ เผลอ ๆ บางเรื่องฉันอาจจะรู้ก่อนพี่ซะอีก"
"นั่นก็เป็นไปได้นะ ครึ่งปีที่ผ่านมานี้พี่ไม่ได้ว่างเลย ออกไปข้างนอกทุกวัน เดินทางไปดูงานทั่วประเทศ ตอนนี้เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีหมายเลข 901 ถูกนำไปส่งเสริมให้ปลูกทั่วประเทศแล้ว เมล็ดพันธุ์ใหม่ ๆ ชนิดอื่นก็ถูกส่งเสริมให้ปลูกตามไปด้วย คาดการณ์ได้เลยว่าปีนี้จะเป็นปีที่เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์สุด ๆ แน่นอน ! " พอพูดถึงงานสายอาชีพเดิมของตัวเอง เจียงเต๋อเหิงก็พูดจาฉะฉานหน้าตาสดใสเบิกบานขึ้นมาทันที
เจียงชิ่นอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา พลางถามว่า "ความรู้สึกที่ได้เดินทางไปทั่วประเทศเป็นยังไงบ้างคะ ? เหนื่อยไหม ? "
"จะบอกว่าไม่เหนื่อยก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่พอได้ลงพื้นที่ไปเห็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและรอยยิ้มของชาวบ้านในชนบท ความเหนื่อยอะไรพวกนั้นก็ปลิวหายไปหมดเลย" พูดมาถึงตรงนี้ เจียงเต๋อเหิงก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ "จริงสิ พี่มีของขวัญมาฝากเธอด้วยนะ"
เขาหยิบหนังสือเล่มบาง ๆ ออกมาจากกระเป๋าเอกสารด้านหลัง แล้วยื่นให้เจียงชิ่น
เจียงชิ่นรับมา หน้าปกหนังสือเป็นสีเขียวมรกต พิมพ์ตัวอักษรว่า 'ข้อควรระวังในการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรสายพันธุ์ใหม่' ภาพพื้นหลังเป็นภาพบรรยากาศการทำนาที่กำลังยุ่งเหยิง บนท้องฟ้ามีนกนางแอ่นบินว่อนอยู่สองสามตัว
"นี่มัน..." เธอเปิดไปหน้าที่สอง คำพูดที่กำลังจะหลุดออกจากปากก็พลันเงียบหายไป
ในช่องชื่อผู้แต่งหนังสือ นอกจากชื่อของเจียงเต๋อเหิงแล้ว ยังมีอีกชื่อหนึ่งนั่นคือ... เจียงชิ่น
"พี่รองคะ นี่มันเรื่องอะไรกัน ? ไม่ใช่ตกลงกันแล้วเหรอว่าจะไม่พูดถึงฉันอีก ? "
เจียงเต๋อเหิงหัวเราะฮ่า ๆ "บอกว่าไม่พูดถึง แล้วจะไม่ให้พูดถึงได้จริง ๆ เหรอ ? เมล็ดพันธุ์พวกนั้นเธอเป็นคนค้นพบนะ คนที่ทำคุณูปการยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือเธอ จะให้ใส่ชื่อพี่ลงไปแค่คนเดียวได้ยังไงล่ะ ขืนทำแบบนั้น สู้พี่ไม่เขียนหนังสือเล่มนี้ซะยังจะดีกว่า"
"อ้อ ลองดูเนื้อหาข้างในสิ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่พี่สรุปมาจากจุดเด่นของเมล็ดพันธุ์ใหม่พวกนั้นทั้งนั้น เมล็ดพันธุ์ล็อตนี้มีหลากหลายชนิดเกินไป พี่กลัวว่าสหายเกษตรกรจะสับสนและทำความเข้าใจได้ไม่ทันท่วงที ขืนทำให้เสียเวลาเพาะปลูกไปคงไม่ดีแน่ พี่ก็เลยเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา"
เจียงชิ่นเปิดดูแบบผ่าน ๆ อีกสองสามหน้า
หนังสือเล่มนี้บางมาก ไม่ได้หนาอะไรเลย เห็นได้ชัดว่าเมล็ดพันธุ์สายพันธุ์ใหม่นี้ปลูกง่ายมากจริง ๆ จึงไม่มีข้อควรระวังอะไรให้ต้องเขียนลงไปในหนังสือมากมายนัก
"พี่แจกจ่ายหนังสือเล่มนี้ให้กับสถานีเทคโนโลยีการเกษตรทุกพื้นที่ไปล็อตนึงแล้ว เพื่อให้พวกเขานำไปแจกจ่ายต่อ อ้อ ตอนที่พี่แวะผ่านฟาร์มตงอัน คนที่นั่นยังถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเธอด้วยนะ ไม่ใช่แค่คนสองคนนะ แต่มาถามกันเพียบเลย น้องเล็ก มนุษยสัมพันธ์ของเธอที่ฟาร์มนี่ดีไม่เบาเลยนะ" เจียงเต๋อเหิงพูดด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจไปกับน้องสาว
ฟาร์มตงอันเป็นพื้นที่ทดลองนำร่องแห่งแรกของประเทศ และเป็นผู้ให้ความร่วมมือโดยตรงของเขา ก่อนหน้านี้เขาเคยไปลงพื้นที่สำรวจมาแล้ว
การกลับไปเยือนอีกครั้งในรอบนี้ เขาไม่คิดเลยว่าประโยคที่คนในฟาร์มพูดกันมากที่สุด กลับกลายเป็นการถามไถ่ถึงสถานการณ์ของน้องสาวเขา
น้องสาวบ้านเขาไปอยู่ที่นั่นได้รับความนิยมมากขนาดไหนกันนะเนี่ย คนรู้จักก็เยอะ คนที่เป็นห่วงเป็นใยก็เยอะตามไปด้วย เจียงชิ่นเม้มปากยิ้มบาง ๆ
เธอมองออกถึงความอยากรู้อยากเห็นของพี่รอง แต่ก็ไม่อยากอธิบายอะไร
เรื่องบางเรื่องอธิบายไปก็ยุ่งยากเปล่า ๆ แถมยังไม่มีความจำเป็นอีกด้วย
"พี่รองคะ ฟาร์มตงอันเป็นสถานที่ที่ฉันใช้ชีวิตอยู่มาตั้งสามปี ยังไงพี่ก็ต้องช่วยดูแลทางนั้นให้ดี ๆ หน่อยนะคะ ฝากด้วยล่ะ"
"เธอยังไม่วางใจฟาร์มตงอันอีกเหรอ ? ทางนั้นน่ะถือเป็นแนวหน้าในการปลูกเมล็ดพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ของประเทศ เป็นที่แรกเลยนะ รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีของคนที่นั่นปาเข้าไปสองพันหยวนแล้วนะ แน่นอนว่านี่คือการคิดคำนวณเอาผลผลิตธัญพืชมาตีเป็นมูลค่าเงินแล้ว แต่แค่นี้ก็บ่งบอกอะไรได้หลายอย่างแล้วล่ะ"
ในปัจจุบันนี้ ธัญพืชไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อขาย รัฐบาลเป็นผู้ผูกขาดการรับซื้อและจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว ทว่าธัญพืชส่วนที่เหลือจากการส่งมอบนั้น สามารถเก็บไว้กินเองในครอบครัว หรือจะนำไปแลกเปลี่ยนสิ่งของกับคนอื่นก็ได้
เงินสองพันหยวนในประเทศยุคปัจจุบันนี้ ถือเป็นตัวเลขที่มหาศาลมาก
เทียบเท่ากับว่าคนหนึ่งคนมีรายได้ต่อเดือนเกือบๆ 170 หยวนเลยทีเดียว สำหรับครอบครัวในชนบทแล้ว นี่มันเป็นตัวเลขที่สูงลิ่วราวกับทะลุฟ้าเลยล่ะ
ครอบครัวในชนบทหลายต่อหลายครอบครัว ต่อให้เก็บหอมรอมริบทั้งปีก็ยังไม่ได้เงินจำนวนเท่านี้เลยด้วยซ้ำ
แม้แต่คนงานระดับแปดในโรงงาน ก็ยังหาเงินได้แค่ร้อยกว่าหยวนนิด ๆ เท่านั้นเอง
"ตอนที่ฉันอยู่ที่ฟาร์มช่วงนั้น อย่าว่าแต่ได้กินเนื้อสัตว์เลย แค่ได้กินธัญพืชขัดสีก็ถือว่าเป็นเรื่องหรูหราแล้ว ตอนนี้ทุกคนสามารถมีกินมีใช้ได้อย่างอุดมสมบูรณ์แล้ว ดีจังเลยนะคะ ฉันเชื่อว่าอีกไม่นาน คนทั้งประเทศก็จะได้กินอิ่มท้อง และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นค่ะ"
เจียงเต๋อเหิงจ้องมองน้องสาวคนเล็กที่กำลังพูดอยู่ มองไปมองมา เขาก็รู้สึกเหม่อลอยไปชั่วขณะ
คนตรงหน้าคือน้องสาวของเขาจริง ๆ มีคิ้ว ตา และรูปหน้าที่เหมือนเดิมทุกประการ แต่เขากลับมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเองเหมือนได้เห็นเงาของใครอีกคนซ้อนทับอยู่
เป็นเงาที่แยกตัวออกมาต่างหาก ซึ่งไม่ใช่เงาของน้องสาวของเขา
ทว่าความรู้สึกนี้ก็วาบขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ก่อนที่เจียงเต๋อเหิงจะปัดมันทิ้งไปไว้เบื้องหลังอย่างรวดเร็ว
"เธอพูดถูก พอปีนี้เราขยายพื้นที่เพาะปลูกเมล็ดพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ไปอย่างครอบคลุมแล้ว ประชาชนตาดำ ๆ ก็จะได้มีข้าวกินอิ่มท้องกันถ้วนหน้าแล้วล่ะ"
เจียงชิ่นมองเขา แล้วจู่ ๆ ก็ถามขึ้นมาว่า "พี่รองคะ พี่ว่าหลังจากแก้ปัญหาปากท้องเสร็จแล้ว ก้าวต่อไปรัฐบาลจะทำอะไรต่อคะ ? "
เจียงเต๋อเหิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปว่า "เธอหมายถึง... อุตสาหกรรมงั้นเหรอ ? "
"ใช่ค่ะ อุตสาหกรรม อุตสาหกรรมคือรากฐานของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นของใช้พลเรือนหรือของใช้ทางทหาร ล้วนแยกไม่ออกจากอุตสาหกรรมทั้งสิ้น ความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอของภาคอุตสาหกรรม ก็เป็นตัวแทนบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอของประเทศด้วยเช่นกัน ดังนั้น อีกไม่นานรัฐบาลจะต้องทุ่มเทพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่แน่นอนค่ะ" เจียงชิ่นกล่าว
"เรื่องนี้พี่ก็สัมผัสได้เหมือนกัน ช่วงนี้มีโครงการขนาดใหญ่หลายแห่งทยอยเริ่มดำเนินการก่อสร้างกันแล้ว แต่ว่านะ เสี่ยวชิ่น จู่ ๆ เธอก็ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด คงไม่ได้ตั้งใจจะให้พี่เปลี่ยนสายงานไปทำด้านอุตสาหกรรมหรอกนะ ? แบบนี้ไม่ไหวจริง ๆ นะ ข้ามสายงานมันก็เหมือนข้ามภูเขาทั้งลูกนั่นแหละ" เจียงเต๋อเหิงรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน ท่าทางของเขาดูเหมือนจะกลัวว่าเจียงชิ่นจะแนะนำให้เขาเปลี่ยนสายงานจริง ๆ
"พี่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรดี ๆ อยู่แล้ว ฉันจะไปยุให้พี่เปลี่ยนสายงานทำไมกันล่ะคะ ตำแหน่งตอนนี้ของพี่ออกจะสุขสบายจะตายไป"
สบายซะจนวันข้างหน้าแทบจะไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องมานั่งกังวลใจอีกแล้วล่ะ ยังไงซะก็มีสุดยอดเมล็ดพันธุ์อยู่ในมือ ไม่ว่าจะปลูกยังไงก็ได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเจอกับสภาพอากาศเลวร้ายแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัว
วันข้างหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรคงจะไม่มีงานให้ทำแล้วมั้ง สงสัยคงได้เกษียณอายุล่วงหน้าแหง ๆ
"ถ้าอย่างนั้น เธอหมายความว่า..."
"ฉันอยากให้พี่ใหญ่ออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ แล้วกลับไปทำงานในสายอาชีพเดิมของเขาน่ะค่ะ"
คำพูดเพียงประโยคเดียวของเจียงชิ่น ทำเอาเจียงเต๋อเหิงถึงกับอึ้งค้างอยู่กับที่
สมัยเรียนปริญญาตรี เจียงเต๋อเหว่ยเรียนจบมาในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า หลังเรียนจบเขาก็ไปทำงานที่โรงไฟฟ้าอยู่หลายปี ต่อมาด้วยความสามารถที่โดดเด่นจึงถูกโอนย้ายไปที่กระทรวงเครื่องจักรกลที่ 4 แล้วหลังจากนั้นไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงไปเข้าตากระทรวงศึกษาธิการเข้า เลยถูกโอนย้ายไปทำงานที่นั่น
ความจริงแล้ว ในใจลึก ๆ ของเจียงเต๋อเหว่ยยังคงอยากกลับไปทำงานในสายอาชีพเดิมของตัวเองอยู่เสมอ แต่ด้วยกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามการโยกย้ายขององค์กร เขาจึงจำใจต้องย้ายไปอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ
แล้วก็ทนทำอยู่ที่นั่นมานานเกือบสิบปีแล้ว
"เรื่องที่พี่ใหญ่เรียนมา มันก็เกี่ยวกับอุตสาหกรรมจริง ๆ นั่นแหละ..." เจียงเต๋อเหิงพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง "น้องเล็ก พี่ใหญ่ก็ทำงานของเขาอยู่ดี ๆ ทำไมจู่ ๆ เธอถึงอยากให้เขาเปลี่ยนงานล่ะ ? "
เจียงชิ่นไม่ได้คิดจะปิดบังเขาอยู่แล้ว "พี่ใหญ่โดนคนรังแกเอาน่ะสิคะ"
เธอเล่าต้นสายปลายเหตุทั้งหมดให้เขาฟังตั้งแต่ต้นจนจบ พอได้ฟังเรื่องราวในตอนท้าย เจียงเต๋อเหิงก็โกรธจัดจนตบโต๊ะลุกพรวดขึ้นมา
"ไอ้เวรเอ๊ย ! พรุ่งนี้พี่จะไปหาพี่ใหญ่ที่นั่น จะต้องไปซัดหน้าไอ้หมอนั่นสักหมัดให้ได้เลยคอยดูสิ ! "
เจียงชิ่นรีบคว้าตัวเขาเอาไว้ "พี่รอง พี่คิดจะทำอะไรเนี่ย พี่เป็นถึงว่าที่นักวิชาการระดับชาติ จะไปชกต่อยกับคนพรรค์นั้นได้ยังไง ขืนสุดท้ายพี่โดนตัดสิทธิ์ขึ้นมา คนที่เสียเปรียบก็คือพวกเรานะคะ"
เจียงเต๋อเหิงกำลังโกรธจัดเป็นฟืนเป็นไฟ พอได้ยินคำพูดของเจียงชิ่น เขาก็ถึงกับชะงักงันไปด้วยความงุนงง
"นักวิชาการระดับชาติ ? น้องเล็ก เธอพูดเรื่องอะไรน่ะ ? "
เอ่อ... พูดเร็วไปหน่อย ลืมไปเลยว่ายุคนี้เขายังไม่เรียกกันด้วยตำแหน่งนี้นี่นา
"เมื่อกี้ฉันพูดผิดน่ะค่ะ หมายถึงกรรมการวิชาการ ต่างหากล่ะ พี่เพิ่งจะได้รับการเสนอชื่อไม่ใช่เหรอคะ"