เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 272 ความยากลำบากของพี่ใหญ่

บทที่ 272 ความยากลำบากของพี่ใหญ่

บทที่ 272 ความยากลำบากของพี่ใหญ่


บทที่ 272 ความยากลำบากของพี่ใหญ่

วันนี้ตอนที่เจียงชิ่นกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียน จ้านอวี้หมิ่นได้ฝากคนมาบอกเธอว่า เลิกเรียนแล้วให้กลับมากินข้าวที่บ้าน (บ้านแม่) และทางที่ดีก็ให้พาหลานทั้งสองคนมาด้วย

เลิกเรียนแล้ว เจียงชิ่นก็กลับไปที่บ้านตัวเองก่อน เพื่อบอกแม่ฟู่ว่าตอนเย็นเธอจะไปกินข้าวที่บ้านแม่ของเธอ ไม่ต้องทำกับข้าวเผื่อ จากนั้นก็พาเด็กทั้งสองคนกลับไป

หยางหยางเดินได้เร็ว ช่วงตรุษจีนก็เริ่มเดินเตาะแตะแล้ว พอมีคนจะเข้าไปประคอง เขาก็จะสะบัดมือเล็ก ๆ ปฏิเสธไม่ยอมให้ช่วย ล้มแล้วก็ลุกขึ้นเอง ไม่ร้องไห้งอแง แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาหัดเดินต่อไป

ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน เขาก็เดินได้มั่นคงและดูเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว

ส่วนหน่วนหน่วนเรียนรู้ช้ากว่าเขาหน่อย จนถึงตอนนี้ยังทำได้แค่เกาะขอบเตียงหรือกำแพงเดินเท่านั้น

ดังนั้น เจียงชิ่นจึงอุ้มหน่วนหน่วนไว้ในอ้อมแขน แล้วจูงมือหยางหยางเดินออกจากบ้านมา

ถึงแม้หยางหยางจะเดินได้เก่งแล้ว แต่ยังไงเขาก็ยังเด็กเกินไป เดินแป๊บเดียวก็เหนื่อยแล้ว

เจียงชิ่นทนเห็นเขาลำบากไม่ลง พอออกจากบ้านมาถึงริมถนน เธอจึงโบกมือเรียกสามล้อรับจ้างคันหนึ่ง

ในยุคสมัยนี้ รถสามล้อถือเป็นยานพาหนะหลักอันดับสองในการเดินทางในเมือง รองลงมาจากรถจักรยาน

ไม่ว่าจะรับส่งคน ขนของ หรือย้ายบ้าน ก็สามารถจ้างรถสามล้อได้ทั้งนั้น

ริมถนนมักจะมีผู้ชายหลายคนที่สวมหมวกฟาง มีผ้าขนหนูพาดคอ นั่งรออยู่บนรถสามล้อของตัวเอง รวมตัวกันหาลูกค้าอยู่ริมทาง

พอเจียงชิ่นโบกมือปุ๊บ ก็มีรถสามล้อคันหนึ่งปั่นเข้ามาหาทันที

เธออุ้มเด็กทั้งสองคนขึ้นไปนั่ง ก่อนที่ตัวเองจะก้าวตามขึ้นไป

รถสามล้อวิ่งช้ากว่ารถเมล์อยู่บ้าง เพราะยังไงก็ใช้แรงคนปั่น แต่ข้อดีคือสะดวกสบายและมั่นคงกว่า

เมื่อถึงใต้ตึกบ้านแม่ เจียงชิ่นก็จ่ายค่ารถ เพิ่งจะอุ้มเด็กทั้งสองคนลงมา ก็ได้ยินเสียงคนเรียกเธอ

"น้องเล็ก ! "

จากนั้นก็มีเงาร่างหนึ่งวิ่งพุ่งตรงเข้ามา สวมกอดหยางหยางที่ยืนอยู่ตรงหน้าเจียงชิ่นเอาไว้แน่น

"โอ๊ะโอ หยางหยางมาแล้ว ไม่เจอกันตั้งนาน ป้าสะใภ้ใหญ่คิดถึงหลานใจจะขาดแล้วเนี่ย ! "

อวี๋เฟิ่งเจียอุ้มหยางหยางขึ้นมา แล้วหอมแก้มเขาดังฟอดใหญ่

หยางหยางหดคอหนีด้วยท่าทางรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด แต่สุดท้ายก็หลบไม่พ้นอยู่ดี

ท่าทางเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขาไม่ได้ทำให้อวี๋เฟิ่งเจียถือสาเลยแม้แต่น้อย กลับทำให้เธอหัวเราะร่วนออกมาแทน

"ดูสิ ยังจะมาหลบฉันอีก ลูกชายเธอนี่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ตัวจิ๋วเลยนะ" อวี๋เฟิ่งเจียหันไปพูดกับเจียงชิ่น

เจียงชิ่นก็ยิ้มออกมาเช่นกัน ภาพเมื่อครู่นี้เธอเห็นหมดทุกอย่าง

ลูกชายบ้านนี้ไม่มีส่วนไหนเหมือนเธอเลยสักนิด ถ้าให้มองดูดี ๆ กลับถอดแบบคนเป็นพ่อมาเป๊ะ ๆ

พอคิดถึงฟู่เส้าตั๋ว เจียงชิ่นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบา ๆ

ทั้งสองคนแยกกันมาได้สองเดือนแล้ว แต่เจียงชิ่นกลับรู้สึกยาวนานเหมือนสองปี

ตั้งแต่เธอทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ ทั้งสองคนก็ตัวติดกันเป็นตังเม ไม่เคยต้องห่างกันนานขนาดนี้มาก่อนเลย

จะบอกว่าไม่คิดถึงก็คงโกหก เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมาเธอยุ่งมาตลอด ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการทำวิจัย จนไม่ค่อยมีเวลาให้มานั่งคิดถึงเท่าไหร่

พอตอนนี้จู่ ๆ ก็มีเวลาว่างให้ได้นึกถึง ความคิดถึงที่มีต่อฟู่เส้าตั๋วก็ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นลูกใหญ่

"ไปกันเถอะ แม่กำลังทำกับข้าวอยู่ น้องรองกับภรรยาก็มาแล้ว หมิงลี่กำลังช่วยแม่เป็นลูกมืออยู่ในครัวน่ะ" อวี๋เฟิ่งเจียพูดจบก็อุ้มหยางหยางเดินนำหน้าไป

พี่รองกับพี่สะใภ้รองก็มาด้วย ดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็นงานรวมญาติกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัวสินะ

เจียงชิ่นอุ้มหน่วนหน่วนเดินตามไป พลางเอ่ยปากถามขึ้นมาลอย ๆ "แล้วพี่ใหญ่ล่ะคะ ? เขาจะมาเมื่อไหร่ ? "

"เขา... ทำโอทีน่ะ เดี๋ยวคงตามมาทีหลัง"

พอพูดถึงเจียงเต๋อเหว่ย สีหน้าของอวี๋เฟิ่งเจียก็ดูมีพิรุธและไม่เป็นธรรมชาติไปชั่วแวบหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด

และสีหน้าที่เปลี่ยนไปเพียงชั่วพริบตานั้น ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเจียงชิ่นไปได้

"พี่สะใภ้ใหญ่ ทางฝั่งพี่ใหญ่มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ ? " เมื่อเห็นอวี๋เฟิ่งเจียเอาแต่อึกอักลังเลไม่ยอมพูด เธอจึงถามจี้อีกครั้ง

"พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะคะ มีความลำบากอะไรต้องบอกกันสิ ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่คะ ? " เจียงชิ่นหยุดเดิน แล้วจ้องหน้าอวี๋เฟิ่งเจียพลางถามอย่างจริงจัง

อวี๋เฟิ่งเจียหยุดเดินตามเธอ กัดริมฝีปากแน่น ผ่านไปพักใหญ่ถึงยอมเล่าความจริงออกมา

"ยังจำเรื่องที่คราวที่แล้วฉันเล่าให้เธอฟังได้ไหม ที่พี่ชายเธอเกือบจะได้เลื่อนตำแหน่งอยู่รอมร่อแต่สุดท้ายก็ชวดไป เพราะโดนคนอื่นแย่งตำแหน่งไปน่ะ ? "

เรื่องนี้เจียงชิ่นพอจะจำได้ เธอจึงพยักหน้ารับ

"ก็ไอ้คนนั้นแหละ ตอนนี้ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเป็นหัวหน้าของพี่ชายเธอแล้ว แล้วเพราะก่อนหน้านี้พี่ชายเธอเคยเป็นคู่แข่งแย่งตำแหน่งกับเขา หมอนั่นก็เลยจงใจกลั่นแกล้ง เอาเนื้องานของคนห้าหกคนมากองให้พี่ชายเธอทำอยู่คนเดียว”

"งานตั้งเยอะแยะขนาดนั้นจะไปทำทันได้ยังไง พี่ชายเธอเลยต้องอยู่ทำโอทีจนดึกดื่นค่อนคืนถึงจะได้กลับบ้านทุกวัน ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันล่ะกลัวจริง ๆ ว่าเขาจะทั้งเครียดทั้งเหนื่อยจนร่างกายรับไม่ไหว แต่ด้วยความหัวรั้นของพี่ชายเธอ เขากลัวว่าพวกเธอจะเป็นห่วง ก็เลยกำชับไม่ให้บอกใครเลย"

พอพูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของอวี๋เฟิ่งเจียก็เริ่มสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้

เจียงชิ่นฟังแล้วก็รู้สึกมีไฟคุกรุ่นขึ้นมาในอก

พี่ใหญ่ของเธอแท้ ๆ จะยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกกันง่าย ๆ แบบนี้ได้ยังไง !

ขณะเดียวกัน เธอก็แอบรู้สึกโทษตัวเองอยู่ลึก ๆ

คราวที่แล้วหลังจากได้ฟังเรื่องของพี่ใหญ่ เธอก็ตั้งใจว่าจะลองดูว่าพอจะช่วยอะไรได้บ้างไหม แต่ปรากฏว่ามีเรื่องโน้นเรื่องนี้เข้ามาแทรกไม่ขาดสาย แถมยังเป็นเรื่องด่วนทั้งนั้น เธอเลยมัวแต่ยุ่งจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท

ไม่คิดเลยว่าสถานการณ์ของพี่ใหญ่ในตอนนี้จะยากลำบากถึงเพียงนี้ เธอต้องรีบหาทางช่วยพี่ใหญ่โดยด่วน

"พี่สะใภ้ใหญ่ พี่อย่าร้องไห้เลยนะคะ เรื่องนี้ขอเวลาฉันคิดหาวิธีหน่อย ฉันจะไม่ยอมให้พี่ใหญ่ต้องทนถูกรังแกต่อไปแน่" เจียงชิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด

อวี๋เฟิ่งเจียมองเธอด้วยความรู้สึกลังเลกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ แววตาฉายแววคลางแคลงใจอย่างเห็นได้ชัด

เจียงชิ่นเองก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความ

ในฐานะที่ตอนนี้เธอยังเป็นแค่นักศึกษา เส้นสายก็ไม่มี อำนาจบารมีก็ไม่มี การจะทำให้คนอื่นเชื่อมั่นก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ นั่นแหละ แต่เรื่องแบบนี้เน้นลงมือทำดีกว่าพูด

ถ้าทำให้เห็นผลลัพธ์ได้ เดี๋ยวคนอื่นก็เชื่อเองนั่นแหละ

ทั้งสองคนต่างก็อุ้มเด็กเอาไว้ในอ้อมแขน พากันเดินขึ้นบันไดไปกินข้าวโดยที่ต่างฝ่ายต่างก็จมอยู่ในความคิดของตัวเอง

พอพวกเธอขึ้นมาถึงชั้นบน กับข้าวก็ทำเสร็จหมดแล้ว เก่อหมิงลี่กำลังทยอยยกกับข้าวมาตั้งบนโต๊ะอาหารพอดี

ในห้องนั่งเล่น มีเพียงเจียงเต๋อเหิงนั่งอยู่คนเดียว กำลังเปิดอ่านหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่บนโต๊ะ

"โย่ว ! หยางหยาง หน่วนหน่วนมาแล้ว มามะ มาให้ลุงรองอุ้มหน่อยเร็ว"

เจียงเต๋อเหิงยิ้มกว้างราวกับหมาป่าห่มหนังแกะ หลอกล่ออุ้มหน่วนหน่วนเข้าไปไว้ในอ้อมกอดได้สำเร็จ ส่วนหยางหยางนั้นไม่หลงกล เขาทักทายลุงรองเสร็จก็หนีไปเล่นคนเดียวทันที

"เจ้าเด็กคนนี้ จะว่าไปแล้ว ท่าทางหยิ่ง ๆ แบบนี้เหมือนพ่อเขาไม่มีผิดเลยแฮะ" เจียงเต๋อเหิงพูดกลั้วหัวเราะ

เจียงชิ่นกำลังหมกมุ่นอยู่กับการหาวิธีช่วยเจียงเต๋อเหว่ย พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น ก็พยักหน้าหงึก ๆ สองทีเป็นการเห็นด้วย ทว่าในตอนนั้นเอง หน่วนหน่วนที่อยู่ในอ้อมกอดของเจียงเต๋อเหิงก็จู่ ๆ ก็ร้องไห้จ้าขึ้นมา

เสียงร้องไห้แผดจ้าเสียดแก้วหู ทำเอาผู้ใหญ่ทั้งสามคนในห้องนั่งเล่นถึงกับสะดุ้งตกใจ

เจียงชิ่นได้สติกลับมาเป็นคนแรก "แกน่าจะง่วงน่ะค่ะ ย่าของแกบอกว่าเมื่อตอนกลางวันหน่วนหน่วนไม่ค่อยได้นอน น่าจะกำลังงอแงเพราะอยากนอนแล้วล่ะ"

"งั้นให้แกกินอะไรสักหน่อยก่อนดีไหม กินอิ่มแล้วค่อยให้นอน ? " อวี๋เฟิ่งเจียเสนอแนะ

เจียงชิ่นส่ายหน้า "ขืนให้กินตอนนีัเกรงว่าเดี๋ยวจะท้องอืดเอาได้ ให้นอนก่อนเถอะค่ะ ตื่นแล้วค่อยให้กิน"

พูดจบ เธอก็ตั้งท่าจะเดินไปอุ้มหน่วนหน่วน

แต่อวี๋เฟิ่งเจียไวกว่า เธอชิงรับตัวหน่วนหน่วนมาจากอ้อมกอดของเจียงเต๋อเหิงไปซะก่อน

"เดี๋ยวฉันพาแกไปกล่อมให้หลับเอง พวกเธอคุยกันไปเถอะ"

เจียงชิ่นเข้าใจความหมายของอวี๋เฟิ่งเจียดี เธอคงอยากเปิดโอกาสให้พี่น้องที่ไม่ได้เจอกันตั้งนานได้มีเวลาคุยกันตามลำพัง

"ช่วงนี้เป็นไงบ้างล่ะ ? การเรียนยังตามเพื่อนทันไหม ? " เจียงเต๋อเหิงถามขึ้น

"ก็ไม่เลวนะคะ ยังไงก็ที่หนึ่งของประเทศ คนเดียวที่ได้คะแนนเต็มเชียวนะ" เจียงชิ่นตอบกลับไปแบบไม่ต้องมีความถ่อมตัวอะไรทั้งสิ้น

เจียงเต๋อเหิงไม่คิดว่าเธอจะตอบกลับมาตรง ๆ แบบนี้ แต่พอลองคิดดูดี ๆ นี่แหละสไตล์น้องสาวคนเล็กของบ้านเขาล่ะ ดีออกจะตายไป

"ก็ต้องพยายามต่อไปนะ เธอได้ข่าวเรื่องการจัดงานประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชาติหรือเปล่า ? "

"แน่นอนว่าได้ยินสิคะ อธิการบดีของมหาวิทยาลัยเราเพิ่งจะพูดให้กำลังใจพวกเราในที่ประชุมใหญ่ ให้พวกเราตั้งใจเรียนให้ดี เพราะการวิจัยทางวิทยาศาสตร์คือแรงขับเคลื่อนการผลิตอันดับหนึ่ง นี่เป็นคำพูดของผู้นำระดับสูงเลยนะคะ"

จบบทที่ บทที่ 272 ความยากลำบากของพี่ใหญ่

คัดลอกลิงก์แล้ว