เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 252: เลิกกับผู้ชายเฮงซวย

บทที่ 252: เลิกกับผู้ชายเฮงซวย

บทที่ 252: เลิกกับผู้ชายเฮงซวย


บทที่ 252: เลิกกับผู้ชายเฮงซวย

"พ่อคะ แม่คะ ตอนนี้หนูมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว อีกอย่างฟู่เส้าตั๋วไปทำงานที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ คงยังไม่กลับมาในเร็ว ๆ นี้แน่ บ้านรวมที่แม่สามีหนูอยู่ตอนนี้ หน้าหนาวก็หนาวจัด หน้าร้อนก็ร้อนอบอ้าว สภาพแวดล้อมไม่ค่อยดีเอาซะเลย

"หนูก็เลยคิดว่า อยากจะรับแม่สามีไปอยู่ด้วยกันที่บ้านใหม่ แล้วก็จะรับหยางหยางกับหน่วนหน่วนกลับไปอยู่ด้วยเลยน่ะค่ะ"

พูดมาถึงตรงนี้ เจียงชิ่นก็หันไปมองจ้านอวี้หมิ่น

"แม่คะ แม่ยอมสละงานของตัวเอง ลางานยาวมาช่วยหนูดูแลหยางหยางกับหน่วนหน่วน หนูรู้ว่าแม่รักหลาน แล้วก็อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของหนู

"แต่จะให้แม่ลางานยาวต่อไปแบบนี้เรื่อย ๆ มันก็ไม่ได้นี่คะ แม่เป็นหมอนะคะ หน้าที่ของแม่คือการช่วยชีวิตคนไข้ มีงานสำคัญรอแม่อยู่

"ส่วนแม่สามีหนูท่านเกษียณแล้ว วัน ๆ อยู่บ้านคนเดียวก็คงเหงา ท่านเคยเปรย ๆ กับหนูหลายรอบแล้วค่ะ ว่าอยากจะรับหยางหยางกับหน่วนหน่วนไปเลี้ยงเอง”

"อีกอย่าง ตอนนี้ฐานะที่บ้านหนูก็ดีขึ้นมากแล้ว หยางหยางกับหน่วนหน่วนกลับไปอยู่ด้วยก็รับรองว่าไม่ลำบากแน่นอนค่ะ เพราะงั้น... หนูเลยคิดว่าจะให้แม่สามีเป็นคนเลี้ยงหลานดีกว่าค่ะ"

พอได้ยินลูกสาวบอกว่าจะรับหยางหยางกับหน่วนหน่วนไปให้แม่สามีเลี้ยง จ้านอวี้หมิ่นก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาจับใจ

หล่อนจ้องมองพวงแก้มยุ้ย ๆ ขาวอมชมพูของหลานทั้งสองคน ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก

"ความจริงแม่ลางานต่ออีกหน่อยก็ได้นะ หมอในโรงพยาบาลก็ตั้งเยอะแยะ ขาดแม่ไปสักคนคงไม่เป็นไรหรอก แม่..." พูดมาถึงตรงนี้ จ้านอวี้หมิ่นก็พูดต่อไม่ออก

หล่อนรักอาชีพของตัวเอง และรู้ดีว่าหมอที่มากด้วยประสบการณ์อย่างหล่อนคือสิ่งที่โรงพยาบาลกำลังต้องการตัวมากที่สุด พอเจียงชิ่นเห็นเสียงของแม่เบาลง ก็รู้แล้วว่าในใจลึก ๆ แม่ยังคงห่วงใยและผูกพันกับหน้าที่การงานของตัวเองอยู่

"เอาตามที่ตกลงกันนี้นะคะ รอแม่สามีหนูย้ายเข้าไปอยู่ จัดการข้าวของเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว หนูจะมารับเด็ก ๆ ไปนะคะ"

พอมีเวลาว่าง เจียงชิ่นก็แวะไปที่บ้านตระกูลฟู่ เพื่อบอกเรื่องย้ายบ้านให้แม่ฟู่ฟัง

"อะไรนะ ? เธอจะให้แม่ย้ายไปอยู่ด้วยงั้นเหรอ ? "

เรื่องที่เจียงชิ่นขอยืมบ้านคนอื่นอยู่นั้น แม่ฟู่รับรู้มาตลอด ทั้งฟู่เส้าตั๋วและฟู่ซานต่างก็เคยเล่าให้ฟัง

ตอนที่ย้ายบ้าน หล่อนยังอุตส่าห์ซื้อปลอกผ้านวมกับปลอกหมอนผืนใหม่ไปเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่ให้ด้วยซ้ำ

แต่หล่อนไม่เคยคาดคิดเลยว่า วันหนึ่งลูกสะใภ้จะมาชวนให้ย้ายไปอยู่ด้วยกัน

"ใช่ค่ะแม่ เรื่องนี้หนูกับเส้าตั๋วปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว ประจวบเหมาะกับที่คุณยายของเด็ก ๆ ใกล้จะหมดวันลาแล้ว ต้องกลับไปทำงานพอดี ถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนคุณแม่ช่วยดูแลเด็ก ๆ ให้หน่อยน่ะค่ะ"

พอพูดถึงเรื่องเลี้ยงหลาน ดวงตาของแม่ฟู่ก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที

"เรื่องเลี้ยงหลานน่ะไม่มีปัญหาหรอก จะให้แม่เลี้ยงนานแค่ไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ วัน ๆ แม่อยู่บ้านก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว แต่จะให้ย้ายไปอยู่ด้วย มันคงไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่หรอกมั้ง แม่ว่าอย่าเลยดีกว่า"

แม่ฟู่อายุมากปูนนี้แล้ว เห็นตัวอย่างปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ตีกันมาก็เยอะ

หล่อนกลัวว่าถ้าเกิดย้ายไปอยู่ด้วยกันจริง ๆ แล้วเกิดมีเรื่องบาดหมางผิดใจกันขึ้นมาจะทำยังไง

ใคร ๆ ก็บอกว่าคนแก่กับคนหนุ่มสาวไลฟ์สไตล์ไม่เหมือนกัน เวลาตื่นเวลานอนก็ไม่ตรงกัน มักจะมีเรื่องให้ขัดแย้งกันอยู่เรื่อย

เจียงชิ่นยิ้มแย้ม "แม่คะ ไม่เห็นมีอะไรไม่สะดวกเลยนี่คะ ถ้าแม่ย้ายไปอยู่ด้วย หนูคงดีใจมาก ๆ เลย ไม่อย่างนั้นหนูอยู่บ้านคนเดียวคงเหงาแย่ อีกอย่าง ย้ายไปอยู่ที่นั่น แม่กับเด็ก ๆ ก็จะได้อยู่สบายขึ้นด้วยไงคะ"

แม่ฟู่ลองคิดตาม ก็เห็นด้วยกับเหตุผลนี้

สภาพแวดล้อมบ้านตัวเองตอนนี้ ไม่เหมาะจะให้หลานชายหลานสาวมาอยู่ด้วยจริง ๆ นั่นแหละ

หล่อนเริ่มโอนอ่อนผ่อนตาม สุดท้ายก็ยอมตกลงย้ายไปอยู่ด้วย

"ตกลงจ้ะ งั้นก็เอาตามนี้แหละ เดี๋ยวตอนเย็นเสี่ยวซานกลับมา แม่จะบอกน้องสักหน่อย แล้วต่อไปก็ปล่อยให้เสี่ยวซานอยู่ที่นี่คนเดียวไป จะได้เฝ้าบ้านให้ด้วยเลย"

"ได้ค่ะ"

เจียงชิ่นรับคำ พลันนึกถึงเรื่องของฟู่ซานขึ้นมาได้ ก็เลยลองหยั่งเชิงถามดู

"แม่คะ ช่วงนี้เสี่ยวซานเป็นยังไงบ้างคะ เรื่องงานราบรื่นดีไหม ? "

"เรื่องงานก็ราบรื่นดีอยู่หรอกจ้ะ แต่ก็ไม่รู้ทำไมดูเหมือนคนนอนไม่พอเลย วัน ๆ เอาแต่เหม่อลอย เมื่อคืนก็กลับบ้านดึกดื่นค่อนคืนเลยนะ" แม่ฟู่เอ่ยด้วยความเป็นห่วง

เจียงชิ่นฟังปุ๊บก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

เธอแกล้งถามทำทีเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว "ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะคะ ? ช่วงนี้มีใครมาหาเสี่ยวซานบ้างหรือเปล่าคะ ? "

"คนที่มาหาเสี่ยวซานก็มีแค่เสี่ยวติงนั่นแหละจ้ะ ไม่มีใครอื่นแล้ว"

'เสี่ยวติง' ที่แม่ฟู่พูดถึง ก็คือติงเมิ่งเฟยนั่นเอง

พอเจียงชิ่นได้ยินดังนั้น ก็ไม่แปลกใจเลยที่ฟู่ซานจะอารมณ์ไม่ดี

เดาว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมา พอฟู่ซานลองทำตัวห่างเหินเย็นชาใส่ ฝ่ายเย่จวิ้นก็คงไม่แม้แต่จะสนใจไยดี ไม่แม้แต่จะโผล่หน้ามาง้อฟู่ซานเลยด้วยซ้ำ

วันนี้คงไม่ทันแล้ว เอาไว้หาเวลาว่างวันหลังค่อยแวะมาหาหล่อนดีกว่า

ตกเย็นวันนั้น แม่ฟู่ก็เล่าเรื่องที่จะย้ายบ้านให้ฟู่ซานฟัง

ฟู่ซานฟังแล้วก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไรมากมาย ทำเพียงพยักหน้าเนือยๆ

"แม่ย้ายไปเถอะค่ะ อยู่ที่นี่หนูอยู่คนเดียวได้ ไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ"

พอเห็นท่าทางเหม่อลอยไร้จิตวิญญาณของลูกสาว แม่ฟู่ก็เริ่มรู้สึกตะหงิด ๆ ชักจะไม่ค่อยวางใจให้ลูกสาวอยู่คนเดียวซะแล้วสิ

ตอนมาช่วยย้ายบ้าน เจียงชิ่นก็สังเกตเห็นความผิดปกติของฟู่ซานเช่นกัน

ดังนั้นเธอจึงชวนให้ฟู่ซานไปนอนพักที่บ้านใหม่ด้วยกันสักสองสามวัน

พอได้ย้ายเข้าบ้านใหม่ แม่ฟู่ก็ดูเบิกบานใจสุด ๆ ก่อนจะย้ายออกมา พวกเพื่อนบ้านในลานบ้านรวมต่างก็พากันมาถามไถ่ หล่อนก็ตอบกลับไปด้วยความภาคภูมิใจว่า ลูกสะใภ้มารับไปอยู่บ้านหลังใหญ่ด้วย

บ้านหลังใหญ่บนถนนฉางอันเจียเชียวนะ สภาพแวดล้อมดีกว่าลานบ้านรวมซอมซ่อนี้เป็นไหน ๆ

บรรดาคุณยายในลานบ้านรวมต่างก็พากันอิจฉาตาร้อนแม่ฟู่กันใหญ่

พากันชมเปาะว่าแม่ฟู่วาสนาดี ได้ลูกสะใภ้ประเสริฐ มารับไปอยู่สุขสบายบั้นปลายชีวิต

เจียงชิ่นช่วยแม่ฟู่ขนของย้ายเข้าบ้านเสร็จ ก็ช่วยจัดแจงข้าวของในห้องให้เข้าที่เข้าทางต่อ

ปกติเจียงชิ่นมักจะขลุกตัวอยู่ที่มหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่ เวลาไปกลับไม่แน่นอน เธอจึงยกห้องนอนใหญ่ที่สุดให้แม่ฟู่ เพื่อให้ท่านได้นอนพักกับเด็ก ๆ ทั้งสองคน

ส่วนฟู่ซานที่มาพักด้วยแค่สองสามวัน ก็ให้มานอนเบียดกับเจียงชิ่นไปก่อน

ตกดึก สองพี่สะใภ้น้องสามีนอนคุยเปิดอกกันอยู่บนเตียง

เจียงชิ่นเป็นคนเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน

"เรื่องของเธอกับเย่จวิ้นไปถึงไหนแล้วล่ะ ? ลองห่างเขาออกมาสองสามวัน ดูออกหรือยังว่าอะไรเป็นอะไร ? "

เจียงชิ่นไม่พูดถึงยังดีกว่า พอพูดขึ้นมาปุ๊บ ฟู่ซานก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป ปล่อยโฮออกมาทันที

"พี่สะใภ้ พี่พูดถูกแล้วล่ะค่ะ เย่จวิ้นเขาไม่เคยแคร์ฉันเลย เขาแค่เห็นฉันเป็นยางอะไหล่จริง ๆ ด้วย"

"แล้วเธอรู้ได้ยังไงล่ะ ? "

ฟู่ซานร้องไห้สะอึกสะอื้น "พี่บอกให้ฉันลองถอยออกมาตั้งสติ ฉันก็เลยไม่ติดต่อเขาไปเลยทั้งอาทิตย์ ตอนแรกฉันก็แอบหวังว่าเขาจะมาตามหาฉัน ถามไถ่ว่าเป็นอะไรไป แต่เขาก็ไม่เคยโผล่หน้ามาเลย จนกระทั่งเมื่อวานซืน เขาไปหาฉันที่ทำงาน ฉันก็นึกว่าเขาคิดถึงฉัน ที่ไหนได้ เขาแค่จะมาขอยืมเงินฉันต่างหาก"

"เขามาขอยืมเงินเธอเหรอ ? " เจียงชิ่นอดขมวดคิ้วไม่ได้

"ใช่ค่ะ เขา... มาขอยืมเงินฉันสิบหยวน"

"แล้วเธอให้ยืมไปไหมล่ะ ? "

ฟู่ซานส่ายหน้ารัว ๆ "คำพูดที่พี่เตือนสติฉันวันนั้น ฉันจำได้ขึ้นใจทุกคำเลยค่ะ เมื่อวานซืนตอนที่เขามาหาฉัน ฉันถึงได้ตาสว่างว่า ความจริงแล้วฉันอาจจะไม่ใช่แค่ยางอะไหล่ธรรมดา ๆ แต่ถูกเขามองว่าเป็นอีโง่คนนึงเลยต่างหาก"

"หายหัวไปตั้งอาทิตย์นึง จู่ ๆ โผล่มาก็อ้าปากยืมเงินเลย หมอนี่เห็นเธอเป็นตู้เอทีเอ็มหรือไงเนี่ย ? "

"พี่สะใภ้ ตู้... ตู้อะไรนะคะ ? "

"ช่างมันเถอะเรื่องนั้นไม่สำคัญ เธอเล่าต่อสิ"

"ตอนหลังเขาบอกให้ฉันเลี้ยงข้าวเขา ฉันก็คิดซะว่าไหน ๆ ก็จะจบกันแล้ว ถือซะว่ากินข้าวอำลาความสัมพันธ์ที่รู้จักกันมานานก็แล้วกัน พอกินข้าวด้วยกันมื้อสุดท้ายเสร็จ ฉันก็เลยบอกเลิกเขาค่ะ”

"แต่เชื่อไหมคะ ว่าเขาทำหน้าตกใจมาก ถามฉันว่าทำไมถึงต้องเลิกด้วย ในเมื่อเราสองคนก็เข้ากันได้ดีนี่นา ตอนหลังฉันไปสืบข่าวที่ที่ทำงานเขา ถึงได้รู้ความจริงว่า ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ เขากำลังตามจีบลูกสาวหัวหน้างานอยู่ด้วยค่ะ

"ฉัน..."

ฟู่ซานเล่าต่อไม่ไหวแล้ว เอามือปิดหน้าร้องไห้โฮ

เจียงชิ่นเองก็ทนฟังต่อไปไม่ไหวเหมือนกัน

"ไอ้ผู้ชายเฮงซวย ! ไอ้ขยะสังคม ! หน้าไม่อายที่สุด ! "

ด่าเสร็จ เธอก็หันมาปลอบใจฟู่ซาน

"เรื่องนี้มองอีกมุมมันก็เป็นผลดีกับเธอนะ รู้ธาตุแท้ของคนพรรค์นั้นเร็ว ๆ จะได้ไม่ต้องโดนหลอกซ้ำซากโดยไม่รู้ตัวไงล่ะ”

"พี่เข้าใจนะ ว่าเธอรู้สึกยังไงกับเขา แต่เจ็บสั้นดีกว่าปวดนานนะ รีบ ๆ ตัดใจซะ จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เร็ว ๆ "

จบบทที่ บทที่ 252: เลิกกับผู้ชายเฮงซวย

คัดลอกลิงก์แล้ว