เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 251: การก่อสร้าง

บทที่ 251: การก่อสร้าง

บทที่ 251: การก่อสร้าง


บทที่ 251: การก่อสร้าง

วันนี้จ้านอวี้หมิ่นเรียกเจียงชิ่นกลับมากินข้าวที่บ้าน หล่อนเองก็ไม่ได้เจอหลาน ๆ มาหลายวันแล้ว คิดถึงใจจะขาด พอผลักประตูเข้าบ้านไป กลิ่นกับข้าวหอมฉุยก็ลอยมาแตะจมูก จ้านอวี้หมิ่นกำลังง่วนอยู่กับการจัดจานกับข้าวลงบนโต๊ะ พอเห็นเจียงชิ่นกลับมา หล่อนก็รีบวางจานลง เอาสองมือเช็ดผ้ากันเปื้อนลวก ๆ แล้วเดินเข้าไปรับหน้า

"ทำไมเพิ่งกลับมาล่ะลูก แม่นึกว่าหนูลืมเรื่องกินข้าวเย็นวันนี้ไปซะแล้ว กำลังจะให้พี่สามไปตามอยู่พอดีเลย"

เจียงชิ่นโผเข้าไปควงแขนจ้านอวี้หมิ่นอย่างออดอ้อน

"ติดพันเรื่องเรียนอยู่นิดหน่อยน่ะค่ะ แม่หนูอย่าโกรธหนูเลยน้า"

น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความออดอ้อนออเซาะโดยไม่รู้ตัว

สีหน้าของจ้านอวี้หมิ่นอ่อนโยนลงทันตา "กลับมาก็ดีแล้ว ตอนนี้หน้าที่หลักของลูกคือการเรียน แม่จะไปโกรธลูกลงได้ยังไงล่ะ รีบเข้าไปหาเด็ก ๆ ในห้องเถอะ เมื่อบ่ายบ่นหาลูกจนแม่หูชาไปหมด เอาแต่ถามว่าเมื่อไหร่แม่จะกลับมาสักที"

เจียงชิ่นย่อมคิดถึงแก้วตาดวงใจของเธออยู่แล้ว จึงรีบจ้ำอ้าวไปที่ห้องนอนเก่าของตัวเองทันที

ภายในห้องนอน เจียงเต๋อเลี่ยงกำลังเล่นเป็นเพื่อนเด็ก ๆ ทั้งสองคน ผู้ใหญ่หนึ่งเด็กสองเล่นกันอย่างสนุกสนาน

ระหว่างที่กำลังเล่นกันอยู่ หยางหยางก็ได้ยินเสียงเปิดปิดประตูใหญ่ดังมาจากข้างนอก

สมองของเขาแล่นปรู๊ดปร๊าด มักจะตอบสนองได้เร็วกว่าน้องสาวเสมอ

"แม่กลับมาแล้ว"

เขาร้องบอก จับมือน้องสาวที่ยังทำหน้างง ๆ ก้าวขาสั้น ๆ วิ่งเตาะแตะออกไปนอกห้อง

เจียงเต๋อเลี่ยงเดินตามหลังเด็กทั้งสองคนออกมา

พอหยางหยางกับหน่วนหน่วนเห็นหน้าเจียงชิ่น ดวงตาก็เป็นประกายวิบวับ พุ่งหลาวเข้าใส่เธอทันที

"แม่จ๋า ! "

"แม่จ๋า ! "

เด็กทั้งสองคนโผเข้ากอดเจียงชิ่นคนละข้าง

พอมีก้อนแป้งนุ่มนิ่มสองก้อนมากอดรัด หัวใจของเจียงชิ่นก็อบอุ่นวาบขึ้นมาทันที เธอย่อตัวลงรวบกอดแก้วตาดวงใจทั้งสองคนไว้ในอ้อมอก

"คิดถึงแม่ไหมลูก ? " เธอเอ่ยถามก้อนแป้งทั้งสอง

"คิดถึงฮะ/ค่า ! " หยางหยางกับหน่วนหน่วนตอบพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

เจียงชิ่นอุ้มพวกเขาทั้งสองคนขึ้นมาอุ้มไว้คนละข้าง

เด็กทั้งสองคนน้ำหนักตัวปาเข้าไปสิบกว่าจิน (ห้ากิโลกรัมกว่า) แล้ว แต่ด้วยสภาพร่างกายระดับซูเปอร์ของเจียงชิ่น ต่อให้พวกแกจะอ้วนขึ้นอีกสักสิบกว่าจิน เธอก็ยังอุ้มไหวสบาย ๆ

เจียงชิ่นอุ้มพวกเขาเดินไปจนถึงโต๊ะอาหาร

"มาลูก นั่งเก้าอี้คนละตัวนะ พวกเราจะกินข้าวกันแล้ว คุณยายทำของอ  ไว้ตั้งเยอะแยะแน่ะ หอมจังเลยเนอะ" หยางหยางยอมนั่งลงบนเก้าอี้แต่โดยดี แต่หน่วนหน่วนยังคงกอดคอเจียงชิ่นแน่นไม่ยอมปล่อย

เจียงชิ่นก็เลยปล่อยให้แกกอดต่อไปแบบนั้น

เรียนหนักจนแทบไม่มีเวลาว่าง สัปดาห์หนึ่งเธอถึงจะได้กลับมาหาลูก ๆ แค่ครั้งเดียว และอีกสัปดาห์ก็ต้องพาพวกแกไปหาคุณย่า เฉลี่ยแล้วกว่าจะได้เจอกันแต่ละทีก็ไม่บ่อยนัก

ท้ายที่สุด เจียงชิ่นก็ต้องเอาปีกไก่ตุ๋นซีอิ๊วชิ้นหนึ่งมาหลอกล่อ ดึงดูดความสนใจของหน่วนหน่วน ถึงจะยอมให้นั่งลงกินข้าวดี ๆ ได้

"น้องเล็ก กลับมาแล้วเหรอ"

เจียงเต๋อเลี่ยงยืนอยู่ไม่ไกล เอ่ยทักทายเจียงชิ่นด้วยรอยยิ้ม

ดูเหมือนว่าสภาพจิตใจของเขาจะดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย ท่าทางเงามืดจากการหย่าร้างคงค่อย ๆ จางหายไปแล้ว

"พี่สาม พี่ก็เลิกงานแล้วเหรอคะ"

"อืม วันนี้พี่สลับวันหยุดน่ะ"

เจียงเต๋อเลี่ยงเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง พูดจบแค่นี้ก็เงียบไป

จ้านอวี้หมิ่นที่อยู่ข้าง ๆ จึงพูดขึ้นว่า "วันนี้พี่สามของลูกสลับวันหยุด ก็เลยอยู่เล่นเป็นเพื่อนหยางหยางกับหน่วนหน่วนทั้งวันเลย โชคดีที่มีเขาอยู่นะ ไม่อย่างนั้นแม่คงไม่มีเวลาปลีกตัวมาทำกับข้าวเยอะแยะขนาดนี้หรอก"

เพื่อมาช่วยเลี้ยงหลานทั้งสองคน จ้านอวี้หมิ่นถึงขั้นทำเรื่องขอลางานระยะยาว มาใช้ชีวิตเป็นคุณยายฟูลไทม์อยู่บ้าน ตอนแรกเจียงชิ่นไม่อยากให้แม่ต้องเสียสละมากมายขนาดนี้ แต่จ้านอวี้หมิ่นยืนกรานหนักแน่น

บ้านตระกูลฟู่หน้าหนาวก็หนาวจัด หน้าร้อนก็ร้อนอบอ้าว หล่อนกลัวว่าเด็กสองคนไปอยู่ที่นั่นแล้วจะลำบาก

สู้มาอยู่ที่บ้านตัวเองซึ่งสภาพความเป็นอยู่ดีกว่าไม่ได้หรอก ถึงหล่อนจะเหนื่อยหน่อยก็ไม่เป็นไร หล่อนไม่กลัวหรอก

เจียงชิ่นหันไปมองเจียงเต๋อเลี่ยง

ก็เห็นพี่สามผู้ซื่อสัตย์และเก็บตัวของเธอกำลังโบกมือปฏิเสธพัลวัน "พี่ชอบหยางหยางกับหน่วนหน่วนนะ ชอบเล่นกับพวกแกด้วย สองคนนี้เด็กดีมาก แถมยังรู้ความสุด ๆ เลยล่ะ"

เจียงชิ่นเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจจากใจจริง "ขอบคุณมากนะคะ พี่สาม"

เวลานี้ ความรู้สึกในใจของเธอค่อนข้างอธิบายยาก

พี่สามอายุใกล้จะสามสิบแล้ว ค่านิยมในยุคนี้คนส่วนใหญ่มักจะแต่งงานกันเร็ว คนรุ่นราวคราวเดียวกับพี่สาม ส่วนใหญ่ก็มีลูกกันหมดแล้ว บางคนเผลอ ๆ มีลูกปาเข้าไปสามสี่คนแล้วด้วยซ้ำ

แต่พี่สามกลับยังครองตัวเป็นโสด ชีวิตรักว่างเปล่าไร้วี่แวว

"พี่สาม พี่อยากได้ผู้หญิงแบบไหนเหรอคะ ? "

จู่ๆ เจียงชิ่นก็นึกถึงภารกิจที่จ้านอวี้หมิ่นมอบหมายมาให้ จึงแกล้งเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

แววตาของเจียงเต๋อเลี่ยงหม่นหมองลงทันที "พี่... พี่อยากจะพักเรื่องนี้ไว้ก่อนน่ะ อยู่คนเดียวก็ดีอยู่แล้ว"

"แต่พี่จะอยู่คนเดียวตลอดไปไม่ได้นี่คะ ยังไงก็ต้องหาใครสักคนมาใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอยู่ดี"

ประกายแสงในแววตาของเจียงเต๋อเลี่ยงดับวูบลงทันที เขาก้มหน้าลง ผ่านไปครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าปฏิเสธ "อยู่คนเดียว... มันดี  นะ ไม่ต้องเป็นห่วงพี่หรอก"

เจียงชิ่นลอบถอนหายใจแผ่วเบา

เธอรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งก่อนสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับเจียงเต๋อเลี่ยงมากขนาดไหน

การแต่งงานกับเว่ยถง เป็นสิ่งที่เจียงเต๋อเลี่ยงเป็นฝ่ายไขว่คว้ามาด้วยตัวเอง

ปกติเขาเป็นคนนิสัยเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ ไม่ค่อยมีปากมีเสียง ทำอะไรก็มักจะอยู่ในกรอบอย่างระมัดระวังและเงียบเชียบมาตลอด

การแต่งงานคือครั้งแรกที่เขาลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความต้องการของตัวเอง แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะ ว่าสิ่งที่ไขว่คว้ามาได้ จะเป็นชีวิตคู่ที่นำพาความเจ็บปวดมาให้เขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดแบบนี้

เจียงชิ่นรู้ดีว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะไปเซ้าซี้โน้มน้าวเขา

เวลายังมีอีกถมเถไป

เขาว่ากันว่ากาลเวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่ง ทำให้เราลืมใครบางคนได้ไม่ใช่เหรอ พี่สามก็ต้องทำได้แน่ ๆ

จ้านอวี้หมิ่นทนดูไม่ได้ กำลังจะอ้าปากบ่นอีกสักสองสามประโยค แต่เจียงชิ่นก็รีบห้ามไว้ก่อน

เจียงชิ่นจับมือจ้านอวี้หมิ่นไว้ แล้วส่ายหน้าเบา ๆ

ความหมายชัดเจนมาก คือบอกไม่ให้แม่ไปบ่นเซ้าซี้พี่สาม ระวังจะยิ่งทำให้เขาต่อต้านหนักกว่าเดิม

ในใจของจ้านอวี้หมิ่น เจียงชิ่นคือลูกรักเบอร์หนึ่งที่มีน้ำหนักสำคัญที่สุดในบ้านตระกูลเจียง พอเห็นสายตาของลูกสาว หล่อนก็เข้าใจความหมายทันที จึงยอมเม้มปากเงียบ ไม่พยายามจะพูดอะไรอีก

เสียงประตูใหญ่เปิดออก เจียงลี่เพิ่งกลับมาจากข้างนอก

เขาเพิ่งจะเลิกงาน พอกลับมาถึงก็เห็นลูกสาวนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ทุกคนในครอบครัวกำลังนั่งล้อมวงรอเขากินข้าวอยู่

"พ่อคะ เลิกงานแล้วเหรอ รีบมากินข้าวสิคะ"

เจียงชิ่นยิ้มแย้มลุกขึ้นยืน เดินไปรับกระเป๋าหนังมาจากมือของเจียงลี่

"โอ้ เสี่ยวชิ่นกลับมาแล้วเหรอ"

เจียงลี่ยิ้มกว้าง ส่งกระเป๋าให้ลูกสาว

"ช่วงนี้เรียนเป็นยังไงบ้างล่ะ ? โอกาสในการเรียนรู้ดี ๆ แบบนี้หาได้ยากนะ ต้องห้ามเกียจคร้านเด็ดขาดเลยนะ เมื่อหลายวันก่อนพ่อไปกินข้าวกับเพื่อนเก่าสมัยเรียน ทุกคนก็ยังพูดคุยกันเรื่องงานประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติอยู่เลยนะ

"ในที่ประชุมเขาประกาศชัดเจนเลยนะ ว่าต่อจากนี้ไปประเทศเราจะมุ่งสู่ความทันสมัยทั้งสี่ด้าน ซึ่งเป้าหมายนี้จำเป็นต้องใช้บุคลากรคนรุ่นใหม่นับหมื่นนับแสนคนมาช่วยกันขับเคลื่อนถึงจะสำเร็จได้"

ในฐานะวิศวกรของโรงงานเครื่องจักรกลที่ใหญ่ที่สุดในปักกิ่ง เจียงลี่ถือได้ว่าเป็นบุคลากรชั้นหัวกะทิในสายงานวิศวกรรมเทคโนโลยีเลยทีเดียว

ในอดีต บุคลากรด้านเทคโนโลยีมักไม่ค่อยได้รับความสำคัญเท่าที่ควร เจียงลี่เองก็ต้องทนรับความอยุติธรรมมาไม่น้อย ถึงขั้นเคยคิดอยากจะล้มเลิกงานที่รัก แล้วขอย้ายไปอยู่ฝ่ายบริหารแทน แต่สุดท้ายก็ทำใจทิ้งไม่ลง

มาตอนนี้ บุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลายเป็นที่ต้องการตัวอย่างมาก เบื้องบนเองก็ให้ความสำคัญอย่างชัดเจน เจียงลี่สัมผัสได้อย่างชัดเจนเลยว่า สถานะของเขาในโรงงานถูกยกระดับสูงขึ้นมาก

พอเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองโดยตรง พอเจียงลี่เปิดฉากพูด ก็ฉอด ๆ ๆ หยุดไม่อยู่เลยทีเดียว

จนกระทั่งจ้านอวี้หมิ่นต้องเอาตะเกียบตีมือเขาทีหนึ่ง พร้อมกับถลึงตาใส่ "ตกลงจะกินข้าวไหมเนี่ย ทุกคนหิวกันหมดแล้วนะ รอกินพร้อมพ่อคนเดียวนี่แหละ"

เจียงลี่ถึงได้ยอมหยุดพูด รีบนั่งตัวตรงเผง แล้วลงมือกินข้าวอย่างว่าง่าย

พอเจียงชิ่นเห็นท่าทางว่านอนสอนง่ายของพ่อตัวเอง ก็อดขำไม่ได้

ใครจะไปคาดคิดล่ะ ว่าวิศวกรเจียงผู้สง่างามน่าเกรงขามยามอยู่ข้างนอก พอกลับมาอยู่บ้าน จะกลายเป็นคนกลัวเมียหงอขนาดนี้

พอกินข้าวกันจนอิ่มหนำสำราญแล้ว เจียงชิ่นก็เริ่มหยิบยกเรื่องของเด็ก ๆ ขึ้นมาพูด

จบบทที่ บทที่ 251: การก่อสร้าง

คัดลอกลิงก์แล้ว