- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 245: ดูบ้าน
บทที่ 245: ดูบ้าน
บทที่ 245: ดูบ้าน
บทที่ 245: ดูบ้าน
เรื่องที่เวินเซ่าเฉินคิดจะเอาโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศมาแลกกับการหย่าร้าง เจียงชิ่นบอกแค่อธิการบดีหนิงเพียงคนเดียว ไม่ได้ปริปากเล่าให้ใครฟังอีกเลย
รวมถึงฟู่เส้าตั๋วด้วย
เดือนหน้าฟู่เส้าตั๋วก็ต้องเดินทางไปไซต์งานที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว เจียงชิ่นไม่อยากให้เขาต้องเดินทางไปด้วยความกังวลใจว้าวุ่น
เธอต้องทำให้เขาไปทำงานอย่างสบายใจ ไร้ซึ่งความหนักใจใด ๆ ทั้งสิ้น
ส่วนเรื่องของเวินเซ่าเฉินและครอบครัวตระกูลกัว ในเมื่อมีคำรับรองจากอธิการบดีหนิงแล้ว เจียงชิ่นก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใหญ่โต
ต่อให้ครอบครัวกัวหลิงจะมีอำนาจบาตรใหญ่คับฟ้าแค่ไหน ก็อย่าหวังว่าจะแตะต้องเธอได้แม้แต่ปลายเล็บ
แน่นอนว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เจียงชิ่นมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมขนาดนี้ ก็คือการที่เธอมีระบบขั้นเทพคอยซัพพอร์ตอยู่นั่นเอง
มีระบบอยู่ทั้งคน ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะมาทำอันตรายเธอได้
ช่วงหลายวันนี้ เจียงชิ่นเริ่มลงมือจัดกระเป๋าเดินทางให้ฟู่เส้าตั๋ว และออกไปจับจ่ายซื้อของที่ยังขาดเหลือ
ที่บอกว่าไปจับจ่ายซื้อของ ความจริงแล้วก็คือการเอาของออกมาจากมิติวิเศษลับหลังฟู่เส้าตั๋วต่างหาก
ช่วงนี้ระบบใจป้ำมาก ล็อกอินเช็กอินแต่ละวันก็ได้รางวัลเป็นยาเสริมกำลังวังชาตลอด
เจียงชิ่นเอายาพวกนี้มาบดจนละเอียด แล้วผสมลงในมอลต์สกัดชงให้ฟู่เส้าตั๋วดื่มจนหมด
ถึงจะรู้ว่าสุขภาพของเขาแข็งแรงดีอยู่แล้ว แต่การต้องเดินทางไปไกลแสนไกลขนาดนั้น ต่อให้ร่างกายจะแข็งแรงแค่ไหน ถ้าเกิดอาการแพ้น้ำแพ้อากาศขึ้นมา ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคสมัยนี้ระบบสาธารณสุขทั่วประเทศก็ยังไม่ค่อยดีนัก ยิ่งภาคตะวันตกเฉียงเหนือยิ่งทุรกันดารเข้าไปใหญ่
ต่อให้เป็นแค่ไข้หวัดปวดหัวตัวร้อนธรรมดา ๆ ก็อาจจะถูกปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นโรคร้ายแรงถึงขั้นคุกคามชีวิตได้ พอได้กินยาเสริมกำลังวังชาพวกนี้เข้าไป อย่างน้อย ๆ ก็หมดห่วงเรื่องปัญหาสุขภาพไปได้เปราะหนึ่งล่ะนะ เรื่องต่อไปที่ต้องจัดการก็คือ เสื้อผ้า อาหาร ที่พัก และการเดินทาง
เครื่องนอนที่เจียงชิ่นจัดเตรียมให้ฟู่เส้าตั๋วมีสองชุด ชุดแรกเป็นฟูกหนาและผ้าห่มผืนหนา ส่วนอีกชุดเป็นผ้าห่มผืนบางและเสื่อ
เดือนหน้าเพิ่งจะเข้าสู่ช่วงต้นฤดูร้อน อากาศตอนกลางคืนที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือยังคงหนาวเย็นอยู่ ยังไงก็ต้องพกเครื่องนอนแบบหนาไปสักชุด
พอผ่านไปอีกสักสองเดือน ภาคตะวันตกเฉียงเหนือเข้าสู่ช่วงที่ร้อนที่สุดของปีค่อยเปลี่ยนมาใช้เครื่องนอนแบบบางก็พอดี
หลังจากจัดเตรียมเครื่องนอนเสร็จ เธอก็เอาพวกอาหารกระป๋อง เนื้อตากแห้ง ปลาเค็ม และอื่น ๆ ออกมาจากมิติวิเศษอีกเพียบ แถมยังมีพวกคุกกี้ ไส้กรอก และมอลต์สกัด ให้เขาเอาไปตุนไว้กินเล่นแก้เบื่อด้วย
ทรัพยากรทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือค่อนข้างขาดแคลน คาดว่าคงไม่มีของดี ๆ อะไรให้กินหรอก
เตรียมไปเยอะ ๆ หน่อยจะได้วางใจ
นอกจากนี้ เจียงชิ่นก็จัดเตรียมเสื้อผ้าสำหรับช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนให้ฟู่เส้าตั๋วไปพร้อมสรรพ
ส่วนเสื้อผ้ากันหนาว ในห่อสัมภาระมันยัดไม่ลงแล้วจริง ๆ เธอเลยตั้งใจว่ารอให้ถึงช่วงปลายเดือนกันยายน ค่อยส่งพัสดุตามไปให้เขาทีหลัง
ทั้งเสื้อผ้า อาหาร และเครื่องนอน เจียงชิ่นจัดเตรียมให้เสร็จสรรพเรียบร้อย ส่วนเรื่องการเดินทาง เธอคงช่วยอะไรไม่ได้
ระบบไม่ได้เสกเครื่องบินหรือรถยนต์มาให้นี่นา แล้วอีกอย่าง ต่อให้มี ตอนนี้เธอก็ไม่กล้าเอาออกมาใช้หรอกนะ
เจียงชิ่นรู้สึกว่าของที่เธอเตรียมให้ล้วนเป็นของจำเป็นทั้งนั้น เธอกลั่นกรองจนเหลือแต่น้อยชิ้นที่สุดแล้ว ไม่สามารถตัดอะไรออกได้อีกแล้ว ทว่าฟู่เส้าตั๋วกลับยังรู้สึกว่ามันเยอะเกินไปอยู่ดี
"ภรรยาครับ เตรียมของให้ผมเยอะขนาดนี้ คุณขนของในบ้านมาหมดเลยหรือเปล่าเนี่ย ผมไม่ต้องใช้ของเยอะขนาดนี้หรอกครับ ขาดเหลืออะไรเดี๋ยวผมค่อยไปหาซื้อเอาข้างหน้าก็ได้"
"คุณรู้ได้ยังไงว่าที่นั่นจะมีให้ซื้อล่ะคะ ? ฉันไปสืบมาแล้วนะ ชีวิตความเป็นอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือลำบากจะตาย ยิ่งในไซต์งานก่อสร้าง ยิ่งแร้นแค้นหนักเข้าไปอีก ของพวกนี้เป็นของจำเป็นทั้งนั้น ยังไงก็ต้องพกไปให้หมดค่ะ”
"ฉันคำนวณไว้หมดแล้ว เครื่องนอนสองชุดนี้ถ้ามันเกะกะนัก ก็มัดรวมกันเป็นห่อเดียวแล้วคุณก็สะพายหลังไว้ ส่วนสัมภาระอีกสองห่อก็หิ้วมือซ้ายขวา แค่นี้ก็ลงตัวพอดีเป๊ะ"
การประท้วงของฟู่เส้าตั๋วไร้ผล ทำได้แค่ต้องยอมทำตามคำสั่งภรรยา แบกของทั้งหมดไป
วันหนึ่งหลังเลิกเรียน จู่ ๆ อวี๋เฟิ่งเจีย พี่สะใภ้ใหญ่ ก็แวะมาหาเจียงชิ่นถึงที่
พอเห็นหน้าหล่อน เจียงชิ่นก็เข้าใจทันที พี่สะใภ้ใหญ่น่าจะช่วยหาบ้านที่เหมาะสมได้แล้วแหง ๆ
และก็เป็นไปตามคาด พออวี๋เฟิ่งเจียเห็นหน้าเจียงชิ่น ก็ฉีกยิ้มกว้าง ดึงแขนเธอให้หลบฉากไปคุยกันมุมอื่น
"น้องเล็ก ธุระที่เธอฝากให้พี่จัดการน่ะ เริ่มมีเค้าโครงแล้วนะ พี่ไปสืบมาได้ว่ามีครอบครัวนึงกำลังตั้งใจจะขายบ้าน สองสามีภรรยาคู่นี้ถูกย้ายไปทำงานต่างถิ่น ก็เลยจะพาลูก ๆ ย้ายตามไปด้วย”
"ที่ปักกิ่ง พวกเขาก็ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนแล้ว ก็เลยกะจะขายบ้านมรดกตกทอดหลังนี้ทิ้งซะเลย เป็นบ้านชั้นเดียว นะ แต่พื้นที่ก็กว้างตั้งเจ็ดแปดสิบตารางเมตร ทำเลก็ดีมากด้วย อยู่บนถนนฉางอันเจียเลยนะ"
"ถนนฉางอันเจียเหรอคะ ? "
ดวงตาของเจียงชิ่นทอประกายวิบวับขึ้นมาทันที
อวี๋เฟิ่งเจียมองแวบเดียวก็รู้แล้ว ว่าน้องสามีถูกอกถูกใจบ้านหลังนี้มาก
เจียงชิ่นย่อมต้องถูกใจอยู่แล้ว บ้านบนถนนฉางอันเจียเนี่ย ในยุคอนาคตเป็นที่ดินทำเลทองที่ต่อให้มีเงินกองท่วมหัวก็หาซื้อไม่ได้เลยนะ
"พี่สะใภ้ใหญ่คะ ทางนั้นเขาเปิดราคามาเท่าไหร่คะ ? "
"สองพันหยวนจ้ะ"
อวี๋เฟิ่งเจียชูสองนิ้วขึ้นมา น้ำเสียงดูไม่ค่อยมั่นใจนัก "สองพันมันก็ดูจะแพงไปหน่อยนะ แต่พวกเราไปดูสภาพบ้านกันก่อนก็ได้ ถ้าถูกใจจริง ๆ ค่อยไปต่อรองราคากับเขาทีหลัง"
"พี่สะใภ้ใหญ่คะ พี่ช่วยนัดวันให้หน่อยนะคะ ฉันอยากไปดูบ้านให้เร็วที่สุดเลยค่ะ"
เจียงชิ่นตอบตกลงอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด
"ได้เลยจ้ะ เดี๋ยวพี่กลับไปจะรีบติดต่อไปหาเจ้าของบ้านทันที นัดเวลาได้เมื่อไหร่แล้วพี่จะรีบมาบอกนะ"
อวี๋เฟิ่งเจียเดินออกจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ขึ้นรถเมล์เตรียมตัวกลับบ้าน จู่ ๆ หล่อนก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจกับการที่ตัวเองกระตือรือร้นช่วยน้องสามีซื้อบ้านขนาดนี้ขึ้นมาซะงั้น
บ้านราคาแพงหูฉี่ตั้งสองพันหยวน ต่อให้หล่อนกับเจียงเต๋อเหว่ยไม่กินไม่ใช้เลย ก็ต้องเก็บเงินตั้งสองสามปีกว่าจะได้ขนาดนั้น แล้วน้องสามีที่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในชนบท จะไปมีเงินก้อนโตขนาดนั้นมาซื้อบ้านได้ยังไง
ถ้าเกิดถึงเวลาเงินไม่พอจ่าย หล่อนจะมาขอยืมเงินจากพี่สะใภ้อย่างตัวเองไหมนะ ?
อวี๋เฟิ่งเจียเริ่มกังวล การให้ยืมเงินไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยนะ
ถึงแม้ที่บ้านจะมีเงินเก็บอยู่ห้าร้อยหยวน แต่นั่นก็เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน ปกติหล่อนไม่กล้าแตะต้องเลยสักแดงเดียว แต่ถ้าน้องสามีเอ่ยปากขอยืมจริง ๆ หล่อนจะปฏิเสธยังไงดีล่ะ ?
เวลานี้ ภายในใจของอวี๋เฟิ่งเจียกำลังเกิดสงครามต่อสู้กันอย่างดุเดือด
แต่ท้ายที่สุด หล่อนก็ตัดสินใจว่าจะพาเจียงชิ่นไปดูบ้านก่อน เผลอ ๆ เจียงชิ่นอาจจะไม่ถูกใจบ้านหลังนั้นก็ได้
วันรุ่งขึ้น พอเลิกงานปุ๊บ อวี๋เฟิ่งเจียก็บอกให้เจียงเต๋อเหว่ยพาเจียงหางไปกินข้าวที่โรงอาหารของที่ทำงาน ส่วนตัวเองก็ยอมปล่อยให้ท้องหิว รีบวิ่งแจ้นไปหาเจียงชิ่นที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
เวลานัดหมายกับเจ้าของบ้านคือหกโมงเย็น ขืนมัวแต่อืดอาดยืดยาดเดี๋ยวจะไปไม่ทันเอา
ในเมื่อตั้งใจจะไปซื้อบ้านเขา การไปให้ตรงเวลาก็ย่อมเป็นเรื่องที่ควรทำ
อวี๋เฟิ่งเจียไปหาเจียงชิ่นจนเจอ แล้วทั้งสองคนก็นั่งรถเมล์มุ่งหน้าไปยังถนนฉางอันเจียด้วยกัน
ถนนฉางอันเจียในยุคนี้ ดูหม่นหมองฝุ่นเขรอะ ทรุดโทรมเก่าแก่ รถราบนถนนก็มีอยู่แค่ไม่กี่คัน
ไม่มีเค้าโครงความเจริญรุ่งเรืองที่เต็มไปด้วยรถราขวักไขว่เหมือนในยุคอนาคตเลยสักนิด
แต่เจียงชิ่นกลับชอบบรรยากาศแบบนี้มาก
บ้านที่บอกว่าอยู่บนถนนฉางอันเจีย ความจริงแล้วตั้งอยู่ภายในตรอกอีกที
ก็ในยุคนี้น่ะ ปักกิ่งมีตรอกซอกซอยเยอะแยะตาแป๊ะไก่ บ้านเรือนส่วนใหญ่ก็จะปลูกสร้างอยู่ลึกเข้าไปในตรอกทั้งนั้น นอกจากบ้านของพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ถึงจะได้ปลูกสร้างอยู่ริมถนนใหญ่
อย่างเช่น จวนองค์หญิงเหอซั่ว เป็นต้น
เจียงชิ่นกับอวี๋เฟิ่งเจียมุดเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่ง ไล่ดูป้ายทะเบียนบ้านไปทีละหลัง ๆ จนกระทั่งเดินมาถึงช่วงกลาง ๆ ตรอก ถึงได้เจอบ้านเป้าหมายที่ตั้งใจจะมาดู อวี๋เฟิ่งเจียเดินนำหน้าไปเคาะประตูบ้าน
ส่วนเจียงชิ่นยืนอยู่ด้านหลัง กวาดสายตาสำรวจดูประตูใหญ่ของบ้านอย่างละเอียด
บ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านซื่อเหอย่วนแบบดั้งเดิมแล้วก็ไม่ใช่บ้านรวมที่หลายครอบครัวอาศัยอยู่รวมกันด้วย
ประตูบ้านทาสีฟ้า สีลอกหลุดล่อนกระดำกระด่าง ดูออกเลยว่าผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานแล้ว
สิ้นเสียงเคาะประตู ก็มีเสียงฝีเท้าเดิน 'ตึก ๆ ๆ ' ดังมาจากข้างใน
ไม่นาน ประตูรั้วก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าเรียวเล็กของหญิงสาวคนหนึ่งอยู่หลังประตู
อีกฝ่ายมองพวกเธอด้วยสายตาระแวดระวังเล็กน้อย ก่อนที่แววตาจะค่อย ๆ อ่อนลง เมื่อจำได้ว่าพวกเธอคือคนที่นัดมาดูบ้าน หญิงสาวเปิดประตูอ้ากว้าง เชื้อเชิญให้พวกเธอสองคนเข้าไปข้างใน
"เชิญเข้ามาเลยค่ะ"
ถึงยังไงการซื้อขายบ้านกันเองก็เป็นเรื่องผิดกฎหมาย อวี๋เฟิ่งเจียจึงยังคงรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง ตอนที่ก้าวเท้าเข้าไปในบ้านก็แทบไม่กล้าหายใจแรงเลย
ส่วนเจียงชิ่นน่ะท่าทีสบาย ๆ กว่าเยอะ พอเดินเข้าประตูมาปุ๊บ เธอก็เริ่มสอดส่ายสายตาสำรวจดูตั้งแต่ลานบ้านเลย จากนั้นก็เดินตามหลังเจ้าของบ้านหญิงเข้าไปภายในตัวบ้าน
ตัวบ้านมีห้องนอนทั้งหมดสามห้อง เป็นห้องใหญ่สองห้อง และห้องเล็กอีกหนึ่งห้อง
ดูจากการจัดสรรพื้นที่ของครอบครัวนี้แล้ว คาดว่าน่าจะใช้ห้องใหญ่สองห้องเป็นห้องนอนของพ่อแม่และลูก ๆ
ส่วนห้องเล็กอีกห้องหนึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นห้องทำงาน