- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 244: เวินเซ่าเฉินเตะโดนตอ
บทที่ 244: เวินเซ่าเฉินเตะโดนตอ
บทที่ 244: เวินเซ่าเฉินเตะโดนตอ
บทที่ 244: เวินเซ่าเฉินเตะโดนตอ
"คุณคือเจียงชิ่นใช่ไหมครับ ? " เวินเซ่าเฉินเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
รอยยิ้มของเขาทำเอาเจียงชิ่นขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ความจริงแล้วรอยยิ้มของอีกฝ่ายดูอบอุ่นเป็นมิตรมาก แต่รอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงดวงตา ทำให้เจียงชิ่นรู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก
"ใช่ค่ะ ฉันเจียงชิ่น คุณคือใครคะ ? " เธอเอ่ยถามกลับไปตรง ๆ
"สวัสดีครับ ผมชื่อเวินเซ่าเฉิน เป็นลูกพี่ลูกน้องของกัวหลิงครับ"
พอได้ยินชื่อกัวหลิงสองพยางค์ กำแพงป้องกันในใจของเจียงชิ่นก็ตั้งตระหง่านขึ้นมาทันที
ลูกพี่ลูกน้องของกัวหลิงมาหาเธอถึงที่ เดาด้วยเข่าก็รู้ว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ
"คุณมาหาฉัน ก็เพื่อจะมาทวงความยุติธรรมให้กัวหลิงใช่ไหมล่ะคะ ? เป็นเพราะหล่อนต้องอ่านจดหมายสำนึกผิดกลางที่ประชุมใหญ่ แถมยังต้องมาขอโทษฉันต่อหน้าธารกำนัล ก็เลยรู้สึกเสียหน้า ฉันพูดถูกไหมคะ ? "
เวินเซ่าเฉินเอ่ยขึ้น "เราเปลี่ยนที่คุยกันดีกว่าครับ ตรงนี้คงไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่"
น้ำเสียงของเขาเด็ดขาด ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
พร้อมกันนั้นเขาก็ปรายตามองไปรอบๆ เป็นการส่งสัญญาณให้รู้ เจียงชิ่นจึงสังเกตเห็นว่า มีนักศึกษาหลายคนแถวนั้นกำลังมองมาทางนี้อยู่
ช่วงนี้เพราะเรื่องของกัวหลิง ตัวเธอเองก็แทบจะกลายเป็นหัวข้อซุบซิบนินทาหลังอาหารของทุกคนไปแล้ว เจียงชิ่นไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้เอาซะเลย
ดังนั้นเธอจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง "มีอะไรก็พูดมาตรงนี้แหละค่ะ เวลาของฉันมีจำกัด"
เวินเซ่าเฉินจ้องมองเธอเงียบ ๆ แววตาแฝงไปด้วยความกดดันและบีบบังคับในแบบฉบับของผู้มีอำนาจเหนือกว่า น่าเสียดายที่สายตาแบบนั้นใช้กับเจียงชิ่นไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย
เจียงชิ่นหมุนตัวเตรียมจะเดินหนี
"ถ้าคุณไม่อยากพูด งั้นฉันขอตัวนะคะ เดี๋ยวเข้าเรียนสาย"
เจียงชิ่นตั้งใจจะเดินหนีจริง ๆ เธอไม่อยากมายืนเสียเวลาเถียงกับลูกพี่ลูกน้องของกัวหลิงตรงโถงทางเดินหรอก
ใครก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกับกัวหลิง ล้วนทำให้เจียงชิ่นรู้สึกรังเกียจจนขยะแขยง ไม่อยากจะเสวนาด้วยเลย
เวินเซ่าเฉินเห็นเธอทำท่าจะเดินหนีจริง ๆ คราวนี้ก็ไม่ดึงดันจะเปลี่ยนที่คุยแล้ว รีบก้าวเข้าไปขวางหน้าเธอไว้
"คุณนี่จริง ๆ เลย ในเมื่ออยากจะคุยตรงนี้ งั้นก็คุยตรงนี้แหละครับ"
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะต้องยอมพ่ายแพ้ให้กับเจียงชิ่น และสุดท้ายก็ต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นของเวินเซ่าเฉิน ตอนนี้เริ่มมีรอยร้าวปรากฏให้เห็นเล็กน้อย
"ในเมื่อคุณไม่กลัวคนอื่นได้ยิน งั้นผมก็จะพูดตรงๆ เลยก็แล้วกัน"
เจียงชิ่นไม่ได้ตอบรับ ทำเพียงแค่ส่งสายตาเป็นนัยว่า 'มีอะไรก็รีบๆ พ่นมา อย่ามัวแต่ลีลา'
เวินเซ่าเฉินยิ้มอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ก่อนจะเอ่ยว่า "ผมทำงานอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ต่างประเทศ ต้องติดต่อกับต่างประเทศอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะกับประเทศ M ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรากับประเทศ M เริ่มผ่อนคลายลงแล้ว อาจจะบรรลุข้อตกลงกันได้ในปีหน้า ถ้าคุณยินดี ผมสามารถมอบโอกาสให้คุณได้ไปเรียนต่อต่างประเทศได้นะ ไปเรียนที่ประเทศ M ส่วนมหาวิทยาลัยก็เลือกได้ตามใจชอบเลย"
เจียงชิ่นกระพริบตาปริบ ๆ ไม่ได้เก็บเอาคำพูดของเขามาใส่ใจเลยสักนิด
"ไปเรียนต่อต่างประเทศ ฟังดูน่าเย้ายวนใจดีนะคะ แต่ของฟรีไม่มีในโลกหรอกค่ะ พวกเราไม่ได้เป็นญาติโกโหติกาอะไรกัน คุณจะมาช่วยฉันทำไมล่ะคะ ข้อแลกเปลี่ยนก็คือ... ให้ฉันเลิกกับฟู่เส้าตั๋วใช่ไหมล่ะคะ ? "
คาดไม่ถึงเลยว่าเจียงชิ่นจะเดาความคิดของเขาออก รอยยิ้มบนใบหน้าของเวินเซ่าเฉินเมื่อครู่นี้ จึงแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงขึ้นมาเล็กน้อย
แต่เขาก็ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว มุมปากยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้ม
"ใช่ครับ ผมอยากให้คุณหย่ากับฟู่เส้าตั๋ว มีเพียงการที่พวกคุณหย่ากันเท่านั้น น้องสาวของผมถึงจะมีโอกาสได้คบหากับฟู่เส้าตั๋ว และถ้าเป็นแบบนั้น ข่าวลือแย่ ๆ เกี่ยวกับตัวหล่อนก่อนหน้านี้ก็จะสลายไปเอง ส่วนเรื่องจดหมายสำนึกผิดและการขอโทษอะไรพวกนั้น ผลกระทบในแง่ลบที่มีต่อหล่อนก็จะมลายหายไปจนหมดสิ้น”
"ส่วนเรื่องที่หล่อนจะได้ลงเอยกับฟู่เส้าตั๋วหรือไม่นั้น อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของหล่อนเองแล้วล่ะครับ แต่ว่านะ เรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับคุณเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ”
"รอจนน้องสาวของผมได้คบกับฟู่เส้าตั๋ว คุณก็คงนั่งเครื่องบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลถึงอีกซีกโลกแล้ว ได้ไปศึกษาต่อในประเทศที่เจริญก้าวหน้าที่สุดในโลก สิ่งที่รอคุณอยู่คือมหานครนิวยอร์กที่เจิดจรัสและเจริญรุ่งเรืองสุดขีด ถึงเวลานั้น ผลกระทบจากการหย่าร้างก็แทบจะไม่มีความหมายกับคุณเลยด้วยซ้ำ”
"ก็แค่ยอมสละผู้ชายคนเดียว แต่แลกมากับอนาคตที่สดใสเรืองรอง ผมว่าการแลกเปลี่ยนครั้งนี้มันคุ้มค่ามากเลยนะครับ"
ทันทีที่เวินเซ่าเฉินพูดจบ สีหน้าของเจียงชิ่นก็เย็นเยียบลงราวกับน้ำแข็งทันที
เธอขยับริมฝีปาก ทิ้งท้ายไว้แค่ประโยคเดียวสั้น ๆ "คุ้มค่าบ้านป้าแกสิ ! "
เวินเซ่าเฉินฟังไม่เข้าใจ ยังคงดันทุรังพูดต่อ "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับป้าผมหรอกครับ เป็นผมเองที่ตัดสินใจมอบโอกาสนี้ให้กับคุณ ถ้าเกิดให้คนอื่นในครอบครัวผมเป็นคนจัดการล่ะก็ คุณคงจะ... โอ๊ยยย..."
คำพูดประโยคหลังของเขากลายเป็นเสียงร้องอุทานด้วยความเจ็บปวด
จังหวะที่เขากำลังทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการโน้มน้าวใจเจียงชิ่น เจียงชิ่นก็กระทืบเท้าลงบนหลังเท้าของเขาเต็มแรง แถมยังขยี้ซ้ำอีกสองทีด้วย
การกระทืบครั้งนี้ลงน้ำหนักรุนแรงมาก เวินเซ่าเฉินร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด กุมเท้ากระโดดเหยง ๆ ไปด้านข้าง
วินาทีที่แล้วยังดูเป็นสุภาพบุรุษมาดเนี๊ยบ วินาทีต่อมาภาพลักษณ์ก็ป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี
เจียงชิ่นหัวเราะจนตัวงอ ถอยห่างออกไปสองสามก้าว แล้วพูดว่า "แกกับน้องสาวของแกน่ะ ควงแขนกันไปลงนรกซะไป๊ ไอ้งั่งเอ๊ย ! " คำด่าทิ้งท้ายประโยคนั้น ด่าออกไปแล้วเจียงชิ่นรู้สึกสะใจสุด ๆ
เธอก้มดูเวลา ใกล้จะถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว จึงไม่สนใจเวินเซ่าเฉินอีกต่อไป สับขาวิ่งมุ่งหน้าไปที่ห้องเรียนทันที
พอไปถึงห้องเรียน เธอเพิ่งจะหย่อนก้นนั่งลง อาจารย์ก็เดินเข้ามาพอดี คลาสเรียนเริ่มขึ้นแล้ว
ระหว่างเรียน เจียงชิ่นตั้งใจฟังบรรยายอย่างจดจ่อ เรื่องหงุดหงิดใจเมื่อครู่นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเธอเลย
แต่พอเลิกเรียน เจียงชิ่นนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ก็ยังคงรู้สึกขยะแขยงเหมือนกลืนแมลงวันลงคอไปตัวนึงอยู่ดี
ใครให้ความมั่นหน้าเขากัน ถึงได้กล้ามาเกลี้ยกล่อมให้เธอหย่ากับฟู่เส้าตั๋วน่ะ
แถมยังจะมอบโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศให้อีก คิดว่ามันน่าตื่นเต้นนักหรือไง ?
ถ้าเอาไปเทียบกับเหล่าฟู่ของบ้านเธอแล้ว การไปต่างประเทศมันจะไปมีความหมายอะไรล่ะ
อีกอย่าง ถ้าเธออยากจะไปเรียนเมืองนอกจริง ๆ อาศัยความสามารถของตัวเองก็ไปได้สบาย ๆ อยู่แล้ว
พอนึกถึงท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยมของเวินเซ่าเฉิน เจียงชิ่นก็อดไม่ได้ที่จะลูบแขนตัวเองที่ขนลุกซู่ด้วยความขยะแขยง
คิดว่าตัวเองเป็นประธานบริษัทจอมเผด็จการหรือไง ถึงได้กล้ายื่นข้อเสนอด้วยท่าทางมั่นหน้าขนาดนั้นน่ะ
พอหมดคาบเรียน เจียงชิ่นเดินไปเข้าห้องน้ำ ก็ได้ยินนักศึกษาหญิงหลายคนจับกลุ่มซุบซิบนินทากันอยู่
ฟังจากรูปประโยค ดูเหมือนว่าเวินเซ่าเฉินจะถูกหามส่งห้องพยาบาลของมหาวิทยาลัยไปแล้ว
เจียงชิ่นลองนึกทบทวนดู ตอนนั้นเธอกระทืบแรงขนาดนั้นเลยเหรอ ?
ถ้ากระทืบแรงขนาดนั้นจริง ๆ เย็นนี้กลับบ้านต้องให้รางวัลตัวเองด้วยน่องไก่สักชิ้นแล้วล่ะ
เจียงชิ่นเลิกสนใจผู้ชายคนนั้น ทำธุระส่วนตัวเสร็จ ก็กลับไปเตรียมตัวเรียนคาบต่อไป
แต่เธอก็นึกถึงคำพูดของเวินเซ่าเฉินที่บอกว่า 'ถ้าเกิดให้คนอื่นในครอบครัวผมเป็นคนจัดการล่ะก็...' ขึ้นมาได้ รู้สึกว่าตัวเองควรจะต้องเตรียมการรับมือเอาไว้บ้าง
ดังนั้น หลังจากเลิกเรียนคาบแรกในช่วงบ่าย อาศัยช่วงเวลาพักเบรก เจียงชิ่นก็ตรงดิ่งไปที่ห้องทำงานของอธิการบดีทันที อธิการบดีหนิงกำลังนั่งทำงานอยู่ในห้อง พอได้ยินเสียงเคาะประตู ก็เอ่ยปากอนุญาตให้เข้ามาได้ พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าเป็นเจียงชิ่น อธิการบดีหนิงก็คลี่ยิ้มออกมาทันที
"นักศึกษาเจียงชิ่น มีธุระอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาครูถึงที่นี่น่ะ ? "
รอยยิ้มของอธิการบดีหนิงดูเป็นกันเองและมีเมตตามาก ทำให้เจียงชิ่นนึกถึงคุณตาที่ล่วงลับไปแล้วของเธอขึ้นมาทันที ความรู้สึกผูกพันและสนิทสนมจึงก่อตัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"อธิการบดีคะ หนูมีเรื่องอยากจะรายงานให้ท่านทราบหน่อยค่ะ"
เจียงชิ่นเล่าเรื่องที่ลูกพี่ลูกน้องของกัวหลิงมาดักรอ และยื่นข้อเสนอให้ไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อแลกกับการหย่าร้างกับฟู่เส้าตั๋ว ให้อธิการบดีหนิงฟังจนหมดเปลือก
อธิการบดีหนิงเป็นคนที่ยอมรับความอยุติธรรมไม่ได้ที่สุด ท่านเกลียดชังวิธีการสกปรกโสมมแบบนี้เป็นที่สุด
ฟังยังไม่ทันจบดี ท่านก็โกรธจนหนวดกระดิก ตาขวางไปหมดแล้ว
"ครอบครัวตระกูลกัวทำแบบนี้ได้ยังไง ! รังแกกันเกินไปแล้ว ! นักศึกษาเจียงชิ่น เธอไม่ต้องกังวลไปนะ เบื้องหลังของเธอมีเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลังอยู่ ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรก็ไม่ต้องกลัวทั้งนั้น เรื่องนี้ครูจะจัดการเอง เธอแค่ตั้งใจเรียนให้ดีก็พอ เรื่องอื่นไม่ต้องไปสนใจเลย อ้อ แล้วก็ ถ้าเกิดมีใครหน้าไหนกล้ามาพ่นคำพูดเหลวไหลใส่หน้าเธออีก ต้องรีบมาบอกครูทันทีเลยนะ"
อธิการบดีหนิงลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ เดินวนไปวนมาอยู่กับที่สองสามรอบ
พยายามข่มความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในอกให้ทุเลาลงบ้าง