- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 243: ฟู่เส้าตั๋วผู้มีพละกำลังเหลือล้น
บทที่ 243: ฟู่เส้าตั๋วผู้มีพละกำลังเหลือล้น
บทที่ 243: ฟู่เส้าตั๋วผู้มีพละกำลังเหลือล้น
บทที่ 243: ฟู่เส้าตั๋วผู้มีพละกำลังเหลือล้น
ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือนั้นคาดว่าตอนนี้น่าจะสร้างจนเป็นรูปเป็นร่างแล้ว การที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรกลอย่างศาสตราจารย์กัวเดินทางไปที่นั่น ก็น่าจะเป็นเพราะเรื่องการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ในภายหลัง ซึ่งถือเป็นงานช่วงท้าย ๆ แล้ว
"ใจจืดใจดำจังเลยนะ" ฟู่เส้าตั๋วขบกัดริมฝีปากของเจียงชิ่นเบา ๆ แล้วดูดดึง
เจียงชิ่นถูกเขาจูบจนหอบหายใจกระเส่า สมองขาวโพลนไปหมด กว่าจูบนี้จะสิ้นสุดลง ในที่สุดเจียงชิ่นก็ดึงสติกลับมาได้
"คุณว่าใครใจจืดใจดำนะ ? พูดใหม่อีกทีสิ ? "
เดิมทีเธอตั้งใจจะพูดประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงดุดัน แต่เพราะเพิ่งจะถูกจูบมาหมาด ๆ ตอนนี้ทั้งร่างจึงยังคงอ่อนระทวย ไม่มีเรี่ยวแรงจะข่มขวัญใครเลยแม้แต่น้อย กลับดูอ่อนหวานเย้ายวนเสียจนฟู่เส้าตั๋วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา
"งั้นผมพูดเรื่องอื่นก็แล้วกัน"
เสียงทุ้มต่ำสุดเซ็กซี่ของฟู่เส้าตั๋วดังกระซิบอยู่ข้างหูเจียงชิ่น ก่อนจะเอ่ยคำพูดสองแง่สองง่ามชวนให้หน้าแดงหูร้อนออกมาอีกสองสามประโยค
คราวนี้เจียงชิ่นตัวอ่อนปวกเปียกจนแทบจะยืนไม่อยู่ ทรุดฮวบเข้าไปในอ้อมกอดของฟู่เส้าตั๋วทันที
"ภรรยาผมรอไม่ไหวแล้วสินะ"
ฟู่เส้าตั๋วรวบกอดเธอไว้อย่างสมใจอยาก แล้ววางตัวเธอลงบนเตียง
มื้อเย็นวันนั้น กว่าทั้งสองคนจะได้กินข้าวเวลาก็ปาเข้าไปสามทุ่มแล้ว
กับข้าวเย็นชืดไปหมดแล้ว เจียงชิ่นจึงต้องจุดเตาเพื่ออุ่นกับข้าวใหม่อีกรอบ ฟู่เส้าตั๋วอาสาเป็นคนจุดเตาอุ่นกับข้าวเอง เพื่อให้เจียงชิ่นได้นอนพักผ่อนต่ออีกสักหน่อย
พอเห็นท่าทางสดชื่นกระปรี้กระเปร่าของเขา แล้วกลับมาดูสภาพตัวเองที่ริมฝีปากบวมเจ่อ ราวกับเพิ่งถูกย่ำยีมาอย่างหนัก เจียงชิ่นก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
คนอะไรก็ไม่รู้ ข้าวปลาไม่ยอมกิน เอาแต่อุ้มเธอไปทำเรื่องพรรค์นั้น จะใจร้อนรีบร้อนอะไรขนาดนั้น เธอไม่น่าใจอ่อนให้เขาเลยจริง ๆ
ในที่สุดก็ได้กินข้าวร้อน ๆ เจียงชิ่นคีบหมูเปรี้ยวหวานขึ้นมาชิ้นหนึ่ง พอกัดไปคำเดียวก็วางแหมะลงในชามด้วยความขัดใจ
"หมูเปรี้ยวหวานนิ่มไปหมดแล้ว ไม่กรอบเลยสักนิด อุตส่าห์ทำซะอร่อยแท้ ๆ "
ฟู่เส้าตั๋วเห็นภรรยาอารมณ์ไม่ดี ก็รีบทำตัวเอาใจ หยิบช้อนมาตักซุปหมูปั้นก้อนให้เธอทันที
"งั้นคุณกินซุปนี่สิครับ ซุปหมูปั้นก้อนนี่อร่อยมากเลยนะ ส่วนหมูเปรี้ยวหวานเดี๋ยวผมกินเอง ผมว่ามันก็อร่อยดีออกนะ ขอแค่เป็นฝีมือภรรยาผม ทำอะไรมาก็อร่อยทั้งนั้นแหละครับ"
เจียงชิ่นค้อนขวับใส่เขาอย่างแง่งอน ก่อนจะรับชามซุปหมูปั้นก้อนมาซด ซุปหมูปั้นก้อนรสชาติดีจริง ๆ นั่นแหละ ฝีมือระดับเธอนี่นา ไม่มีทางพลาดหรอก
กว่าจะกินมื้อนี้เสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปจนเกือบจะสี่ทุ่มแล้ว
ฟู่เส้าตั๋วอ่านหนังสือต่ออีกพักหนึ่งถึงจะยอมนอน เจียงชิ่นกะจะอยู่เป็นเพื่อนอ่านหนังสือกับเขา แต่ฟู่เส้าตั๋วไม่ยอม ไล่ให้เธอรีบไปพักผ่อน
"คืนนี้คุณเหนื่อยมากแล้ว รีบไปนอนเถอะครับ ไม่ต้องรอผมนะ ผมอ่านจบบทนี้แล้วก็จะไปนอนเหมือนกัน" ฟู่เส้าตั๋วชี้ไปที่หนังสือในมือ
เจียงชิ่นแอบคิดในใจว่าผู้ชายคนนี้พละกำลังจะเหลือล้นเกินไปแล้ว ตัวเธอถูกรังแกจนแทบจะหมดสภาพ เขากลับยังมีแรงมานั่งอ่านหนังสือตอนดึก ๆ ดื่น ๆ ได้อีก
เธอกลับไปนอนบนเตียง ความจริงก็ยังไม่ค่อยง่วงเท่าไหร่ เลยหลับตาทบทวนเนื้อหาที่เรียนในห้องเรียนซูเปอร์เมื่อวานอีกรอบ พอจำได้ขึ้นใจแล้ว ทางฝั่งฟู่เส้าตั๋วก็ปิดไฟ แล้วคลำทางขึ้นเตียงมา
เจียงชิ่นสัมผัสได้ว่าเขาสวมกอดเธอจากด้านหลัง ผ่านไปไม่นานก็ได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของคนที่หลับสนิท วินาทีนั้น เจียงชิ่นถึงได้ตระหนักว่า ความจริงฟู่เส้าตั๋วไม่ใช่ว่าไม่เหนื่อยหรอก เขาแค่ฝืนทนอ่านหนังสือ เพราะอยากจะอ่านให้ได้มากที่สุดต่างหาก คงอยากจะเติมเต็มความรู้ให้ตัวเองเยอะ ๆ ก่อนที่จะเดินทางไปไซต์งานที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือนั่นแหละ
เจียงชิ่นพลิกตัวกลับมาเผชิญหน้ากับฟู่เส้าตั๋วอย่างระมัดระวัง อาศัยแสงจันทร์สลัว ๆ ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ไล่สายตามองเครื่องหน้าอันหล่อเหลาและสันจมูกโด่งเป็นสันของเขา
เดือนหน้าก็จะไม่ได้เห็นหน้าผู้ชายคนนี้แล้ว ก่อนหน้านี้ยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่ แต่พอตกดึกเงียบสงัดแบบนี้ ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์อย่างสุดซึ้งก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจของเจียงชิ่น
เธอซุกหน้าลงกับแผงอกของฟู่เส้าตั๋ว ฟังเสียงหัวใจเต้นของเขาอย่างเงียบ ๆ เสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่น ดังก้องอยู่ข้างหูเจียงชิ่นทีละจังหวะ
เธอคลอเคลียอย่างอาลัยอาวรณ์อยู่สองสามที ถึงได้มุดตัวออกจากอ้อมกอดของฟู่เส้าตั๋ว แล้วแวบหายเข้าไปในมิติวิเศษ
"ระบบ เข้าเรียนได้แล้ว" ภายในมิติวิเศษ เจียงชิ่นเอ่ยสั่งสั้น ๆ ได้ใจความ
ระบบส่งเสียงจิ๊จ๊ะออกมา
[โฮสต์ครับ คืนนี้คุณยังอุตส่าห์เจียดเวลามาเรียนอีก ระบบล่ะนับถือคุณจริง ๆ ครับ]
เจียงชิ่นตื่นตัวขึ้นมาทันที "แกหมายความว่าไง ? นี่แกเป็นระบบลามกจกเปรต แอบดูผัวเมียเขาทำเรื่องพรรค์นั้นกันงั้นเหรอ ? "
ระบบรีบส่งเสียงแก้ตัว เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง
[ผมไม่ได้ทำแบบนั้นนะครับ ก็แค่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเหนื่อยล้าจากตัวคุณนิดหน่อยเท่านั้นเอง]
"แกสัมผัสได้ว่าฉันเหนื่อยเหรอ ? " เจียงชิ่นถามด้วยความประหลาดใจ "แต่ฉันไม่ได้เหนื่อยเลยนี่นา"
[เซนเซอร์ของระบบน่ะไวเป็นพิเศษเลยนะครับ แค่กลิ่นอายจาง ๆ ก็สามารถสัมผัสได้แล้ว ตัวคุณเองซะอีกที่ไม่รู้ตัวเลย]
"งั้นเหรอ ถ้างั้นพวกเรารีบเริ่มเรียนกันเถอะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวฉันจะเหนื่อยเข้าจริง ๆ แล้วนะ"
[ตกลงครับ เริ่มเดี๋ยวนี้แหละครับ]
ระบบส่งเจียงชิ่นเข้าไปในห้องเรียนซูเปอร์ คืนนี้ เจียงชิ่นใช้เวลาเรียนน้อยกว่าเมื่อวานไปหนึ่งชั่วโมง พอเรียนไปถึงช่วงท้าย ๆ เธอก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาจริง ๆ ด้วย
ไอระบบหมานี่มันเซนเซอร์ไวดีจริง ๆ ดันพูดถูกเผงเลย
พอออกมาจากห้องเรียนซูเปอร์ เจียงชิ่นก็พูดกับระบบว่า "ร่างกายของฉันตอนนี้ยังแข็งแรงไม่พอ แกเอายาเสริมกำลังวังชามาให้ฉันเพิ่มอีกหน่อยสิ"
ระบบกระพริบตาปริบ ๆ ด้วยสายตาใสซื่อไร้เดียงสา
[เรื่องนี้ระบบตัดสินใจไม่ได้หรอกครับ]
เจียงชิ่นมองไม่เห็นสายตาของระบบหรอก แต่ด้วยพลังจิตของเธอ เธอสามารถรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของระบบ และรับรู้ได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของมันในตอนนี้ด้วย
เจียงชิ่นจึงคลี่ยิ้มบาง ๆ "จะตัดสินใจไม่ได้ได้ยังไงล่ะ ตอนอยู่ที่ฟาร์ม แกยังเคยช่วยฉันมาแล้วเลยไม่ใช่เหรอ ? "
คราวนี้ระบบเงียบกริบ แกล้งตายไปเลย
เจียงชิ่นก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ถึงยังไงสุดท้ายระบบก็ต้องจัดการให้เธออยู่ดี ตอนนี้เธอมองระบบของตัวเองออกทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว
ปากก็เอาแต่พร่ำบอกว่าไม่ได้ ๆ แต่สุดท้ายร่างกายก็ซื่อสัตย์ ไปจัดการให้จนเสร็จสรรพทุกครั้งนั่นแหละ
เจียงชิ่นกลับไปนอนบนเตียง ความง่วงงุนจู่โจมเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วเธอก็หลับสนิทไป
เช้าวันรุ่งขึ้น สิ่งแรกที่เจียงชิ่นทำหลังจากตื่นนอนก็คือการล็อกอินเช็กอิน
และก็เป็นไปตามคาด ยาเสริมกำลังวังชาเม็ดสีดำปรากฏขึ้นบนมือของเธอ แถมยังเป็นแบบสกัดเข้มข้นซะด้วย
"ขอบใจนะ" เจียงชิ่นพูดในใจ
ระบบไม่ส่งเสียงตอบกลับ ไม่รู้ว่ายังแกล้งตายอยู่หรือเปล่า เจียงชิ่นก็ไม่ได้สนใจ
เธอนำยาเสริมกำลังวังชาใส่ลงในชามแล้วบดจนละเอียด จากนั้นก็ชงมอลต์สกัดขึ้นมาหนึ่งแก้ว แล้วเอาไปให้ฟู่เส้าตั๋วดื่ม
ฟู่เส้าตั๋วไม่ได้สงสัยอะไรเลย คิดว่าเป็นแค่ความรักความห่วงใยจากภรรยา จึงกระดกพรวดเดียวจนหมดแก้ว แต่กลับสัมผัสได้ถึงรสชาติที่แปลกไปจากเดิมนิดหน่อย
"ภรรยาครับ มอลต์สกัดวันนี้รสชาติมันเฝื่อน ๆ ขม ๆ นิดนึงนะครับ"
เจียงชิ่นรีบคว้าแก้วมาเก็บทันที ไม่ยอมให้ฟู่เส้าตั๋วทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติแม้แต่น้อย
ประสาทสัมผัสของเขาเฉียบแหลมแค่ไหน เจียงชิ่นรู้ซึ้งดี ที่เขาไม่สงสัยเธอ ก็เป็นเพราะความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างเต็มเปี่ยมเท่านั้นแหละ
"วันนี้ฉันเพิ่งเปิดมอลต์สกัดกล่องใหม่น่ะค่ะ สงสัยจะเป็นคนละลอตกันมั้งคะ ไม่เป็นไรหรอก ผ่านการตรวจสอบจากโรงงานมาแล้ว รับรองคุณภาพแน่นอนค่ะ"
ฟู่เส้าตั๋วเชื่อคำพูดของเจียงชิ่น จึงไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาคิดอีก
กินมื้อเช้าเสร็จ ทั้งสองคนก็รีบร้อนไปเรียน
พอถึงทางแยก เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วก็แยกย้ายกันเดินไปที่ห้องเรียนของตัวเอง
ระหว่างทาง จู่ ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งโผล่มาขวางหน้าเธอเอาไว้
เจียงชิ่นถูกคนขวางทาง แถมดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่าจงใจมาดักรออยู่ตรงนี้ เห็นได้ชัดว่าพุ่งเป้ามาที่เธอโดยเฉพาะ เธอขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองผู้ชายคนนั้น
คนที่ยืนอยู่ตรงหน้า เป็นชายหนุ่มที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ น่าจะสักยี่สิบเจ็ดแปดปี
หน้าตาหล่อเหลาเอาการ มองแวบเดียวก็ทำเอาสะดุดตาได้ไม่ยาก
เขาสวมชุดบุคลากรระดับบริหาร สีน้ำเงินเข้ม ที่กระเป๋าเสื้อหน้าอกเสียบปากกาหมึกซึมไว้สองด้าม เวลานี้ ชายหนุ่มกำลังส่งยิ้มมองมาที่เจียงชิ่น