- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 246: เจียงชิ่นเจรจาฉะฉาน อวี๋เฟิ่งเจียมองจนตาค้าง
บทที่ 246: เจียงชิ่นเจรจาฉะฉาน อวี๋เฟิ่งเจียมองจนตาค้าง
บทที่ 246: เจียงชิ่นเจรจาฉะฉาน อวี๋เฟิ่งเจียมองจนตาค้าง
บทที่ 246: เจียงชิ่นเจรจาฉะฉาน อวี๋เฟิ่งเจียมองจนตาค้าง
สามีและลูก ๆ ยังไม่กลับมา ที่บ้านจึงมีแค่เจ้าของบ้านหญิงอยู่เพียงลำพัง
มิน่าล่ะ ตอนแรกหล่อนถึงได้ดูระแวดระวังตัวนัก
ตลอดการดูบ้าน เจ้าของบ้านหญิงพยายามกดเสียงพูดให้เบาที่สุด กระซิบกระซาบคุยกัน เพราะกลัวว่าเพื่อนบ้านห้องข้าง ๆ จะได้ยิน
เจียงชิ่นก็เลยต้องลดเสียงถามตามไปด้วย ทั้งเรื่องประวัติการก่อสร้างของบ้านหลังนี้ และถามย้ำว่าพวกเขายินดีจะขายบ้านจริง ๆ ใช่ไหม
เจ้าของบ้านหญิงพยักหน้ารับ "พวกเราตั้งใจจะขายจริง ๆ ค่ะ สามีของฉันถูกสั่งย้ายไปทำงานที่มณฑลเหลียวหนิง ฉันกับลูก ๆ ก็เลยต้องย้ายตามเขาไปด้วย พอย้ายไปแล้วก็คงไม่มีโอกาสได้กลับมาที่นี่อีก ปล่อยบ้านทิ้งไว้เฉย ๆ สู้ขายเอาเงินก้อนไปตั้งตัวดีกว่าค่ะ"
เมื่อซักถามจนกระจ่างแล้ว เจียงชิ่นก็เอ่ยขึ้นว่า "ตกลงค่ะ บ้านหลังนี้ฉันค่อนข้างถูกใจเลยทีเดียว แต่เรื่องราคา พวกเราพอจะคุยกันอีกสักหน่อยได้ไหมคะ ? "
เงินในมือตอนนี้ บวกลบคูณหารแล้วก็มีอยู่แค่สองพันหยวนพอดีเป๊ะ ถ้าซื้อบ้านหลังนี้ไปก็คือหมดตัวไม่เหลือหลอเลย เจียงชิ่นคิดว่าประหยัดได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี จะได้เหลือเงินติดบ้านไว้ใช้จ่ายบ้าง
เจ้าของบ้านหญิงทำหน้าลำบากใจ "เรื่องนี้ฉันตัดสินใจเองไม่ได้หรอกค่ะ เอาอย่างนี้ไหมคะ พวกคุณรอสักเดี๋ยว รอสามีฉันกลับมาก่อน แล้วฉันจะลองปรึกษากับเขาดูค่ะ"
"ตกลงค่ะ งั้นพวกเราจะรอเขากลับมานะคะ"
เจียงชิ่นตอบรับ
เจ้าของบ้านหญิงยกเก้าอี้มาสองตัว ผายมือเชิญให้เจียงชิ่นกับอวี๋เฟิ่งเจียนั่งรอ
เจียงชิ่นกล่าวขอบคุณ แล้วหย่อนตัวลงนั่ง
อวี๋เฟิ่งเจียลังเลอยู่ว่าควรจะนั่งดีไหม แต่พอเห็นเจียงชิ่นนั่งลง หล่อนก็เลยนั่งตาม
รอไปประมาณสิบห้านาที เจ้าของบ้านชายก็พาลูก ๆ กลับมาถึงบ้าน
ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งจะเลิกงาน แล้วก็เลยแวะรับลูก ๆ กลับมาจากโรงเรียนด้วย
พอเห็นเขากลับมา เจ้าของบ้านหญิงก็รีบเดินเข้าไปหา แล้วเล่าเรื่องที่เจียงชิ่นอยากจะต่อรองราคาให้ฟัง
เจ้าของบ้านชายฟังจบ ก็ทำหน้าคิดหนัก ผ่านไปครู่หนึ่งก็ดึงภรรยาเข้าไปปรึกษากันในห้องนอน
ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาตกลงกันยังไง สุดท้ายก็เดินออกมาบอกเจียงชิ่นว่า ลดให้ได้หนึ่งร้อยหยวน
นั่นก็หมายความว่า ถ้าจะซื้อบ้านหลังนี้ทั้งหลัง ต้องจ่ายเงินในราคาหนึ่งพันเก้าร้อยหยวน
ประหยัดไปได้ตั้งหนึ่งร้อยหยวน เจียงชิ่นก็พอใจมากแล้ว
คราวนี้เธอไม่ได้ต่อรองราคาอะไรอีก แต่ตัดสินใจตกลงซื้อบ้านหลังนี้ทันที
"ในเมื่อเป็นการซื้อขายกันเองแบบลับ ๆ ถึงบ้านหลังนี้จะตกมาอยู่ในมือฉันแล้ว ก็ยังไปทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดินไม่ได้อยู่ดี เพราะงั้นพวกเราก็ต้องทำสัญญาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร วันหน้าจะได้ไม่มีปัญหาขัดแย้งกันค่ะ"
สองสามีภรรยาเจ้าของบ้านมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างคนต่างก็คิดว่าสัญญาที่ว่านี่มันต้องทำยังไง พวกเขาก็ทำไม่เป็นซะด้วยสิ
"เรื่องสัญญาที่ว่านี่..."
"เดี๋ยวฉันจะเป็นคนร่างสัญญาเองค่ะ ร่างเสร็จแล้วจะให้พวกคุณตรวจสอบดู ถ้ามีปัญหาตรงไหนพวกเราค่อยมาแก้ไขกันอีกที"
เจียงชิ่นเตรียมการมาพร้อมแล้ว เธอหยิบสัญญาซื้อขายบ้านที่ร่างเตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาจากกระเป๋าหนังสือ ขาดก็แต่รายละเอียดบางอย่างที่ต้องเติมลงไป เช่น ที่อยู่ของบ้าน ชื่อเจ้าของบ้าน ขนาดพื้นที่จริง เป็นต้น
เธอจัดการกรอกรายละเอียดลงในสัญญาซื้อขายบ้านตามข้อมูลที่สองสามีภรรยาบอก แล้วยื่นให้พวกเขา
"ลองอ่านดูนะคะ ถ้ามีเงื่อนไขตรงไหนตกหล่นไป พวกเราค่อยมาคุยกันเพิ่มค่ะ" เจียงชิ่นเอ่ย
สองสามีภรรยารับสัญญาซื้อขายบ้านไปถือไว้ พลิกอ่านตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสาม พออ่านจบก็อดทึ่งไม่ได้
ในสัญญาระบุเงื่อนไขหลักไว้ทั้งหมดสิบสองข้อ ภายใต้เงื่อนไขหลักแต่ละข้อ ยังมีเงื่อนไขย่อยระบุไว้อย่างละเอียด แจกแจงสิทธิและหน้าที่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเอาไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
"ถ้าไม่มีข้อโต้แย้งอะไร รบกวนทั้งสองท่านเซ็นชื่อรับรองด้วยนะคะ ฉันจะจ่ายเงินให้ตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ เท่านี้การซื้อขายของพวกเราก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์ค่ะ"
คำพูดเหล่านี้ เจียงชิ่นพูดด้วยท่าทีของคนมีประสบการณ์โชกโชน
ทักษะนี้ได้มาจากการทำงานในชาติก่อน ที่เธอต้องรับมือกับลูกค้าอยู่เป็นประจำ จึงรู้ซึ้งถึงวิธีการรับมือกับผู้รับเหมาเป็นอย่างดี
เจียงชิ่นถึงขั้นรู้สึกว่าน้ำเสียงที่ตัวเองใช้นี่ถือว่าอ่อนโยนและประนีประนอมสุด ๆ แล้วนะ
สองสามีภรรยาเจ้าของบ้านที่อยู่ตรงข้าม พลิกอ่านสัญญาไปมาอยู่ห้าหกรอบ สุดท้ายก็พบว่าไม่มีจุดไหนตกหล่น เจ้าของบ้านชายถึงได้ยอมจรดปากกาเซ็นชื่อตัวเองลงไป
ในขณะเดียวกัน เจียงชิ่นก็นับเงินจำนวนสองร้อยหยวนเตรียมไว้เรียบร้อย แล้วยื่นส่งให้พวกเขาทั้งสองคน
"นี่คือเงินมัดจำค่ะ ส่วนที่เหลือก็ตามที่ระบุไว้ในสัญญา รอฉันได้รับมอบบ้านอย่างเป็นทางการแล้วค่อยจ่ายงวดสุดท้าย หวังว่าพวกคุณจะย้ายออกตามเวลาที่ตกลงกันไว้นะคะ หลังจากพวกคุณย้ายออก ฉันจะรีบเข้ามาจัดการทันทีเลยค่ะ"
ในสัญญา เจียงชิ่นระบุเวลาในการย้ายออกไว้ชัดเจนว่าต้องไม่เกินหนึ่งสัปดาห์
เจ้าของบ้านชายพยักหน้ารับ "แน่นอนครับ คำสั่งย้ายของผมออกแล้ว มะรืนนี้ก็ต้องเดินทางแล้วครับ ความจริงผมก็ไม่คิดว่าบ้านจะขายออกได้เร็วขนาดนี้หรอก ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าถ้าขายไม่ออก ก็จะปล่อยทิ้งไว้ก่อน คิดไม่ถึงว่าจะราบรื่นขนาดนี้"
"อืม ถึงตอนนั้นก็อย่าลืมบอกเพื่อนบ้านนะคะ ว่าฉันเป็นญาติห่าง ๆ ของพวกคุณ แวะมาช่วยดูแลบ้านให้น่ะค่ะ"
"ไม่ลืมหรอกครับ"
เซ็นสัญญาเสร็จ ตกลงวันย้ายออกเรียบร้อย ทุกอย่างเป็นอันตกลงกันด้วยดี
ทั้งสองฝ่ายจับมือกัน จากนั้นเจียงชิ่นก็พาอวี๋เฟิ่งเจียขอตัวกลับ
ตลอดเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ อวี๋เฟิ่งเจียได้แต่นั่งตาโตเบิกกว้างอยู่ข้าง ๆ มองดูเจียงชิ่นเจรจาฉะฉาน ต่อรองราคากับอีกฝ่ายอย่างคล่องแคล่ว แถมยังเห็นเจียงชิ่นงัดเอาสัญญาออกมา ให้เจ้าของบ้านเซ็นสัญญาซื้อขายบ้านด้วยกันอีก ตลอดกระบวนการ เจียงชิ่นดูนิ่งสงบและมีสติมาก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูราบรื่นจัดการได้อยู่หมัดไปซะหมดอวี๋เฟิ่งเจียมองจนตาค้างไปเลย
ทั้งสองคนยังไม่ได้กินข้าวมื้อเย็นเลย พอเดินออกจากบ้านหลังนั้น เจียงชิ่นก็เป็นเจ้ามือพาอวี๋เฟิ่งเจียไปกินข้าวที่ร้านอาหารใกล้ ๆ
ครั้งนี้อวี๋เฟิ่งเจียออกแรงช่วยไปไม่น้อย เจียงชิ่นรู้สึกขอบคุณหล่อนจากใจจริง
แถว ๆ นั้นมีร้านอาหารของรัฐขนาดใหญ่ตั้งอยู่ร้านหนึ่ง
ตอนที่ทั้งสองคนเดินเข้าไป ข้างในเหลือโต๊ะว่างอยู่แค่สองโต๊ะเท่านั้น นอกนั้นมีลูกค้านั่งเต็มไปหมด
"พี่สะใภ้ใหญ่คะ ร้านนี้รสชาติน่าจะอร่อยใช้ได้เลยนะ ลูกค้าเยอะขนาดนี้ เรากินร้านนี้กันเถอะค่ะ"
"ได้สิ ตามใจเธอเลย"
อวี๋เฟิ่งเจียย่อมต้องตกลงอยู่แล้ว
น้องสามีเป็นเจ้ามือ หล่อนมีหน้าที่แค่กินให้อร่อยก็พอ จะไปเรื่องมากมีข้อเรียกร้องอะไรมากมายล่ะ
เจียงชิ่นบอกให้อวี๋เฟิ่งเจียไปนั่งรอที่โต๊ะว่าง ส่วนตัวเองก็เดินไปสั่งอาหารที่ช่องรับออเดอร์
เธอเงยหน้ามองป้ายไม้ที่แขวนอยู่บนผนัง บนนั้นมีแต่ชื่อเมนูอาหาร เธอใช้เวลาเลือกอยู่แป๊บเดียวก็ได้เมนูที่ต้องการ
"เอาปลาไนจี๋น้ำแดงหนึ่งที่ มู่ซูโร่วผัดมะเขือเทศหนึ่งที่ หมูทอดเปรี้ยวหวานหนึ่งที่ แล้วก็ขอข้าวสวยสองถ้วย กับเกี๊ยวหมูสับคื่นช่ายหนึ่งจินค่ะ"
เจียงชิ่นสั่งรวดเดียวกับข้าวสามอย่าง อาหารจานหลักอีกสองอย่าง
เธอหิวมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้หิวจนไส้กิ่ว รู้สึกเหมือนกินวัวได้ทั้งตัวเลยทีเดียว
คาดว่าอวี๋เฟิ่งเจียเองก็คงหิวไม่ต่างกัน
สั่งมาเผื่อไว้เยอะ ๆ หน่อย กินไม่หมดก็ห่อกลับบ้านได้
เจียงชิ่นกับอวี๋เฟิ่งเจียนั่งรออยู่ที่โต๊ะประมาณสิบนาที กับข้าวอย่างแรกก็มาเสิร์ฟ มู่ซูโร่วผัดมะเขือเทศ
ตามมาด้วยพนักงานเสิร์ฟที่ยกข้าวสวยมาเสิร์ฟให้อีกสองถ้วย
"พี่สะใภ้ใหญ่คะ ทานตอนกำลังร้อน ๆ เลยค่ะ"
เจียงชิ่นเอ่ยชวน
อวี๋เฟิ่งเจียนึกว่ามื้อเย็นวันนี้จะมีแค่กับข้าวอย่างเดียวกับข้าวสวย
ถึงปริมาณอาหารร้านนี้จะให้มาเยอะ แต่คนสองคนกินกับข้าวแค่อย่างเดียวมันก็ดูจะน้อยไปหน่อย
แต่พอลองคิดดูอีกที มื้อนี้น้องสามีเป็นคนเลี้ยงเชียวนะ
หลายปีมานี้ น้องสามีเคยเลี้ยงข้าวหล่อนซะที่ไหนล่ะ การที่เธอยอมเป็นเจ้ามือก็ถือว่ายากเต็มทีแล้ว อย่าไปมัวจู้จี้จุกจิกเลือกกินนู่นนี่เลย
เมื่อคิดว่ามีกับข้าวแค่อย่างเดียว อวี๋เฟิ่งเจียก็เลยไม่กล้าคีบกินเยอะ
เห็นมู่ซูโร่วผัดมะเขือเทศในจานใกล้จะหมดแล้ว อวี๋เฟิ่งเจียกำลังจะวางตะเกียบลง พนักงานเสิร์ฟก็เดินเข้ามา พร้อมกับวางจานหมูทอดเปรี้ยวหวานที่เพิ่งผัดเสร็จใหม่ ๆ ลงบนโต๊ะ
"พี่สะใภ้ใหญ่คะ กินให้อิ่มเต็มที่เลยนะคะ เดี๋ยวยังมีปลาไนจี๋น้ำแดงกับเกี๊ยวอีกหนึ่งจินกำลังตามมาค่ะ วันนี้พวกเราต้องกินให้หนำใจแล้วค่อยกลับกันนะคะ"
ตะเกียบในมือของอวี๋เฟิ่งเจียร่วงหลุดมือ หล่น 'แหมะ' ลงบนโต๊ะทันที