เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 234: จะแต่งงานใหม่

บทที่ 234: จะแต่งงานใหม่

บทที่ 234: จะแต่งงานใหม่


บทที่ 234: จะแต่งงานใหม่

เจียงชิ่นช่วยเฮ่อหยางซานขนของทั้งหมดขึ้นไปบนรถสามล้อ พอขนเสร็จ เฮ่อหยางซานก็ล้วงเอาเงินค่าของออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วนับส่งใส่มือเจียงชิ่นอย่างครบถ้วนไม่ขาดไม่เกิน ระหว่างที่เจียงชิ่นกำลังนับเงินอยู่นั้น เฮ่อหยางซานก็เอ่ยขึ้น

"ช่วงนี้ค้าขายดีมากเลยครับ ผมกะว่าจะทำที่นี่ไปอีกสักพัก แล้วก็จะย้ายที่แล้วล่ะ"

"ทำไมล่ะคะ ? "

"ทำเลตรงนี้มันสะดุดตาเกินไปครับ อยู่ใต้จมูกตลาดสดเลย ถึงผมจะเอาของไปกำนัลหัวหน้าตลาดแล้ว แต่ยังไงมันก็ไม่ใช่แผนระยะยาวอยู่ดี ผมเลยตั้งใจว่าจะย้ายออกไปตั้งแผงให้ไกลจากตลาดสดอีกหน่อยน่ะครับ"

"แล้วพ่อค้าแม่ค้าคนอื่น ๆ ว่ายังไงบ้างคะ ? "

เฮ่อหยางซานหรี่ตาลงเล็กน้อย เอ่ยอย่างมั่นใจว่า "พวกเขาบอกว่าจะตามผมไปทำด้วยกันหมดเลยครับ ประจวบเหมาะกับที่ผมก็กำลังขาดคนอยู่พอดี ก็เลยให้พวกเขาย้ายไปทำด้วยกันซะเลย"

เจียงชิ่นพยักหน้ารับ "แบบนั้นก็ได้ค่ะ ถึงยังไงของก็คุณภาพดี ไม่ว่าจะไปขายที่ไหนก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีลูกค้าหรอก" พอได้เห็นฝีไม้ลายมือการทำงานของเฮ่อหยางซานแล้ว ตอนนี้เจียงชิ่นก็เชื่อมั่นในตัวเขาอย่างเต็มเปี่ยม

ทั้งสองคนคุยกันต่ออีกสองสามประโยค เฮ่อหยางซานก็บอกว่าอีกไม่นานเขาจะไปหาดูทำเลใหม่ พอเลือกที่ได้แล้วก็จะย้ายไปทันที

พอกลับมาถึงมหาวิทยาลัย เจียงชิ่นก้มดูนาฬิกาข้อมือ ก็เห็นว่าผ่านไปหนึ่งชั่วโมงพอดี

พอเปิดประตูห้องเข้าไป ก็เห็นฟู่เส้าตั๋วกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ พอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่ประตู เขาก็รีบหันขวับกลับมามอง

"กลับมาแล้วเหรอครับ"

"อืม ข้างนอกยังแอบหนาวอยู่นิด ๆ นะคะ ฉันหนาวจะแย่อยู่แล้วเนี่ย" เจียงชิ่นพูดพลางกระทืบเท้าเบา ๆ สองมือก็ถูเข้าหากันไปมาสลับกัน

ฟู่เส้าตั๋วรีบลุกพรวดขึ้นมา เดินเข้าไปกอบกุมมือของเจียงชิ่นเอาไว้ในฝ่ามือใหญ่ของเขา ฝ่ามือของเขาช่างอบอุ่นและแห้งสบาย พอมือที่เย็นเฉียบของตัวเองถูกกุมเอาไว้ ก็รู้สึกสบายขึ้นมาอย่างประหลาด

เจียงชิ่นอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมาด้วยความผ่อนคลาย ฟู่เส้าตั๋วจึงกระชับมือที่กุมไว้ให้แน่นขึ้นอีก

"คุณอ่านหนังสืออะไรอยู่เหรอคะ ? "

ฟู่เส้าตั๋วปรายตามองหนังสือเล่มที่เธอชี้ แล้วตอบว่า "หนังสือคู่มือที่ศาสตราจารย์หูให้ยืมมาน่ะครับ ผมกะว่าจะรีบอ่านให้จบภายในสองสามวันนี้ จะได้รีบเอาไปคืนท่าน"

"ดูเหมือนศาสตราจารย์หูจะเอ็นดูคุณมากเลยนะคะ" เจียงชิ่นฟันธง

เธอได้ยินชื่อศาสตราจารย์หูจากปากฟู่เส้าตั๋วนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ศาสตราจารย์ท่านนี้ชื่นชมในตัวฟู่เส้าตั๋วมาก ปกติก็มักจะคอยสอนเสริมให้เป็นพิเศษ ให้เขาคอยช่วยทำแล็บด้วย แถมยังเอาหนังสือหายากที่ตัวเองสะสมไว้มาให้ฟู่เส้าตั๋วยืมอ่านอีกต่างหาก

จู่ ๆ สีหน้าของฟู่เส้าตั๋วก็เคร่งขรึมขึ้นมา ดูเหมือนมีอะไรอยากจะพูด แต่ก็ลังเลไม่ยอมเปิดปากซะที

เจียงชิ่นสังเกตเห็น จึงซักไซ้ต่อ "มีเรื่องอะไรก็ต้องบอกฉันนะคะ ระหว่างเราสองคนห้ามปิดบังกันนะ"

ฟู่เส้าตั๋วจ้องมองเธอนิ่ง "ผม... แค่ไม่รู้ว่าจะบอกคุณยังไงดี ปีหน้าศาสตราจารย์หูจะเข้าร่วมในโครงการระดับชาติโครงการหนึ่ง ต้องเดินทางไปที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ท่านมาถามผมว่าสนใจอยากจะไปร่วมทีมด้วยไหม ท่านเพิ่งจะเกริ่นเรื่องนี้กับผมวันนี้เอง ตอนแรกผมกะว่าจะรอคุยกับคุณก่อนนอนน่ะครับ"

โครงการระดับชาติ ?

เจียงชิ่นหูผึ่งขึ้นมาทันที จะใช่โครงการใหญ่ระดับชาติที่สำคัญมาก ๆ อย่างที่เธอคิดไว้หรือเปล่านะ ?

ในใจของเธอเริ่มประมวลผลว่า ตามหน้าประวัติศาสตร์ในยุคนี้มีโครงการก่อสร้างระดับชาติอะไรเกิดขึ้นบ้าง ปากก็เอ่ยถามฟู่เส้าตั๋วไปว่า

"แล้วศาสตราจารย์หูได้บอกไหมคะว่าบทเรียนที่ต้องขาดไปจะทำยังไง ? ถ้าคุณต้องไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือ คงไม่ได้กลับมาเร็ว ๆ นี้แน่ อย่างเร็วสุดก็คงเป็นปีนั่นแหละ แล้วบทเรียนที่ตามไม่ทันล่ะ จะทิ้งไปเฉย ๆ ก็คงไม่ได้"

"ศาสตราจารย์หูช่วยคิดวิธีแก้ปัญหาให้ผมแล้วครับ ท่านบอกว่าถึงตอนนั้นก็ให้ผมไปเรียนร่วมกับนักศึกษารุ่น 79 เพื่อชดเชยบทเรียนที่ขาดไป ท่านคงจะมั่นใจในตัวผมมากเกินไปหน่อย ถึงได้คิดว่าผมจะสามารถใช้เวลาที่เหลือเรียนหลักสูตรมหาวิทยาลัยจนจบได้ทั้งหมดน่ะครับ"

"เดิมทีคุณก็ทำได้อยู่แล้วนี่คะ" เจียงชิ่นพูดกลั้วหัวเราะ "ความคิดของศาสตราจารย์หูถูกต้องแล้วล่ะค่ะ ความรู้ในตำราจะกลับมาเรียนเมื่อไหร่ก็ไม่สาย แต่โอกาสที่จะได้ลงมือปฏิบัติจริงในโครงการระดับชาติแบบนี้ พันปีจะมีหนเชียวนะคะ"

ฟู่เส้าตั๋วเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยว่า "เพียงแต่ต้องลำบากคุณ แล้วก็ทำให้ลูก ๆ ต้องน้อยใจด้วยสิครับ ตอนแรกเราตกลงกันไว้ว่ารอให้ตั้งหลักได้แล้ว ก็จะไปรับลูก ๆ มาอยู่ด้วยกัน ให้เรียนที่สถานรับเลี้ยงเด็กของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง แต่ถ้าผมไป คุณตัวคนเดียวดูแลพวกแกสองคนไม่ไหวแน่ ๆ สุดท้ายก็ต้องฝากเด็ก ๆ ไว้ที่บ้านแม่ยายเหมือนเดิม แถมในช่วงเวลาที่ยาวนานขนาดนั้น คุณก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่คนเดียวอีกต่างหาก"

พูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของฟู่เส้าตั๋วก็ยิ่งแหบพร่าและสั่นเครือ เขายื่นมือออกไปรวบตัวเจียงชิ่นเข้ามากอดไว้แน่น โน้มศีรษะลงมาจนหน้าผากแนบชิดติดกัน

"ผมก็เลยลังเล หรือถึงขั้นอยากจะล้มเลิกความตั้งใจไปเลย ผมไม่อยากให้คุณต้องมาลำบาก แล้วก็ไม่อยากให้ลูก ๆ ต้องอยู่ห่างไกลจากพวกเรา โอกาสที่จะได้ลงมือปฏิบัติจริง วันหน้าก็คงมีเข้ามาอีก แต่โอกาสที่จะได้อยู่เคียงข้างดูแลครอบครัว ถ้าสูญเสียไปแล้วมันเรียกกลับคืนมาไม่ได้อีก ผม..."

เจียงชิ่นพูดแทรกขึ้นมา "ห้ามลังเลเด็ดขาดเลยนะ ฉันอยู่คนเดียวได้สบายมาก เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเลย อีกอย่าง เรื่องที่จะรับลูก ๆ มาอยู่กับเรา มันก็เป็นแค่การรับมาอยู่ชั่วคราวเท่านั้นเองนี่คะ "ตอนนั้นพวกเราก็ตกลงกันไว้แล้วนี่ ว่าถ้าวันหน้าเรียนหนักขึ้น ก็จะส่งพวกแกกลับไปอยู่บ้านคุณยายอยู่ดี สถานการณ์ตอนนี้มันก็เป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอคะ แล้วยังมีอะไรให้ต้องลังเลอีกล่ะ อีกอย่าง หยางหยางกับหน่วนหน่วนก็คงไม่อยากให้พ่อของตัวเองเป็นคนขี้ขลาดตาขาวหรอกนะคะ คุณตั้งใจทำงานให้ดี ๆ สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติเยอะ ๆ จะได้เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก ๆ ไงคะ"

คำพูดของเจียงชิ่นทำให้สีหน้าของฟู่เส้าตั๋วเคร่งขรึมและจริงจังยิ่งขึ้น

"การได้ตอบแทนประเทศชาติ อุทิศทั้งชีวิตเพื่อประเทศชาติ คือปณิธานของผมมาโดยตลอด ต่อให้ต้องเสียสละชีวิตผมก็ไม่กลัว ผมจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับหยางหยางและหน่วนหน่วน เชื่อผมเถอะครับ"

เจียงชิ่นจ้องมองเขา นัยน์ตารื้นไปด้วยหยาดน้ำตา

แน่นอนว่าเธอเชื่อใจเขา

ในชาติก่อน เขาได้ทำตามคำมั่นสัญญาของตัวเอง เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของชาติ ปิดฉากชีวิตอันแสนสั้นลงในวัยเพียงยี่สิบเจ็ดปี ทว่าในชาตินี้ เขามีเธอ มีลูก ๆ เขาจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความสุขให้ได้

"ถุย ๆ ๆ เสียสละอะไรกันล่ะ พูดจาเป็นลางไม่ดีเลย พูดอะไรที่เป็นมงคลหน่อยสิ จะบอกให้รู้นะ ถ้าเกิดคุณไป 'พลีชีพเพื่อชาติ' ขึ้นมาจริง ๆ ล่ะก็ ฉันจะหันหลังแต่งงานใหม่ทันทีเลย ปล่อยให้เด็ก ๆ มีพ่อเลี้ยงปุบปับไปเลย คอยดูสิว่าคุณจะกลัวไหม"

นัยน์ตาของฟู่เส้าตั๋วพลันเข้มข้นดุดันขึ้นมาทันที เขาก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว แต่มือยังคงโอบรัดเอวคอดกิ่วของเจียงชิ่นเอาไว้แน่น สีหน้าและท่าทางเต็มไปด้วยอันตรายที่แผ่ซ่านออกมา

"คุณกะจะแต่งงานใหม่กับใครล่ะครับ ? "

เจียงชิ่นเบ้ปาก แกล้งยั่วโมโหเขา "ใครจะไปรู้ล่ะคะ ในมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาชายออกจะเยอะแยะ มันก็ต้องมีที่ดูถูกตาถูกใจบ้างแหละน่า... ว้าย..." วินาทีต่อมา เจียงชิ่นก็ถูกรวบตัวอุ้มลอยขึ้นจากพื้น

เธอตามสัญชาตญาณเตรียมจะวาดแขนโอบรอบคอของฟู่เส้าตั๋ว ทว่าฟู่เส้าตั๋วกลับไม่เปิดโอกาสให้เธอทำแบบนั้น เขาจัดการโยนเธอลงบนเตียงทันที แล้วเขาก็ตามขึ้นมาคร่อมทับบนเตียงด้วย

ดวงตาเรียวคมหรี่แคบลง ฟู่เส้าตั๋วโน้มตัวลงมากักขังเจียงชิ่นเอาไว้ใต้ร่างอย่างแน่นหนา

"วางใจเถอะครับ ผมไม่มีทางเปิดโอกาสให้คุณได้แต่งงานใหม่หรอก ชาตินี้ทั้งชาติ คุณเป็นของผมคนเดียวเท่านั้น" ประโยคหลัง น้ำเสียงของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหึงหวงและต้องการครอบครองอย่างรุนแรง

จากนั้นเขาก็บดจูบลงมา

เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงชิ่นเอามือกุมเอวที่ปวดร้าวราวกับจะหักออกจากกัน แล้วค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นจากเตียง ปากก็โอดครวญโอย ๆ ว่าปวดเอวไม่หยุด ตอนแรกเธอกะจะบีบน้ำตาสักหยดสองหยด เพื่อข่มขู่ฟู่เส้าตั๋วสักหน่อย

ใครใช้ให้เมื่อคืนเขารังแกเธอแบบไม่รู้จักเหน็ดรู้จักเหนื่อยขนาดนั้นล่ะ เล่นเอาเธอแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว

ทว่าน้ำตาของเธอมันไหลรินจนเหือดแห้งไปตั้งแต่เมื่อคืนหมดแล้ว ตอนนี้พยายามเค้นเท่าไหร่ก็เค้นไม่ออก

กลายเป็นว่าดวงตาทั้งสองข้างบวมเป่งแทน ใครเห็นก็ต้องรู้ว่าผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ส่วนเรื่องที่ว่าร้องไห้เพราะอะไรนั้น อันนี้ก็คงต้องแล้วแต่มุมมองและจินตนาการของแต่ละคนแล้วล่ะ

"โทษคุณคนเดียวเลย ! "

เจียงชิ่นคว้าหมอนใบหนึ่งปาใส่ฟู่เส้าตั๋วอย่างเหลืออด

ฟู่เส้าตั๋วรับหมอนเอาไว้ได้อย่างว่องไว ปัดฝุ่นออกเบา ๆ แล้ววางกลับคืนไว้บนเตียง

"ครับ โทษผมเองทั้งหมดเลย จะตบจะตีจะด่าผมยังไงก็เชิญตามสบายเลยครับ"

จบบทที่ บทที่ 234: จะแต่งงานใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว