- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 233: เจียงชิ่นหึง
บทที่ 233: เจียงชิ่นหึง
บทที่ 233: เจียงชิ่นหึง
บทที่ 233: เจียงชิ่นหึง
พอทางมหาวิทยาลัยลงมือสืบสวน ก็หาตัวคนร้องเรียนเจออย่างรวดเร็ว
เป็นนักศึกษาหญิงจากภาควิชาภาษาอังกฤษ ชื่อกัวหลิง
ตามที่หล่อนให้การ หล่อนไม่รู้ว่าเจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วเป็นสามีภรรยากัน ก็เลยไปร้องเรียน
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้ตำหนิหล่อนอย่างรุนแรง การไปร้องเรียนเพื่อนนักศึกษาแบบส่งเดชโดยไม่สืบสาวราวเรื่องให้ชัดเจนก่อน เป็นพฤติกรรมที่ต้องกำจัดให้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นถ้าทุกคนเอาแต่ร้องเรียนกันมั่วซั่วแบบนี้ ภายในมหาวิทยาลัยคงมีแต่ความวุ่นวาย แล้วทุกคนจะมีสมาธิตั้งใจเรียนกันได้ยังไง
เรื่องนี้ยังไม่จบแค่นั้น ทางมหาวิทยาลัยกลัวว่าจะส่งผลกระทบในแง่ลบ และทำให้นักศึกษาคนอื่น ๆ ที่ไม่รู้ความจริงเกิดความเข้าใจผิดในตัวเจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋ว จึงจงใจนำเรื่องนี้ไปติดประกาศไว้บนบอร์ดประชาสัมพันธ์ พร้อมกับระบุบทลงโทษของกัวหลิงไว้บนนั้นด้วย
พอเรื่องนี้ประกาศออกไป ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยก็ฮือฮากันใหญ่
เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วเป็นคนดังของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่เพราะหน้าตาดี แต่ยังเป็นเพราะพวกเขามีความรู้ความสามารถของจริง เป็นระดับหัวกะทิตัวจริงเสียงจริง
ไม่รู้ว่ามีนักศึกษาแอบปลื้มแอบชอบพวกเขาสองคนอยู่กี่คนต่อกี่คน
เดิมทีทุกคนต่างก็ยังแอบมีความหวังอยู่ลึก ๆ แต่พอประกาศแผ่นนี้แปะหราออกมา บอกให้รู้ว่าเทพบุตรกับเทพธิดาของพวกเขาเป็นคู่รักกัน และแต่งงานกันเรียบร้อยแล้ว คนเหล่านั้นก็พากัน 'อกหัก' ดังเป๊าะไปตาม ๆ กัน
แต่หลังจากเศร้าเสียใจไปได้พักหนึ่ง หลายคนก็เริ่มทำใจยอมรับได้
ทั้งเทพบุตรและเทพธิดาต่างก็เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบขนาดนั้น ก่อนหน้านี้ทุกคนยังแอบคิดอยู่เลยว่า คนแบบไหนกันนะถึงจะคู่ควรกับพวกเขา ตอนนี้คำตอบก็ประจักษ์ชัดแล้ว คนที่คู่ควรกับพวกเขาก็มีแค่พวกเขาสองคนเท่านั้นแหละ
แม้ผลลัพธ์นี้จะเหนือความคาดหมายของทุกคนไปบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับไม่ได้ซะทีเดียว
การที่พวกเขาสองคนคู่กัน ดูเหมือนจะเป็นบทสรุปที่ลงตัวที่สุดแล้ว
เจียงชิ่นไม่ได้สนใจเรื่องวุ่นวายในมหาวิทยาลัยเลย สิ่งที่เธอกำลังครุ่นคิดอยู่ในตอนนี้คืออีกปัญหาหนึ่งต่างหาก
ทำไมกัวหลิงถึงไปร้องเรียนว่าเธอกับฟู่เส้าตั๋วมีความรักในวัยเรียนล่ะ ?
เรื่องพรรค์นี้ ถ้าจัดการไม่ดี คนร้องเรียนนั่นแหละที่จะซวยเอาเอง
อีกอย่าง อายุก็ปูนนี้กันแล้ว ต่อให้คบหาดูใจกันจริง ๆ มันก็ไม่นับว่าเป็นความรักในวัยเรียนแล้วมั้ง
แถมถึงแม้ยุคสมัยนี้จะยังอนุรักษ์นิยมอยู่ แต่หนุ่มสาววัยรุ่นโต ๆ กันแล้ว จะมีความรักมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ทางมหาวิทยาลัยเองก็มีท่าทีอนุโลมให้มาตลอด แล้วกัวหลิงคนนี้มันยังไงกันแน่ ?
เรื่องนี้ ไม่ว่าจะคิดยังไง มันก็มีอยู่แค่ข้อสรุปเดียวเท่านั้นแหละ
ตกเย็นเลิกเรียนกลับมาถึงห้อง เจียงชิ่นไม่ได้ไปทำกับข้าว แต่กลับไปดักรอฟู่เส้าตั๋วอยู่ในห้องด้านใน
ฟู่เส้าตั๋วกำลังถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เพื่อจะเปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้านที่เจียงชิ่นตัดเย็บให้
เจียงชิ่นสั่งไว้ว่าพอกลับถึงห้องก็ต้องเปลี่ยนเป็นชุดนี้ ห้ามใส่ชุดที่ใส่ออกไปข้างนอกมานั่งบนเตียงเด็ดขาด เพราะมันสกปรก
ฟู่เส้าตั๋วก็เชื่อฟังอย่างว่าง่าย ภรรยาคือที่หนึ่ง สั่งให้ทำอะไรก็ทำตามนั้น
ทว่า จังหวะที่เขาเพิ่งจะหยิบชุดอยู่บ้านขึ้นมาเตรียมจะสวม เจียงชิ่นก็คว้าหมับแย่งชุดไปจากมือเขาทันที
" ? "
ฟู่เส้าตั๋วมองเธอด้วยความงุนงง
"กัวหลิงคนนั้นน่ะ พวกคุณรู้จักกันสินะ"
เจียงชิ่นไม่ได้ใช้ประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่า เห็นได้ชัดว่าเธอมั่นใจมาก
ฟู่เส้าตั๋วทำหน้างงหนักกว่าเดิม "กัวหลิง ? ใครเหรอครับ ? ไม่เคยได้ยินชื่อเลย"
เจียงชิ่นไม่เชื่อ "กัวหลิงก็คือคนที่ไปร้องเรียนเราสองคนไง คุณอย่ามาบอกนะว่าไม่ได้ดูประกาศที่ทางมหาวิทยาลัยแปะไว้น่ะ ? "
ฟู่เส้าตั๋วพยักหน้า "ผมยังไม่มีเวลาไปดูเลยครับ วันนี้มีเรียนแล็บ พอเลิกเรียนอาจารย์ก็รั้งตัวผมไว้ ให้ช่วยทำแล็บต่ออีกสองการทดลองน่ะครับ"
แววตาของเขาใสซื่อ ท่าทางก็ดูเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนคนกำลังโกหกเลยสักนิด
ความรู้สึกหึงหวงเปรี้ยวปรี๊ดในใจของเจียงชิ่นถึงได้ลดระดับลงมาหน่อย
"กัวหลิงแอบชอบคุณ ! " เธอสะบัดเสียงทิ้งท้ายไว้อย่างแง่งอน
"พูดอะไรแปลก ๆ ครับเนี่ย ผมยังไม่เคยเห็นหน้าหล่อนเลยด้วยซ้ำ"
ฟู่เส้าตั๋วรู้สึกเหมือนมีเรื่องซวยหล่นทับใส่หัวดังโครม ตัวเองยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยแท้ ๆ ดันทำให้ภรรยาโกรธซะงั้น
"ไม่รู้แหละ ยังไงมันก็เป็นเพราะคุณนั่นแหละ ลองทบทวนดูดี ๆ สิว่าปกติตัวเองไปทำอะไรไว้ ถึงได้ไปหว่านเสน่ห์ดึงดูดผึ้งดึงดูดผีเสื้อมาแบบนี้ ไปสำนึกผิดเลยนะ"
เจียงชิ่นแค่นเสียงฮึดฮัด แล้วสะบัดหน้าเดินออกไปทำกับข้าวตรงโถงทางเดิน
หลังจากทำกับข้าวเสร็จ ตอนที่เธอยกกับข้าวกลับเข้ามาจัดวางบนโต๊ะ ฟู่เส้าตั๋วก็กำลังนั่งเท้าคางมองเธออยู่ที่โต๊ะพอดี
"ผมนึกออกแล้วครับ" ฟู่เส้าตั๋วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
"นึกอะไรออกคะ ? "
"กัวหลิงคนนั้นน่ะ ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกนะครับ แต่มีอยู่งานนึง เป็นกิจกรรมของคณะที่จัดร่วมกับภาควิชาภาษาอังกฤษ ตอนนั้นเหมือนจะมีนักศึกษาหญิงคนนึง เอาแต่มองมาทางผมตลอดเลย ไม่แน่ใจนะว่าใช่หล่อนหรือเปล่า"
ความรู้สึกหึงหวงเปรี้ยวปรี๊ดในใจเจียงชิ่นเริ่มตีตื้นขึ้นมาอีกแล้ว
"แล้วหล่อนมองคุณยังไง สารภาพมาให้หมดเลยนะ"
เธอยกแขนขึ้นกอดอก จ้องหน้าสามีตัวเองด้วยท่าทางเอาเรื่องสุด ๆ
ฟู่เส้าตั๋วรู้ตัวแล้วว่าภรรยากำลังโกรธจริง ๆ รีบปรับท่าทีให้จริงจัง ชูสามนิ้วสาบานทันที
"ผมไม่ได้เป็นคนสังเกตเห็นหล่อนนะครับ มีเพื่อนผู้ชายในห้องเป็นคนเห็นแล้วมาสะกิดบอกผม ผมก็เลยเดินหนีไปเลย ไม่ได้ปรายตามองไปทางนั้นเลยสักนิด หน้าตาอีกฝ่ายกลมหรือแบนผมยังไม่รู้เลยครับ"
ท่าทีของฟู่เส้าตั๋วถือว่าใช้ได้ ความโกรธในใจของเจียงชิ่นจึงมอดลงไปนิดนึง
"ครั้งนี้จะยอมปล่อยไปก่อนนะ แต่ถ้ารู้ว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก คอยดูเถอะ ฉันจะคิดบัญชีกับคุณแน่"
"รับรองว่าจะไม่มีครั้งหน้าแน่นอนครับ ก่อนหน้านี้เป็นเพราะทุกคนไม่รู้ว่าเราเป็นสามีภรรยากัน แต่ตอนนี้เรื่องมันเปิดเผยหมดแล้ว ต่อไปเราก็อยู่ด้วยกันได้อย่างเปิดเผยสง่าผ่าเผยแล้วไงครับ"
พอพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เส้าตั๋วก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที
ตอนที่ยังไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ ภรรยาอ้างว่ากลัวจะส่งผลกระทบไม่ดี ไม่ยอมให้จับมือ ไม่ยอมให้ควงแขน
แต่ตอนนี้สบายแล้ว ทุกคนรู้กันหมดแล้วว่าพวกเขาเป็นสามีภรรยากัน ต่อให้ไปเดินจับมือกันในมหาวิทยาลัยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรแล้ว พวกที่กำลังจีบกันอยู่เขาก็จับมือกันทั้งนั้นแหละ
เจียงชิ่นค้อนขวับใส่เขา แล้วก็เริ่มตักข้าว
"กินข้าวกันก่อนเถอะ ฉันโกรธจนหิวแล้วเนี่ย"
ฟู่เส้าตั๋วทำตัวเอาใจสุดฤทธิ์ รีบรับทัพพีตักข้าวมาจากมือเจียงชิ่น แล้วตักข้าวให้เธอ
ตอนที่ทั้งสองคนยกชามข้าวเตรียมจะลงมือกิน จู่ ๆ ฟู่เส้าตั๋วก็พูดขึ้นว่า "ผมรู้สึกมาตลอดเลยนะ ว่าทางมหาวิทยาลัยจัดการเรื่องนี้แบบไม่ธรรมดาเลย บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกยังไง แค่รู้สึกว่าปกติตามหลักแล้วมันไม่น่าจะจัดการแบบนี้ แถมยังเรื่องหอพักห้องชุดนี่อีก ดูเหมือนทางมหาวิทยาลัยจะให้สิทธิพิเศษกับเราสองคนมากเป็นพิเศษเลยนะครับ"
เรื่องนี้ เจียงชิ่นเองก็เคยคิดเหมือนกัน และเธอก็พอจะเดาสาเหตุลาง ๆ ได้แล้วด้วย
แต่เธอไม่ได้พูดอะไรออกไป แค่บอกให้ฟู่เส้าตั๋วรีบ ๆ กินข้าว
"กินเสร็จคุณล้างจานด้วยนะคะ เดี๋ยวฉันจะออกไปธุระข้างนอกหน่อย ประมาณชั่วโมงนึงก็กลับแล้วล่ะค่ะ"
"ตกลงครับ ข้างนอกมันมืดแล้ว รีบไปรีบกลับนะครับ ระวังตัวด้วย"
ตอนนี้ฟู่เส้าตั๋วเริ่มชินกับการที่เจียงชิ่นออกไปทำธุระข้างนอกคนเดียวบ่อย ๆ แล้ว
ช่วงแรก ๆ ที่เจียงชิ่นจะออกไปไหนมาไหนคนเดียว เขาไม่ค่อยวางใจเลย ยืนกรานจะขอตามไปด้วยให้ได้
แต่ก็ถูกเจียงชิ่นปฏิเสธเสียงแข็ง
ตอนหลังเจียงชิ่นก็บอกเหตุผลว่า เธอเองก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัวเหมือนกัน แล้วก็ไล่ให้เขาไปทำธุระของตัวเองบ้าง นานวันเข้า ฟู่เส้าตั๋วก็เริ่มคุ้นชินกับการที่เจียงชิ่นแวบออกไปข้างนอกบ้างเป็นบางครั้ง
และวันนี้ เจียงชิ่นก็ไปหาเฮ่อหยางซานเหมือนเช่นทุกครั้ง
ของในมือเฮ่อหยางซานขายไปได้เยอะแล้ว เขาก็เลยสอดใบสั่งของลอตใหม่เข้ามาในโกดัง
เจียงชิ่นก็มาจัดการเตรียมของตามใบสั่งให้เรียบร้อย แล้วก็แจ้งให้เฮ่อหยางซานมารับของไป
ช่วงนี้เฮ่อหยางซานกำลังดวงขึ้นสุด ๆ พอได้มาเจอคนมีพระคุณอย่างเจียงชิ่น ของที่แผงก็มีให้ขายหลากหลายขึ้นเรื่อย ๆ ยอดขายก็พุ่งกระฉูด
ตอนนี้เริ่มมีคนจำนวนไม่น้อยที่ได้ยินกิตติศัพท์ แล้วดั้นด้นมาหาซื้อของที่ประตูหลังตลาดสดกันแล้ว
ด้วยความต้องการของตลาดที่มีมหาศาล ต่อให้มีพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยอีกหกเจ้าตั้งขายของแบบเดียวกันอยู่ข้าง ๆ เฮ่อหยางซาน และเกิดการแข่งขันกันเองในหมู่พ่อค้าเจ็ดคน แต่เมื่อเทียบกับกำลังซื้ออันมหาศาลแล้ว การแข่งขันแค่นี้ก็ถือเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปเลย
ไม่รู้เหมือนกันว่าเฮ่อหยางซานใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไร แต่ที่แน่ ๆ พ่อค้าแม่ค้าอีกหกเจ้านั้นไม่ได้พยายามมาสืบหาเจียงชิ่นอีกเลย ยอมรับสภาพการรับของไปขายต่อจากมือเฮ่อหยางซานแต่โดยดี และยอมรับสถานะตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ของเขาแต่เพียงผู้เดียว