- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 232: โดนร้องเรียนว่ามีความรักในวัยเรียน
บทที่ 232: โดนร้องเรียนว่ามีความรักในวัยเรียน
บทที่ 232: โดนร้องเรียนว่ามีความรักในวัยเรียน
บทที่ 232: โดนร้องเรียนว่ามีความรักในวัยเรียน
ทั้งสองคนช่วยกันออกแรง ไม่นานก็ขนของขึ้นรถจนหมด
เฮ่อหยางซานปั่นรถสามล้อออกไปอย่างเบิกบานใจ ก่อนไปก็โบกมือให้เจียงชิ่น "ของพวกนี้ไม่เกินอาทิตย์เดียวก็ขายหมดเกลี้ยงแล้วครับ ถึงตอนนั้นผมจะไปหาคุณได้ที่ไหนครับ ? "
"มาที่โกดังนี้แหละค่ะ อยากได้ของอะไรก็เขียนใส่กระดาษ แล้วสอดเข้ามาใต้ช่องประตูนี้นะคะ ถึงเวลาฉันจะมาเตรียมของไว้ให้ค่ะ"เจียงชิ่นบอกข้ออ้างที่คิดเตรียมไว้ล่วงหน้าให้เขาฟัง
ปิดประตูโกดังลง เจียงชิ่นก็นั่งลงในโกดังแล้วนับเงินก้อนเมื่อกี้อีกรอบ
การรับของรอบนี้เฮ่อหยางซานจ่ายเงินไปไม่น้อยเลย คราวก่อนเขายังต้องควักเนื้อคิดหน้าคิดหลังไม่มีเงินจ่ายอยู่เลย ผลปรากฏว่าผ่านไปแป๊บเดียวก็สามารถสะสมเงินทุนได้ก้อนหนึ่งแล้ว ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ
ลองร่วมงานกับเขาไปก่อนก็แล้วกัน วันหน้ามีเรื่องอะไรค่อยว่ากันอีกที
เรื่องค้าขายเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว เจียงชิ่นรู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างมาก
คราวนี้แหละจะมีเงินก้อนโตไหลเข้ากระเป๋า วันข้างหน้าอยากจะซื้อบ้าน หรือจะไปลงทุนทำอย่างอื่นก็มีเงินทุนแล้ว มีเงินเต็มกระเป๋า ความมั่นใจก็มาเต็มร้อย
เย็นวันนั้น เจียงชิ่นทำหมูสามชั้นตุ๋น หนึ่งชาม แล้วก็ผัดผักอีกสองอย่าง
หมูสามชั้นตุ๋นที่เธอทำออกมานั้นมันแต่ไม่เลี่ยน หั่นเป็นแผ่นบาง ๆ สีสันแวววาวน่ากิน แช่อยู่ในน้ำซุปเข้มข้น แค่เห็นก็อยากจะกัดเข้าปากสักคำแล้ว
พี่สะใภ้วัยกลางคนที่กำลังผัดกับข้าวอยู่ห้องข้าง ๆ เห็นเข้า ก็สูดดมกลิ่นหอมฟอดใหญ่
"หอมจังเลยจ้ะ เสี่ยวชิ่น ฝีมือทำกับข้าวของเธอนี่ไม่มีที่ติจริงๆ ยอดเยี่ยมมาก ! ทำอะไรก็อร่อยไปหมดเลยนะเนี่ย ! "
เพื่อสะสมคะแนนอัปเกรดระบบ เจียงชิ่นเลยตัดสินใจว่าจะทำกับข้าวเองต่อไป
ช่วงหลายคืนที่ผ่านมาตอนที่เธอทำกับข้าว กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งโถงทางเดิน
สาเหตุหนึ่งก็เพราะเจียงชิ่นฝีมือดี ทำกับข้าวได้หอมฉุย ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งก็คือเธอกล้าทุ่มทุนทำแต่เมนูเนื้อสัตว์
ครอบครัวอื่น ๆ ถึงแม้จะเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย กินเงินเดือนของรัฐกันทั้งนั้น แต่ในยุคนี้ไม่มีบ้านไหนร่ำรวยหรอก ทุกคนต่างก็ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดให้พ้นความหิวโหยกันทั้งนั้น แค่มีข้าวกินอิ่มท้องก็ถือว่าสุดยอดแล้ว บ้านไหนจะกล้าทุ่มทุนกินเนื้อสัตว์กันทุกวันล่ะ ก็มีแค่บ้านของเจียงชิ่นนี่แหละที่เป็นบ้านเดียว
บรรดาพี่สะใภ้บ้านอื่น ๆ ตรงโถงทางเดินต่างก็จ้องมองหมูสามชั้นตุ๋นจนตาแทบจะถลนออกมา
แค่เห็นก็รู้แล้วว่าอร่อย อยากจะลิ้มรสดูสักคำจริง ๆ ว่ารสชาติมันจะเป็นยังไง
เพิ่งจะคิดมาถึงตรงนี้ ก็เห็นเจียงชิ่นยกชามเดินกลับเข้าห้องไปซะแล้ว
ความฝันถูกดึงกลับสู่ความเป็นจริง พี่สะใภ้หลายคนลอบกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วหันกลับไปวุ่นวายกับการทำกับข้าวของตัวเองต่อ
จู่ ๆ ท่ามกลางผู้คนก็มีเสียงกระแนะกระแหนที่ไม่เข้าหูดังขึ้นมา "สองผัวเมียคู่นี้ ใช้เงินมือเติบเกินไปแล้ว กินหรูอยู่ดีมีเนื้อมีปลากินทุกวัน เงินอุดหนุนที่ทางมหาวิทยาลัยให้มามันจะไปพออะไรล่ะ ? ฉันว่านะ เอาเงินอุดหนุนไปให้คนแบบนี้มันเสียของเปล่า ๆ ! "
พอคำพูดนี้หลุดออกมา บรรดาครอบครัวอาจารย์ที่อยู่แถวนั้นต่างก็หันขวับไปมอง ก็พบว่าคนที่พูดคือ 'หลิวผิง' ภรรยาของอาจารย์ผู้ช่วยโจว พอเห็นว่าเป็นหล่อน ทุกคนก็พากันขมวดคิ้ว
หลิวผิงย้ายตามอาจารย์ผู้ช่วยโจวมาจากบ้านเกิดในชนบท และทำตัวแปลกแยกเข้ากับใครไม่ได้มาตลอด ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่อยากจะยอมรับหล่อนหรอกนะ แต่เป็นเพราะหล่อนมักจะคิดไปเองว่าคนอื่นคอยจะกลั่นแกล้งรังแกหล่อน เป็นโรคหวาดระแวงว่าตัวเองเป็นเหยื่อ พอปล่อยไว้นานวันเข้า ก็เลยไม่มีใครอยากจะไปยุ่งสมาคมด้วยแล้ว
แต่ถึงจะไม่มีใครสนใจ หล่อนก็ยังพยายามหาพื้นที่ให้ตัวเองมีตัวตน คอยหาเรื่องป่วนคนนู้นคนนี้ไม่หยุดหย่อน
สำหรับหล่อนแล้ว ครอบครัวอื่น ๆ โดนป่วนจนเอือมระอาไปตาม ๆ กัน ตอนหลังก็เลยเลือกที่จะเมินหล่อนไปเลย
พอได้ยินหลิวผิงหันมาพุ่งเป้าโจมตีนักศึกษาใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามา หลายคนก็เริ่มทนดูไม่ได้
อายุอานามก็ปาเข้าไปสี่สิบกว่าแล้ว มารังแกนักศึกษามันใช้ได้ที่ไหนกันล่ะ ? หน้าไม่อายจริง ๆ !
ในบรรดาครอบครัวอาจารย์ มีอยู่สองคนที่มีพลังการต่อสู้สูงลิ่วปรี๊ด หนึ่งในนั้นชื่อ 'เกาเจี๋ย' เป็นภรรยาของศาสตราจารย์เมิ่ง ซึ่งวันนี้หล่อนก็อยู่ตรงนั้นพอดี
"หลิวผิง หล่อนเป็นบ้าอะไรฮะ ? รังแกนักศึกษาแล้วมันทำให้หล่อนมีความสุขนักใช่ไหม ? มีเวลาว่างมากนักก็เอาไปอบรมสั่งสอนลูก ๆ ของหล่อนให้ดีก่อนเถอะ ! เรื่องในบ้านตัวเองยังจัดการไม่ได้ ยังจะสะเออะไปหาเรื่องคนอื่นเขาทั่ว หล่อนคิดว่าตัวเองเป็นใครใหญ่มาจากไหนฮะ ? ”
"ถ้าขืนหล่อนพูดพล่อย ๆ ออกมาอีกประโยคเดียวนะ ฉันจะไปฟ้องอธิการบดีเดี๋ยวนี้เลย คนเขาสอบได้อันดับหนึ่งของประเทศเชียวนะ จะมานินทาว่าร้ายลับหลังก็หัดดูตาม้าตาเรือซะบ้าง ! "
คำพูดของเกาเจี๋ยรัวเป็นปืนกล ยิงกราดใส่หลิวผิงจนพรุนไปทั้งตัว
พอสิ้นเสียง บรรดาครอบครัวอาจารย์ที่อยู่ตรงโถงทางเดินก็พากันหัวเราะเยาะออกมาดังลั่น
ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งโถงทางเดินเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเยาะเย้ย หลิวผิงที่ใบหน้าเดิมทีก็ไม่ได้ขาวผ่องอะไรอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งดำคล้ำลงไปอีก หล่อนก้มหน้างุด รีบจ้ำอ้าวหนีกลับเข้าห้องไปอย่างรวดเร็ว และไม่โผล่หัวออกมาอีกเลย
"ถุย ! ตัวอะไรก็ไม่รู้ ! เสี่ยวชิ่นคนเขาก็เป็นนักศึกษาที่ดีออกขนาดนั้น มีแต่หล่อนนั่นแหละที่เอาแต่ซุบซิบนินทาว่าร้ายอยู่ลับหลัง น่ารำคาญจริง ๆ ! "
"นั่นน่ะสิ ฉันว่านะ คงเป็นเพราะตาโจวสามีของหล่อนสอบเลื่อนขั้นเป็นรองศาสตราจารย์ไม่ได้สักที หล่อนก็เลยเก็บกดอัดอั้นตันใจล่ะมั้ง" มีคนพูดผสมโรงขึ้นมา
"เรื่องนั้นก็ไม่รู้สิ แต่ที่แน่ ๆ ฉันดูออกเลยว่าหล่อนกำลังหงุดหงิดงุ่นง่านใจอยู่ ระวังเถอะ โมโหไฟลุกมาก ๆ ระวังจะเสียสุขภาพเอานะจ๊ะ ! "
ประโยคหลังเกาเจี๋ยจงใจตะโกนใส่ประตูห้องของครอบครัวโจวเสียงดังลั่น
ประตูห้องในตึกแถวแบบนี้มันบาง ตะโกนใส่ประตูแบบนั้น คนข้างในต้องได้ยินอยู่แล้ว เสียงตะโกนของเกาเจี๋ย หลิวผิงต้องได้ยินเต็มสองหูแน่นอน แต่หล่อนก็เงียบกริบ แกล้งตายไปเลย
เก่งแต่ก่อเรื่อง แต่ไม่มีปัญญารับมือ คนแบบนี้มันน่าสมเพชจริง ๆ
การถูกหลิวผิงนินทาลับหลัง ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเจียงชิ่นเลย
โถงทางเดินกลับมาคึกคักและกลมเกลียวกันเหมือนเดิม เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วนั่งกินข้าวอยู่ในห้อง เสียงเอะอะโวยวายข้างนอกเมื่อกี้ทั้งสองคนก็ได้ยินเหมือนกัน
แต่เพราะพวกเขามัวแต่คุยกันอยู่ ก็เลยไม่ได้สนใจว่าข้างนอกเขาพูดเรื่องอะไรกัน
จนกระทั่งตกดึกตอนที่เจียงชิ่นลุกไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างทางก็บังเอิญเจอพี่สะใภ้ม่อที่อยู่ห้องข้าง ๆ
พี่สะใภ้ม่อก็เลยแอบกระซิบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตอนทำมื้อเย็นให้เจียงชิ่นฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
พอฟังจบ เจียงชิ่นก็ขมวดคิ้วมุ่น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่กล่าวขอบคุณพี่สะใภ้ม่อไป
พี่สะใภ้เกาเจี๋ยอุตส่าห์ออกโรงปกป้องเธอ เจียงชิ่นย่อมรู้สึกซาบซึ้งใจ และในขณะเดียวกันเธอก็จัดให้หล่อนอยู่ในรายชื่อคนที่สามารถคบหาสมาคมด้วยได้
ส่วนหลิวผิงน่ะเหรอ แน่นอนว่าต้องโดนกากบาททิ้งตัวโต ๆ เลย หาโอกาสเหมาะ ๆ เมื่อไหร่ เธอจะต้องเอาคืนระบายความโกรธนี้ให้ได้เลยคอยดู
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วกินมื้อเช้าด้วยกันที่โรงอาหารเสร็จ ก็พากันเดินไปทางตึกเรียน
ตอนที่กินข้าวอยู่ก็มีคนคอยมองพวกเขาอยู่ตลอด ก็ยุคสมัยนี้คนยังอนุรักษ์นิยมกันอยู่ ชายหญิงแบ่งแยกกันชัดเจน ต่อให้มีใจให้กัน ก็ไม่มีใครกล้ามานั่งกินข้าวด้วยกันอย่างเปิดเผยในที่สาธารณะแบบนี้หรอก
แต่เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วกลับนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกัน แถมยังเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ออกจากโรงอาหารไปด้วยกันอีก
และที่สำคัญที่สุดก็คือ หน้าตาของทั้งคู่จัดอยู่ในระดับท็อป พอยืนอยู่ด้วยกันแล้วมันช่างเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกจนไม่อยากจะละสายตาเลย
หลังจากเปิดเทอมมาได้สองสัปดาห์ เจียงชิ่นก็คาดไม่ถึงเลยว่า เธอกับฟู่เส้าตั๋วจะถูกคนไปร้องเรียน
คนที่ไปร้องเรียนนั้นไม่รู้เลยสักนิดว่าพวกเขาเป็นสามีภรรยากัน ไปฟ้องกับทางมหาวิทยาลัยหน้าตาเฉยว่า มีนักศึกษาแอบคบกันในวัยเรียน ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อการเรียน ไม่ควรจะสนับสนุน และหวังว่าทางมหาวิทยาลัยจะจัดการอะไรสักอย่าง
พอได้ยินเหตุผลในการร้องเรียน เจียงชิ่นถึงกับอึ้งเป็นไก่ตาแตกไปเลย
นี่มันเด็กประถมชัด ๆ !
ยังจะมาอ้างเรื่องมีความรักในวัยเรียนส่งผลกระทบต่อการเรียนอีก อายุอานามก็ปาเข้าไปวัยเฉียดสามสิบกันอยู่แล้ว จะมีความรักสักหน่อยไม่ได้หรือไง ?
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่างก็รู้สถานะของเจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วกันหมดแล้ว ตอนที่เรียกทั้งสองคนมาพบ ผู้บริหารยังอดขำไม่ได้เลย
"มีคนมาร้องเรียนพวกเธอ แต่เหตุผลมันไม่เพียงพอ ฉันก็เลยปัดตกไปแล้วล่ะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก อย่าให้มันมากระทบการเรียนของพวกเธอก็พอ อุตส่าห์ได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย โอกาสมันมีค่ามากนะ ต้องทะนุถนอมให้ดี ๆ ล่ะ"
"อาจารย์คะ พวกเราเห็นคุณค่าของโอกาสในการเรียนมากเลยค่ะ แต่ดูเหมือนว่าเพื่อนนักศึกษาคนที่มาร้องเรียนจะไม่ได้ทำแบบนั้นนะคะ ไม่อย่างนั้นเขาจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาคอยจับจ้องพวกเราสองคนอยู่ทุกวี่ทุกวันล่ะคะ" เจียงชิ่นสวนกลับ
ผู้บริหารเห็นด้วยอย่างยิ่ง พยักหน้าหงึกหงัก "เรื่องนี้จะต้องลงโทษให้หนักเลยล่ะ เดี๋ยวพอฉันสืบรู้ว่าใครเป็นคนมาร้องเรียน ฉันจะต้องตำหนิอย่างรุนแรงแน่นอน อุตส่าห์สอบติดเข้ามาเรียน กลับไม่ตั้งใจเรียน มัวแต่ไปทำเรื่องไร้สาระอะไรอยู่ได้ ! "