เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 231: มีโกดังแล้ว

บทที่ 231: มีโกดังแล้ว

บทที่ 231: มีโกดังแล้ว


บทที่ 231: มีโกดังแล้ว

"สองห้อง ? เธอแน่ใจนะ ? " เจียงเต๋อเลี่ยงถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ

"ฉันขอเช่าสองห้องก่อนค่ะ ถ้าวันหน้าต้องการเพิ่มค่อยรบกวนพี่ใหม่ ขอบคุณพี่สามมากนะคะ" เจียงชิ่นพูดพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นก็เข้าสู่ประเด็นสำคัญ "แล้วพวกเราจะไปเซ็นสัญญากันเมื่อไหร่คะ ? "

"เซ็นสัญญาอะไร ? " เจียงเต๋อเลี่ยงไม่เคยได้ยินคำว่าสัญญามาก่อน ตอนนี้เลยงงไปหมด

"เช่าโกดังก็ต้องตกลงราคากันให้เรียบร้อยสิคะ จะได้ไม่มาขอขึ้นราคากลางคันยังไงล่ะ อีกอย่าง ขนาดพื้นที่โกดัง ที่อยู่ แล้วก็ของข้างในก็ต้องระบุให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นเกิดทีหลังเขาไม่ยอมรับขึ้นมาจะทำยังไงคะ ? "

"ยุ่งยากขนาดนั้นเลยเหรอ ? " เจียงเต๋อเลี่ยงเกาหัว มีเครื่องหมายคำถามเต็มหัวไปหมด เช่าโกดังก็แค่จ่ายเงินให้เขาก็เสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมีเรื่องจุกจิกเยอะแยะแบบนี้นะ ?

จู่ ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ "เพื่อนพี่เป็นคนเฝ้าโกดังของโรงงานอาหารที่สอง เขาไปคุยกับหัวหน้าของพวกเขาแล้ว ทางนั้นก็พยักหน้าตกลงแล้วด้วย ไม่มีทางเบี้ยวหรอกน่า"

"พี่สามคะ หลาย ๆ เรื่องมันก็เอาแน่เอานอนไม่ได้หรอกนะคะ ตอนนี้หัวหน้าของเพื่อนพี่อยู่ในตำแหน่ง เขาย่อมรักษาคำพูด แต่ถ้าเกิดวันนึงเขาถูกย้ายตำแหน่ง หรือลาออกไม่ทำแล้วล่ะก็ เรื่องหลังจากนั้นมันจะพูดกันยากนะคะ"

เจียงเต๋อเลี่ยงยิ้มซื่อ ๆ "จะไม่ทำได้ยังไงล่ะ เขาทำงานที่โรงงานอาหารที่สองมาทั้งชีวิตแล้ว ไม่มีทางไปจากที่นี่หรอก"

เจียงชิ่นในตอนนี้ก็ไม่สามารถอธิบายให้เขาฟังได้ว่า ในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า โรงงานของรัฐภายในประเทศจะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คนงานจำนวนมากจะตกงาน แถมยังมีอีกหลายคนที่ลาออกแล้วลงใต้ไปขุดทองหาโอกาสทำธุรกิจ ตัวแปรในอนาคตมันมีอีกเยอะแยะมากมาย

สุดท้ายเจียงเต๋อเลี่ยงก็ยอมฟังเจียงชิ่น พาเธอไปหาหัวหน้าแผนกโกดังของโรงงานอาหารที่สองเพื่อเซ็นสัญญา

โกดังหนึ่งห้องค่าเช่าเดือนละห้าหยวน สองห้องก็คือสิบหยวน เจียงเต๋อเลี่ยงรู้สึกเสียดายเงินแทนเจียงชิ่น

ทว่าตัวเจียงชิ่นเองกลับไม่มีท่าทีเสียดายเงินเลยสักนิด ตอนนี้เธอกำลังคุยเจื้อยแจ้วกับหัวหน้าแผนกโกดัง ทั้งสองคนพูดคุยหัวเราะกันอย่างถูกคอและเซ็นสัญญาจนเสร็จเรียบร้อย

หลูเชา เพื่อนของเจียงเต๋อเลี่ยงดึงเขาไปด้านข้าง แล้วกระซิบชมว่า "น้องสาวนายยังเด็กอยู่แท้ ๆ แต่ความรู้เยอะไม่เบาเลยนะเนี่ย แถมยังต่อรองราคากับหัวหน้าพวกเราได้เป็นฉาก ๆ จนหัวหน้าตามไม่ทันเลย เก่งจริง ๆ ! "

พอน้องสาวตัวเองถูกชม เจียงเต๋อเลี่ยงก็พลอยภูมิใจไปด้วย "น้องสาวฉันเก่งอยู่แล้ว แถมยังสอบติดมหาวิทยาลัยด้วยนะ"

"งั้นเหรอ ! " สีหน้าของหลูเชาเปลี่ยนไปทันที "สอบติดมหาวิทยาลัยไหนล่ะ ? "

"มหาวิทยาลัยปักกิ่ง" สี่คำนี้เจียงเต๋อเลี่ยงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พร้อมกับยืดหลังตรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

หลูเชาตกตะลึงจนไม่รู้จะบรรยายยังไง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ? เขาฟังไม่ผิดใช่ไหม

ปีที่แล้วเขาก็ไปสอบเกาเข่าเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่คะแนนต่ำเกินไป ไม่ผ่านแม้แต่เกณฑ์ตรวจร่างกายด้วยซ้ำ สำหรับเขาแล้ว การสอบติดแค่อนุปริญญาธรรมดาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อมแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมหาวิทยาลัยปักกิ่งเลย นั่นมันระดับสูงสุดที่คนทั่วไปทำได้แค่แหงนหน้ามองเท่านั้น

ทว่าตอนนี้ เพื่อนสนิทกลับมาบอกเขาว่า น้องสาวของตัวเองสอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ข่าวนี้ไม่ต่างอะไรกับระเบิดลูกใหญ่ที่หล่นตูมลงมา ทำเอาเขามึนงงไปหมด

"น้องสาวนายสอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งเหรอ ? จริงดิ ? "

"ก็ต้องจริงสิ ฉันจะมาล้อเล่นเรื่องแบบนี้ทำไม"

หลูเชาลองคิดดูแล้วก็เห็นด้วย คนอย่างเจียงเต๋อเลี่ยงซื่อบื้อจะตาย ไม่น่าจะใช่คนชอบคุยโวโอ้อวดหรอก สายตาที่เขามองเจียงชิ่นจึงแฝงไปด้วยความอิจฉาและชื่นชม ในใจของหลูเชา คนที่สอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ ก็คือเทพเหวินชวี่ (เทพแห่งการศึกษา) จุติลงมาเกิดชัด ๆ

เจียงชิ่นเซ็นสัญญากับหัวหน้าแผนกโกดังเสร็จ หลูเชาก็รีบวิ่งหน้าตั้งตามไปส่งเธอที่ประตู

"น้องสาว มหาวิทยาลัยปักกิ่งข้างในเป็นยังไงบ้าง ? มีศาสตราจารย์แก่ ๆ ผมขาว ๆ เยอะแยะเลยใช่ไหม ? "

เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว หลูเชายังเรียกเจียงชิ่นว่า 'น้องสาวเต๋อเลี่ยง' อยู่เลย ผ่านไปแป๊บเดียว คำว่า 'เต๋อเลี่ยง' ก็หายวับไป กลายเป็นเรียก 'น้องสาว' อย่างสนิทสนมซะแล้ว

เจียงชิ่นมีหรือจะไม่เข้าใจ เธอกลั้นขำแล้วตอบว่า "ดีมากเลยค่ะ บรรยากาศการเรียนเข้มข้นสุด ๆ ส่วนเรื่องสีผมของศาสตราจารย์ ฉันไม่ได้สังเกตเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนคนผมขาวจะไม่ค่อยเยอะนะคะ"

"อ้าว ไอพวกเวรนั่นพูดมั่วซั่วหรอกเหรอ หลอกฉันซะเปื่อยเลย" หลูเชาตบมือสองข้างเข้าหากันดังฉาด

เจียงเต๋อเลี่ยงก้าวเข้ามาขวางตรงกลางระหว่างเขากับเจียงชิ่นเงียบ ๆ  หลูเชางง "นายทำอะไรเนี่ย ? "

เจียงเต๋อเลี่ยงอึกอักอยู่นาน กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง "นายโวยวายเสียงดังเกินไป เดี๋ยวน้องสาวฉันก็ตกใจหมดหรอก"

"เวรเอ๊ย ! " หลูเชาตบไหล่เจียงเต๋อเลี่ยงฉาดใหญ่ โมโหจนหลุดหัวเราะออกมา "ฉันเพิ่งพูดไปประโยคเดียวเอง ทำคนตกใจได้เลยเหรอวะ ? "

"สองประโยค" เจียงเต๋อเลี่ยงค่อย ๆ ชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว

หลูเชา: "..."

เจียงชิ่นฟังสองคนคุยกันแล้วก็รู้สึกตลกดี ดูออกเลยว่าเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก แต่เธอยังรีบจะไปดูโกดัง ก็เลยบอกลาหลูเชา แล้วมุ่งหน้าไปที่โกดังทันที

เจียงเต๋อเลี่ยงกะจะตามไปด้วย ใครจะไปคิดว่าพอโดนหลูเชาดึงตัวไว้คุยสองสามประโยค เงยหน้าขึ้นมาอีกทีเงาร่างของเจียงชิ่นก็หายไปซะแล้ว

เจียงชิ่นจงใจสลัดเจียงเต๋อเลี่ยงทิ้งนั่นแหละ เดี๋ยวเธอต้องเอาของที่เฮ่อหยางซานสั่งออกมาจากมิติวิเศษ เพื่อจัดเรียงไว้ในโกดัง ขืนพาเจียงเต๋อเลี่ยงไปด้วย ขั้นตอนนี้คงจะยุ่งยากน่าดู

เจียงชิ่นหยิบกุญแจทองเหลืองที่หัวหน้าแผนกโกดังให้มา ไขเปิดประตูโกดัง พอประตูเปิดออก กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นเหม็นหืนก็พัดโชยมาปะทะหน้า น่าจะเป็นเพราะไม่มีการเก็บสินค้ามานาน ประกอบกับไม่มีคนคอยดูแล ก็เลยดูทรุดโทรมไปบ้าง

เจียงชิ่นเปิดไฟ แสงสีเหลืองนวลจากหลอดไส้สว่างขึ้น ส่องสว่างไปทั่วทั้งโกดัง เธอเดินสำรวจดูรอบ ๆ ก็รู้สึกค่อนข้างพอใจ ถึงจะมีกลิ่นอับ แต่พื้นก็ปูด้วยหิน ดูสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อยดี

มุมกำแพงด้านหนึ่งมีไม้กวาดพิงอยู่ เจียงชิ่นจึงหยิบมากวาดพื้นทำความสะอาดใหม่อีกรอบ ฝุ่นไม่ได้เยอะมากนัก เป็นแค่ฝุ่นผงที่ลอยมาเกาะ กวาดแป๊บเดียวก็สะอาดแล้ว

กวาดเสร็จ เธอก็เอาของออกมาจากมิติวิเศษทีละอย่าง จัดวางเรียงชิดกำแพงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จสรรพ ก็ใกล้จะถึงเวลาที่นัดติดต่อกับเฮ่อหยางซานพอดี

เจียงชิ่นปลีกตัวไปติดต่อเฮ่อหยางซาน นัดให้เขามาเจอกันที่ข้างโกดัง

"เตรียมของครบหมดแล้วเหรอครับ ? " นัยน์ตาของเฮ่อหยางซานฉายแววตื่นเต้น

เจียงชิ่นชี้ไปที่โกดังด้านหลัง "อยู่ในนั้นหมดเลยค่ะ"

"นี่โกดังของคุณเหรอครับ ? " เฮ่อหยางซานเข้าใจสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

เจียงชิ่นก็ไม่ได้ปิดบังเขา เธอพยักหน้ารับ อุตส่าห์นัดคนมาถึงที่นี่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นต่อไปก็ต้องร่วมงานกันไปอีกนาน ไม่มีเหตุผลอะไรต้องปิดบัง

เจียงชิ่นเปิดประตูโกดัง ส่งสัญญาณให้เฮ่อหยางซานเข้าไปข้างใน พอเข้าไปข้างใน เฮ่อหยางซานเห็นของกองพะเนินเทินทึกอยู่ตรงมุมกำแพง ก็ตื่นเต้นดีใจสุด ๆ

"คุณลองเช็กดูสิคะ ว่ามีอะไรตกหล่นไปบ้างหรือเปล่า" เจียงชิ่นพูดด้วยท่าทีสบาย ๆ ก่อนจะหาเก้าอี้พับตัวเล็ก ๆ มานั่งพัก เก้าอี้ตัวนี้ไม่ได้อยู่ในโกดังตั้งแต่แรกหรอก แต่เจียงชิ่นขี้เกียจยืนเพราะไม่มีที่นั่ง เลยหยิบออกมาจากมิติวิเศษนั่นแหละ

เฮ่อหยางซานตรวจนับสินค้าอย่างคล่องแคล่วว่องไว ไม่ขาดไม่เกินพอดีเป๊ะ

"ครบถ้วนครับ นี่ครับ เงินค่าของทั้งหมด คุณลองนับดูนะ" เฮ่อหยางซานยื่นปึกธนบัตรให้เจียงชิ่น

เจียงชิ่นรับมา นับดูรอบหนึ่ง ก็พบว่าจำนวนถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน "เรามาขนของกันเถอะค่ะ"

เธอสั่งให้เฮ่อหยางซานเข็นรถสามล้อเข้ามา ประตูโกดังใหญ่พอที่จะให้รถสามล้อผ่านเข้ามาได้สบาย ๆ เฮ่อหยางซานเข็นรถสามล้อที่เขาปั่นมา พุ่งตรงเข้าไปในโกดัง

จากนั้นก็เริ่มขนของจากพื้นขึ้นรถทีละชิ้น เจียงชิ่นก็เข้าไปช่วยด้วย ของที่หนักเกินไปเธอยกไม่ไหว ก็เลยยกพวกของที่เบา ๆ หน่อยแทน

จบบทที่ บทที่ 231: มีโกดังแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว