- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 224: วางแผนค้าขาย
บทที่ 224: วางแผนค้าขาย
บทที่ 224: วางแผนค้าขาย
บทที่ 224: วางแผนค้าขาย
เจียงชิ่นไปถึงจุดนัดพบ รออยู่ประมาณสิบนาที ฟู่เส้าตั๋วถึงได้รีบร้อนเดินเข้ามา
เจียงชิ่นถาม "คุณไปไหนมาคะ ทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้ ? "
"ไปหาอาจารย์คุมหอพักมาครับ แต่เขาบอกว่าคุณไปหามาแล้ว"
"ใช่ค่ะ ฉันทำเรื่องขอหอพักคู่เสร็จก็เดินมานี่เลย"
"อืม อาจารย์คุมหอพักพูดชื่อคุณ แล้วก็ถามผมว่าเป็นสามีคุณหรือเปล่า"
"แล้วคุณตอบไปว่ายังไงคะ ? "
"ก็ต้องตอบว่าใช่สิครับ เรื่องแค่นี้ยังต้องถามอีกเหรอ" ฟู่เส้าตั๋วพูดพลางงอนิ้วชี้เกลี่ยแก้มเจียงชิ่นอย่างแสนรัก
เจียงชิ่นค้อนขวับใส่เขา "อยู่ในมหาวิทยาลัยนะคะ สำรวมหน่อยสิ เกิดเพื่อนร่วมชั้นมาเห็นเข้า ระวังจะพาให้เยาวชนของชาติเสียคนเอานะคะ"
ฟู่เส้าตั๋วอดหัวเราะออกมาไม่ได้ "เยาวชนของชาติตัวไม่สูงปรี๊ดขนาดนี้หรอกครับ"
ทั้งสองคนหยอกล้อกันไปพลางเดินกลับไปพลาง วันนี้มารายงานตัว พรุ่งนี้ก็ต้องเริ่มเรียนอย่างเป็นทางการแล้ว
ตามความตั้งใจของเจียงชิ่น เธออยากจะซื้อเครื่องนอนชุดใหม่ให้ทั้งเขากับเธอเลย ถ้าทางมหาวิทยาลัยอนุมัติหอพักคู่ให้ ก็จะได้เอาเครื่องนอนไปปูในห้องได้พอดี แต่ถ้าไม่อนุมัติ ยังไงหอพักแปดคนในตอนนี้ก็ต้องใช้เครื่องนอนปูเตียงอยู่ดี ซื้อไปก็ได้ใช้เหมือนกัน
อีกอย่าง เจียงชิ่นก็อยากจะอาศัยโอกาสที่ไปซื้อเครื่องนอนนี้ ไปสำรวจดูสถานการณ์ตลาดในปักกิ่งตอนนี้ด้วยว่าเป็นยังไงบ้าง
ข้าวของในมิติวิเศษกองพะเนินจนแทบจะทะลุเพดานอยู่แล้ว แถมในแต่ละวันที่ล็อกอินเช็กอิน ก็ยังมีของถูกส่งเข้าไปเพิ่มอย่างไม่ขาดสาย ต้องหาทางระบายของออกไปขายบ้าง จะได้เคลียร์พื้นที่ไว้เก็บของลอตหลังๆ
เจียงชิ่นเลยหาข้ออ้าง บอกว่าจะให้เพื่อนไปเดินเล่นเป็นเพื่อน แล้วให้ฟู่เส้าตั๋วกลับไปก่อน
ฟู่เส้าตั๋วเป็นห่วงว่าเธอคนเดียวจะหอบเครื่องนอนเยอะแยะกลับมาไม่ไหว เจียงชิ่นจึงนัดแนะวันเวลาและสถานที่กับเขาไว้เรียบร้อย ให้เขามารับเธอทีหลัง
เจียงชิ่นขึ้นรถเมล์สายที่มุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้าต่อหน้าต่อตาฟู่เส้าตั๋ว แต่ในความเป็นจริง เธอนั่งไปได้แค่ครึ่งทางก็ลงจากรถ แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถเมล์อีกสายหนึ่งแทน
นั่นคือรถเมล์สายที่วิ่งไปตลาดสดการเกษตร ในตลาดสดมีขายทั้งผัก ผลไม้ อาหารทะเล และอื่น ๆ แล้วก็ยังมีของใช้ในชีวิตประจำวันขายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีของครบครันเหมือนในห้างสรรพสินค้า แถมรูปแบบก็ไม่ได้ทันสมัยเท่าด้วย
เจียงชิ่นเดินวนสำรวจในตลาดอยู่สองรอบ ในใจก็พอจะประเมินสถานการณ์ได้ แผงลอยในตลาดนี้ ล้วนเป็นของตลาดสดการเกษตรทั้งหมด ซึ่งก็หมายความว่าเป็นของรัฐ
การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ในปี 1978 ยังไม่ทันได้เปิดฉากขึ้น สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิของการปฏิรูปและเปิดประเทศยังต้องรออีกตั้งครึ่งปีกว่าจะพัดผ่านไปทั่วแผ่นดินจีน
เจียงชิ่นคิดในใจเงียบ ๆ ว่า ถ้าตัวเองอยากจะขายของที่แตกต่างจากในตลาดสด หรือว่ายังต้องแอบไปลักลอบขายในตลาดมืดแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีก ?
ตอนที่เธอเดินออกจากตลาดสด เธอเลือกเดินออกทางประตูหลัง และตอนที่เดินออกไปนั่นเอง สายตาอันเฉียบแหลมของเธอก็เหลือบไปเห็นว่า ตรงหัวมุมถนนที่ไม่ไกลออกไปนัก มีพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยกำลังตั้งแผงขายของอยู่สองสามเจ้า
ดู ๆ แล้วไม่น่าจะใช่แผงลอยของตลาดสด แต่น่าจะเป็นแผงลอยของชาวบ้านที่มาตั้งขายกันเองมากกว่า
เจียงชิ่นสาวเท้าก้าวไปหาไม่กี่ก้าว ก็ไปหยุดยืนอยู่หน้าแผงลอยเหล่านั้น เธอเลือกมาแผงหนึ่ง แกล้งทำเป็นยืนดูของ แล้วก็เดินวนเวียนอยู่หน้าแผงตั้งนานสองนาน
พ่อค้าแผงลอยถูกเธอมองจนชักจะรู้สึกหวั่นใจ นึกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของตลาดสดจะมาไล่ไม่ให้พวกเขาตั้งแผงขายของซะแล้ว
"มี... มีอะไรหรือเปล่าครับ ? ผมมาตั้งแผงขายของอยู่ที่นี่ได้เดือนกว่าแล้ว ไม่เห็นมีใครมาว่าอะไรเลยนะ ถ้าไม่ให้ขาย เดี๋ยวผมเก็บของไปเดี๋ยวนี้แหละ"
พ่อค้าแผงลอยคนนั้นเป็นชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหก รูปร่างสันทัด หน้าตาดูซื่อ ๆ ตอนนี้เขาดูเหมือนจะตกใจกลัวจริง ๆ ทำท่าจะเก็บแผงหนีซะแล้ว
เจียงชิ่นรีบเข้าไปห้ามเขาไว้ พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเป็นมิตร "สหายคะ ฉันไม่ใช่คนของกรมการพาณิชย์ และก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของตลาดสดด้วยค่ะ ฉันก็แค่ลูกค้าที่มาเดินซื้อกับข้าวเท่านั้นเองค่ะ"
ด้วยความที่เจียงชิ่นเป็นคนหน้าตาดีอยู่แล้ว ประกอบกับรอยยิ้มหวาน ๆ ที่ส่งไปให้ กำแพงป้องกันในใจของอีกฝ่ายก็พังทลายลงในพริบตา
"คุณไม่ใช่เจ้าหน้าที่จริง ๆ เหรอครับ?"
"ไม่ใช่จริง ๆ ค่ะ ฉันก็แค่อยากจะถามหน่อยน่ะค่ะ ว่าพวกคุณมาตั้งแผงขายของอยู่หน้าตลาดแบบนี้ กรมการพาณิชย์กับคนของตลาดเขาไม่ว่าเอาเหรอคะ ? เขาห้ามไม่ให้ประชาชนค้าขายกันเองไม่ใช่เหรอ ? "
พ่อค้าแผงลอยได้ยินดังนั้น ก็ดูจะตั้งสติหายจากอาการตื่นตระหนกได้แล้ว
"ตอนแรกก็มีคนมาลองตั้งแผงขายแถวนี้ดูน่ะครับ แล้วก็ไม่มีใครมาไล่ ตอนหลังก็เลยมีคนมาตั้งแผงกันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ทางกรมการพาณิชย์กับทางตลาดก็เหมือนจะอนุโลมให้แล้ว ไม่มีใครมาคอยจับพวกเราแล้วล่ะครับ เมื่อกี้พอเห็นคุณเดินเข้ามา ผมก็นึกว่าพวกเบื้องบนเขาเปลี่ยนนโยบาย จะกลับมาจับพวกเราอีกแล้วซะอีก"
"พวกเขาไม่จับแล้วเหรอคะ ? " นี่เป็นสิ่งที่เจียงชิ่นคาดไม่ถึงเลย
อีกฝ่ายตอบว่า "ใช่ครับ ตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมา สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปแล้ว หลาย ๆ พื้นที่เริ่มผ่อนปรนให้มาตั้งแผงลอยขายของกันได้แล้วครับ"
เจียงชิ่นนึกถึงเว่ยถงขึ้นมา "แต่ญาติของฉันเพิ่งจะโดนจับข้อหาเก็งกำไรและกักตุนสินค้าไปหมาด ๆ เลยนะคะ"
อีกฝ่ายหัวเราะแฮะ ๆ "นั่นคงเป็นเพราะดวงซวยน่ะครับ ดันไปทำธุรกิจค้าขายช่วงที่เขาเข้มงวดกวาดล้างกันอย่างหนักเมื่อปีที่แล้วพอดี ก็เลยโดนจับน่ะสิครับ"
เจียงชิ่นยิ้ม "ก็จริงค่ะ หล่อนดันแจ็กพอตแตกพอดี" ไม่ใช่ว่าเธออยากจะซ้ำเติมหรอกนะ แต่เป็นเพราะตัวเว่ยถงเองนั่นแหละที่ไม่มีอะไรน่าเห็นใจเลยสักนิด
เมื่อกี้เจียงชิ่นกวาดสายตาดูของบนแผงของเขาแล้ว ก็มีแต่ของพื้น ๆ อย่างพวกหวีไม้ ผ้าฝ้ายหยาบ แล้วก็ยังมีไม้แคะหู ทัพพีตักข้าวที่ทำจากไม้ อะไรพวกนี้
เจียงชิ่นหยิบหวีไม้ขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียด งานฝีมือใช้ได้เลยทีเดียว ประณีตมาก "สหายคะ ของพวกนี้คุณไปรับมาจากไหนเหรอคะ ? "
อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ "ผมจะไปมีแหล่งรับของที่ไหนล่ะครับ ของพวกนี้ผมลงมือทำเองทั้งหมดแหละ ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำก็เลยเอามาวางขาย ผมเป็นปัญญาชนลงพื้นที่ที่เพิ่งจะได้กลับเข้าเมือง ยังหางานทำไม่ได้ จะให้อยู่บ้านเฉย ๆ ก็คงไม่ได้ ออกมาหาเงินได้นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ยังดีครับ"
ชายหนุ่มคนนี้ดูเป็นคนมีความมุมานะตั้งใจดีแฮะ เจียงชิ่นคิดในใจ เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลองหยั่งเชิงถามดู "ถ้าฉันมีแหล่งรับของ สามารถหาของที่คุณภาพดี ๆ ดีไซน์ใหม่ ๆ มาเพิ่มให้แผงของคุณได้ คุณกล้ารับไว้ขายไหมคะ ? "
พอชายหนุ่มได้ยินแบบนั้น นัยน์ตาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที "คุณมีของเหรอครับ ? ของอะไรเหรอ ? "
"คุณตอบคำถามฉันมาก่อนสิคะ แล้วฉันค่อยบอกรายละเอียดให้ฟัง"
สิ้นเสียงเจียงชิ่น ชายหนุ่มก็เงียบกริบไปพักใหญ่ เจียงชิ่นรู้ว่าเขากำลังชั่งใจอยู่ จึงไม่ได้เร่งรัดอะไร ถึงยังไงแถวนี้ก็ยังมีแผงลอยอีกตั้งหลายเจ้า เจ้าแรกไม่ตกลง ก็ยังมีเจ้าถัดไป ขอแค่มีของมาล่อตาล่อใจมากพอ ยังไงก็ต้องมีพ่อค้าที่ยินดีรับของไปขายอยู่แล้ว
ชายหนุ่มครุ่นคิดอย่างหนักอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ปรับสีหน้าให้ขึงขัง กัดฟันตอบว่า "ของของคุณ ผมรับครับ"
พูดจบ เขาก็ทำท่าราวกับยกภูเขาออกจากอก เงยหน้าขึ้นมองเจียงชิ่น แววตาสื่อความหมายว่า ผมตอบตกลงแล้วนะ ถึงตาคุณตอบคำถามผมบ้างแล้วล่ะ
เมื่อได้รับคำตอบที่แน่ชัด เจียงชิ่นก็รู้สึกพอใจ เธอจงใจบอกให้ชายหนุ่มรอเดี๋ยว ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในตรอก
ผ่านไปไม่ถึงห้าหกนาที พอเจียงชิ่นเดินกลับออกมา ในมือก็หอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังเต็มไปหมด
ข้าวของเหล่านี้เธอหยิบออกมาจากมิติวิเศษ โดยเลือกเอาของที่ดูเข้ากับยุคสมัยนี้มากที่สุดออกมาอย่างละชิ้นเป็นตัวอย่าง เตรียมเอามาให้อีกฝ่ายดูก่อน ให้เขาเป็นคนเลือกเองว่าอยากได้อะไร
ใครจะไปคิดว่า พอชายหนุ่มได้เห็นของพวกนั้น เขากลับตาลุกวาว ถูกใจไปซะทุกอย่าง และอยากได้ทุกชิ้นเลย
เขาหยิบของขึ้นมาดูทีละชิ้น ๆ ในใจตื่นเต้นดีใจจนพูดไม่ออก
"นี่คือผ้าสีกากี ผ้าโพลีเอสเตอร์ แล้วก็ผ้าเต๋อเชวียเหลียง ส่วนรองเท้าก็มีรองเท้ายาง รองเท้าผ้าใบพื้นยางสไตล์ทหาร แล้วก็รองเท้าหนัง นอกจากนี้ก็มีพวกของบำรุงกำลังอย่างนมผง มอลต์สกัด เนื้อวัวกระป๋อง แล้วก็ยังมีคุกกี้กับไส้กรอกพวกนี้ด้วยนะ" เจียงชิ่นหยิบของออกมาทีละชิ้น ปากก็อธิบายแนะนำสินค้าไปด้วย