- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 215: ความรู้ใจของสองพี่น้อง
บทที่ 215: ความรู้ใจของสองพี่น้อง
บทที่ 215: ความรู้ใจของสองพี่น้อง
บทที่ 215: ความรู้ใจของสองพี่น้อง
หลังจากนั่งรถไฟกระเด้งกระดอนมาตลอดทาง ในที่สุดรถไฟก็เข้าจอดเทียบชานชาลาสถานีปักกิ่ง
ฟู่เส้าตั๋วมือข้างหนึ่งอุ้มหยางหยาง ส่วนอีกข้างหิ้วกระเป๋าสัมภาระ
ส่วนเจียงชิ่นรับหน้าที่อุ้มหน่วนหน่วน
ทันทีที่ก้าวลงจากรถไฟ เจียงชิ่นก็มองเห็นจ้านอวี้หมิ่น พี่ใหญ่ และพี่สะใภ้ใหญ่ ยืนรออยู่บนชานชาลา
เธอชี้ชวนหยางหยางกับหน่วนหน่วนด้วยความดีใจ "ดูสิลูก คุณยาย ลุงใหญ่ แล้วก็ป้าใหญ่ มารับพวกเราแล้วจ้ะ"
เด็ก ๆ อายุขวบกว่าแล้ว เริ่มพูดคำง่าย ๆ ได้บ้างแล้ว
ด้วยความที่เป็นเด็กผู้หญิง หน่วนหน่วนจึงเรียนรู้การพูดได้เร็วกว่า และพูดได้ชัดเจนกว่าด้วย
"แม่จ๋า หนูไม่รู้จักพวกเขาค่ะ"
หน่วนหน่วนพูดพลางซุกหน้าลงกับอกเจียงชิ่นด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย
เจียงชิ่นไม่ได้เร่งเร้า เพียงแค่ยิ้มแล้วอธิบายว่า "ตอนหนูยังเล็ก ๆ พวกท่านเคยไปเยี่ยมหนูไงจ๊ะ แต่ตอนนั้นหนูยังเล็กมาก ก็เลยจำไม่ได้ เดี๋ยวพอคุ้นเคยกันแล้วก็จะจำได้เองจ้ะ"
หน่วนหน่วนฟังแล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก ทำท่าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจซะทีเดียว
แต่หยางหยางกลับไม่กลัวคนแปลกหน้าเลย แกตะโกนเรียกไปทางนั้นเสียงดังฟังชัด "ยายจ๋า ! "
"เจ้าเด็กคนนี้ไม่กลัวคนแปลกหน้าเลยแฮะ" ฟู่เส้าตั๋วเอ่ยกลั้วหัวเราะ
ทางฝั่งจ้านอวี้หมิ่นทั้งสามคนก็มองเห็นพวกเขาแล้ว จึงรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา
"แม่คะ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่" เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วเอ่ยเรียกพร้อมกัน
พอได้เห็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนกลับมาถึงบ้าน จ้านอวี้หมิ่นก็ดีใจจนเนื้อเต้น ยิ่งพอได้เห็นหยางหยางกับหน่วนหน่วนที่ทั้งสองคนอุ้มอยู่ ก็ยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่
"มา ๆ ให้ยายอุ้มหน่อยลูก"
จ้านอวี้หมิ่นยื่นมือไปหาหน่วนหน่วน
หน่วนหน่วนรีบมุดหัวซุกอกเจียงชิ่นทันที พร้อมกับกอดคอเธอไว้แน่น
"แม่คะ แกยังไม่คุ้นกับแม่น่ะค่ะ รอให้คุ้นกันก่อนค่อยว่ากันนะคะ"
เจียงชิ่นลูบหัวหน่วนหน่วนเบา ๆ เพื่อปลอบโยนแก
จ้านอวี้หมิ่นตัดพ้อ "ตอนเด็ก ๆ แม่ก็เคยไปช่วยเลี้ยงตั้งนานนะเนี่ย อะไรกัน ลืมคุณยายไปซะแล้ว"
เจียงชิ่นทั้งขำทั้งสงสาร "โธ่ แม่คะ ตอนนั้นแกเพิ่งจะกี่เดือนเองคะ จะไปจำได้ยังไง"
เจียงเต๋อเหว่ยที่กำลังยืนคุยอยู่กับฟู่เส้าตั๋ว พอได้ยินเสียงเอะอะทางนี้ ก็รีบเดินเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย
"แม่ครับ น้องเล็ก น้องเขย แล้วก็เด็ก ๆ นั่งรถไฟมาตั้งไกล คงจะเหนื่อยแย่แล้ว รีบพากลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อนเถอะครับ"
พอจ้านอวี้หมิ่นได้ยินดังนั้น ก็เลิกน้อยใจ รีบจัดการพาทุกคนกลับบ้านทันที
"ไปกันเถอะ ๆ พวกเรากลับบ้านกัน"
คราวนี้คนมากันเยอะ รถคันเดียวคงนั่งไม่พอ เจียงเต๋อเหว่ยก็เลยไม่ได้ยืมรถของกระทรวงมา
ทุกคนจึงต้องพากันไปขึ้นรถเมล์เพื่อกลับบ้าน
ทว่าพอเดินพ้นประตูสถานีรถไฟออกมา ก็เห็นเจียงเต๋อเหิงวิ่งหน้าตั้งกระหืดกระหอบเข้ามาหา
พอเห็นหน้าทุกคน เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
"ลูกมาได้ยังไงเนี่ย ? ไหนบอกว่าไปดูงานต่างเมือง มาไม่ได้ไง ? " จ้านอวี้หมิ่นเอ่ยถาม
เจียงเต๋อเหิงเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วยิ้มตอบ "น้องเล็กกับน้องเขยกลับมาทั้งที ผมก็ต้องมาหาอยู่แล้วสิครับ ตอนแรกกำหนดการคือกลับคืนนี้ แต่ผมรอไม่ไหว เลยออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด เพิ่งจะนั่งรถมาถึงที่นี่แหละครับ"
หลังจากอธิบายเสร็จ เขาก็หันไปทางเจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋ว
"ในที่สุดพวกเธอก็กลับมาซะที แม่บ่นถึงตั้งหลายวันแล้ว ป่ะ พวกเราไปกันเถอะ รถจอดรออยู่ตรงนู้นแล้ว"
เจียงเต๋อเหิงชี้มือไปที่รถตู้คันหนึ่งที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน
"พี่รองคะ ทำไมพี่ถึงมีรถได้ล่ะคะ ? " เจียงชิ่นถามด้วยความประหลาดใจ
ยังไม่ทันที่เจียงเต๋อเหิงจะตอบ อวี๋เฟิ่งเจียที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ชิงตอบขึ้นมาก่อน "พี่รองของเธอตอนนี้เก่งกาจไม่เบาเลยนะ ตั้งแต่เพาะพันธุ์เมล็ดข้าวสาลีเบอร์ 0901 สำเร็จ เขาก็ได้รับรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ แถมยังได้เลื่อนขั้นเป็นรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยด้วยนะ เก่งสุด ๆ ไปเลยล่ะ"
พอโดนพี่สะใภ้รองชมต่อหน้าแบบนี้ เจียงเต๋อเหิงก็รู้สึกเขินๆ ยกมือขึ้นเกาหัวแกรก ๆ
"ผม... แฮ่ม ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอกครับ ก็แค่โชคดีน่ะ"
ตอนแรกเขาตั้งใจจะบอกว่าความสำเร็จทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้น้องเล็ก แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเจียงชิ่นกำชับไว้ว่าห้ามพูดเรื่องนี้เด็ดขาด เขาจึงรีบกลืนคำพูดลงคอไป
"พี่รองคะ ความโชคดีก็ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความสำเร็จเหมือนกันนะคะ เพราะงั้นจงเชื่อมั่นในตัวเองเถอะค่ะ" เจียงชิ่นขยิบตาให้เขาอย่างมีเลศนัย
เจียงเต๋อเหิงเข้าใจความหมายของเธอ ก็เลยขยิบตาตอบกลับไปเป็นนัยว่า พี่รองทำได้ดีใช่ไหมล่ะ ไม่ได้หลุดปากเปิดเผยความลับของเธอเลยนะ นี่แหละคือความรู้ใจของสองพี่น้อง
รถตู้คันที่จอดอยู่ริมถนน เป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศที่สถาบันวิจัยการเกษตรเพิ่งจะซื้อมาใหม่
เมื่อเทียบกับรถเก๋งแล้ว รถตู้สามารถจุคนได้มากกว่า พวกเขาทั้งเจ็ดแปดคนนั่งเบียดกันเข้าไปได้สบาย ๆ
เจียงเต๋อเหิงรู้หน้าที่ เดินไปนั่งที่เบาะหน้าข้างคนขับ ส่วนคนอื่น ๆ ก็นั่งเบาะหลัง
เจียงเต๋อเหว่ยกับอวี๋เฟิ่งเจียตั้งใจจะรับหยางหยางกับหน่วนหน่วนมาอุ้มไว้ เพื่อให้เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วได้พักผ่อนสักหน่อย ทว่าหยางหยางกับหน่วนหน่วนกลับไม่ยอมไป กอดคอพ่อกับแม่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ฟู่เส้าตั๋วเอ่ยขึ้นว่า "พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ ช่างเถอะครับ พวกแกติดพวกเรามาตั้งแต่เด็ก ๆ คงจะกลัวคนแปลกหน้าน่ะครับ"
พอเห็นว่าเด็ก ๆ ไม่ยอมไปจริง ๆ เจียงเต๋อเหว่ยกับอวี๋เฟิ่งเจียจึงต้องล้มเลิกความตั้งใจ
เจียงชิ่นพูดต่อว่า "แต่ว่าต่อไปคงต้องรบกวนพวกพี่ช่วยดูแลเด็ก ๆ ด้วยนะคะ พวกเราไปเรียนมหาวิทยาลัย คงพาพวกแกไปด้วยไม่ได้ คงต้องฝากไว้ที่บ้านพ่อกับแม่ก่อนค่ะ"
ยังไม่ทันที่เจียงเต๋อเหว่ยจะอ้าปาก อวี๋เฟิ่งเจียก็รีบเสนอตัวขึ้นมาก่อน
"ไม่เป็นไรจ้ะ ฝากไว้ที่บ้านพ่อกับแม่เถอะ พวกเธอไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวฉันกับพี่ใหญ่ของเธอจะแวะไปช่วยดูแลบ่อยๆ เองจ้ะ หังหังได้เจอน้องๆ เยอะแยะแบบนี้ คงจะดีใจน่าดูเลย"
พอหล่อนพูดจบ เจียงเต๋อเหิงที่นั่งอยู่เบาะหน้าก็พูดขึ้นบ้าง "วางใจเถอะ ยังมีพี่รองอยู่อีกคนนะ"
จ้านอวี้หมิ่นก็พูดเสริมขึ้นมาว่า "คนในบ้านออกจะเยอะแยะ พวกเธอแค่ตั้งใจเรียนไปก็พอ ไม่ต้องเป็นห่วงเด็ก ๆ หรอก ฝากไว้ที่บ้านแม่นี่แหละ"
พูดจบ สีหน้าของหล่อนก็คล้ำทะมึนลงทันที เมื่อนึกถึงลูกชายคนที่สามกับสะใภ้สามที่สร้างแต่เรื่องปวดหัวให้
"พวกเธอกลับมาทั้งที พี่ใหญ่กับพี่รองของเธอยังอุตส่าห์มารับเลย มีแต่พี่สามของเธอนี่แหละ ใช้ไม่ได้เอาซะเลย ! " จ้านอวี้หมิ่นพูดถึงตรงนี้ ก็โกรธจนพูดไม่ออก
อวี๋เฟิ่งเจียที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สัมผัสได้ถึงแรงปะทุแห่งความโกรธของแม่สามี ก็ตกใจจนไม่กล้าปริปากพูดอะไร ได้แต่ก้มหน้างุดทำตัวกลมกลืนไปกับเบาะรถ
เจียงเต๋อเหว่ยรับช่วงพูดต่อ "แม่ครับ สภาพของเจ้าสามกับภรรยาตอนนี้ ไม่มาน่ะดีที่สุดแล้วครับ"
สภาพตอนนี้ ?
หมายความว่ายังไง ?
เจียงชิ่นตั้งใจจะอ้าปากถาม แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกได้ว่าแขนเสื้อถูกกระตุกเบา ๆ
เธอหันไปมอง ก็เห็นฟู่เส้าตั๋วกำลังมองมาที่เธอ พร้อมกับส่ายหน้าช้า ๆ
เจียงชิ่นเข้าใจความหมายของเขาทันที เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะถาม เธอเกือบจะใจร้อนเกินไปแล้ว
เธอพยักหน้ารับเป็นนัยว่าเข้าใจแล้ว และไม่ได้เอ่ยถามอะไรอีก
คนขับรถที่นั่งอยู่ด้านหน้า แอบมองมาข้างหลังผ่านกระจกมองหลังด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พอเห็นเจียงชิ่น เขาก็เอ่ยถามเจียงเต๋อเหิง
"นั่นคือน้องสาวของคุณที่สอบได้อันดับหนึ่งของมณฑลเฮยหลงเจียงใช่ไหมครับ ? "
"ใช่ครับ ถ้าจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่าเป็นอันดับหนึ่งของประเทศเลยต่างหากล่ะครับ หล่อนสอบได้คะแนนเต็มเลยนะ" เจียงเต๋อเหิงตอบด้วยความภาคภูมิใจสุด ๆ
เขายังพูดเสริมขึ้นมาอีกว่า "น้องเขยผมก็ไม่เบาเหมือนกันนะครับ ได้อันดับสี่ของมณฑลเฮยหลงเจียง และเป็นอันดับหกของประเทศ ทั้งสองคนสอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งเลยนะครับ"
คนขับรถได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ มือที่จับพวงมาลัยอยู่เผลอกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"โอโห สุดยอดไปเลย อันดับหนึ่งกับอันดับหก"
ที่สำคัญคือเป็นอันดับระดับประเทศด้วย แบบนี้ยิ่งโคตรสุดยอดเข้าไปใหญ่ !
ในปี 1978 บนท้องถนนในกรุงปักกิ่งยังไม่ค่อยมีรถยนต์วิ่งมากนัก รถตู้จึงแล่นฉิวไปตลอดทาง ไม่นานก็มาถึงบ้านตระกูลเจียง
พอลงจากรถ เจียงเต๋อเหิงกับเจียงเต๋อเหว่ยก็ช่วยกันหิ้วกระเป๋าสัมภาระ ส่วนเจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วก็อุ้มเด็ก ๆ จ้านอวี้หมิ่นเดินนำหน้าไปไขกุญแจเปิดประตูบ้าน
ตอนที่อยู่บนรถ หยางหยางกับหน่วนหน่วนเริ่มจะคุ้นเคยกับอวี๋เฟิ่งเจีย ป้าใหญ่ของพวกแกบ้างแล้ว ตอนที่เดินขึ้นบันได อวี๋เฟิ่งเจียก็หยอกล้อพวกแกเล่น เด็ก ๆ ทั้งสองคนก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
อวี๋เฟิ่งเจียรู้สึกปลื้มปริ่มสุด ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับสายตาค้อนขวับจากจ้านอวี้หมิ่นไปด้วย
อะไรกันเนี่ย เด็ก ๆ ไม่ยอมให้คุณยายอุ้ม แต่กลับไปสนิทสนมกับป้าใหญ่งั้นเหรอ
มันน่าเจ็บใจนัก !