- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 216: ทำไมถึงเปลี่ยนคณะล่ะ ?
บทที่ 216: ทำไมถึงเปลี่ยนคณะล่ะ ?
บทที่ 216: ทำไมถึงเปลี่ยนคณะล่ะ ?
บทที่ 216: ทำไมถึงเปลี่ยนคณะล่ะ ?
เมื่อเข้ามาในบ้านและวางกระเป๋าสัมภาระไว้ในห้อง จ้านอวี้หมิ่นก็ตักน้ำมาให้ฟู่เส้าตั๋วกับเจียงชิ่นล้างหน้า
พอเห็นอวี๋เฟิ่งเจียกำลังช่วยเช็ดหน้าให้เด็ก ๆ ทั้งสองคน จ้านอวี้หมิ่นก็เดินเข้าไปหยิบผ้าขนหนูหมายจะช่วยเช็ดด้วย
ผลคือเด็กทั้งสองคนพากันเบี่ยงตัวหลบพร้อมกัน
จ้านอวี้หมิ่นปรายตามองอวี๋เฟิ่งเจียแวบหนึ่ง จังหวะที่กำลังจะปรี๊ดแตก
เจียงชิ่นที่เพิ่งล้างหน้าเสร็จก็เดินเข้ามารับผ้าขนหนูไปจากมือหล่อนพอดี
"แม่คะ แม่ลองหาอะไรให้พวกแกกินหน่อยสิคะ บนรถไฟกินได้ไม่อิ่ม คงจะหิวกันแย่แล้วล่ะค่ะ"
พูดจบเธอก็กระซิบเสียงเบาว่า "แม่ไม่อยากให้พวกแกรักแม่เหรอคะ ของอร่อยนี่แหละซื้อใจเด็กได้เร็วที่สุดเลยนะ" พอจ้านอวี้หมิ่นได้ฟังก็เห็นด้วย รีบวิ่งเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที
ระหว่างนั้น อวี๋เฟิ่งเจียอยากจะเข้าไปช่วย จ้านอวี้หมิ่นก็ไม่ยอม ปล่อยให้หล่อนเป็นแค่ลูกมือคอยหยิบจับของให้เท่านั้น
วุ่นวายอยู่ในครัวพักใหญ่ จ้านอวี้หมิ่นก็ทำไข่ตุ๋นให้หยางหยางกับหน่วนหน่วนคนละชาม แล้วก็นึ่งซาลาเปาไส้เนื้อด้วย
พอเด็กทั้งสองคนเห็นคุณยายถือไข่ตุ๋นสีเหลืองทองอร่ามกับซาลาเปาไส้เนื้อขาวจั๊วะมาให้ ดวงตาก็เป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที ชะโงกหัวน้อย ๆ จ้องมองของในมือจ้านอวี้หมิ่นเป็นตาเดียว
นั่งรถไฟกระเด้งกระดอนมาตลอดทาง เด็ก ๆ หิวกันตั้งนานแล้ว
จ้านอวี้หมิ่นวางชามลงตรงหน้าพวกเขา เด็กทั้งสองคนก็หยิบช้อนมาตักไข่ตุ๋นกินเอง แล้วก็หยิบซาลาเปามากินด้วย ก่อนกิน ยังประสานเสียงเล็ก ๆ ใสแจ๋วขอบคุณคุณยายพร้อมกันอีกด้วย
พอได้ยินเสียงใส ๆ ของเด็ก ๆ จ้านอวี้หมิ่นก็ตื่นเต้นดีใจจนแทบพูดไม่ออก ยืนมองพวกแกกิน ยิ่งดูก็ยิ่งหลงรัก
อีกด้านหนึ่ง อวี๋เฟิ่งเจียไปเป็นเพื่อนเจียงชิ่นจัดของในห้อง
หล่อนเหลือบมองเจียงเต๋อเหว่ยกับฟู่เส้าตั๋วที่กำลังคุยกันอยู่ในห้องนั่งเล่นแวบหนึ่ง ก่อนจะกระซิบกับเจียงชิ่นว่า "เธอกับเสี่ยวฟู่กลับมาแล้วตั้งใจจะไปพักที่ไหนล่ะ ? ตามหลักแล้วก็ควรจะไปบ้านแม่สามี แต่สภาพแวดล้อมบ้านเรามันสะดวกสบายกว่านะ เอาอย่างนี้ไหม เธอไปลองคุยกับเสี่ยวฟู่ดูสิ ว่าให้พักอยู่ที่นี่แหละ"
คำพูดเหล่านี้ของอวี๋เฟิ่งเจีย ล้วนพูดเพราะหวังดีกับเจียงชิ่นทั้งสิ้น
ทว่าเจียงชิ่นกลับส่ายหน้า "ช่วงแรกคงต้องไปพักที่บ้านแม่สามีก่อนค่ะ รอสักพักลองดูว่าทางมหาวิทยาลัยจะมีหอพักให้ไหม ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยย้ายไปอยู่หอพักค่ะ"
"อีกเรื่องนึง พี่สะใภ้ใหญ่คะ รบกวนพี่ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ฉันหน่อยนะคะ ถ้ามีบ้านหลังไหนเหมาะสม ฉันก็อยากจะซื้อไว้สักหลังค่ะ"
"เธอจะซื้อบ้านเหรอ ? " อวี๋เฟิ่งเจียเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน
"ใช่ค่ะ ฉันกับฟู่เส้าตั๋วก็ควรจะมีบ้านเป็นของตัวเองได้แล้ว ถึงยังไงต่อไปพวกเราก็ต้องตั้งรกรากอยู่ที่ปักกิ่ง ฉันอยากซื้อบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ใจกลางเมืองหน่อย ถ้าได้เป็นบ้านแบบซื่อเหอย่วน (เรือนสี่ประสาน) จะยิ่งดีเลยค่ะ"
"แต่ตอนนี้มันไม่มีใครขายบ้านกันนี่นา บ้านทุกคนล้วนเป็นสวัสดิการที่หน่วยงานจัดสรรให้ทั้งนั้น อย่างมากก็แค่แลกเปลี่ยนบ้านกัน ซึ่งก็ต้องผ่านสำนักงานจัดการที่อยู่อาศัยอยู่ดี"
"นอกจากบ้านสวัสดิการแล้ว มันก็ยังมีบ้านที่เป็นมรดกตกทอดของครอบครัวไม่ใช่เหรอคะ ? ถึงตอนนี้จะยังไม่อนุญาตให้ซื้อขายกันอย่างเปิดเผย แต่เราก็แอบซื้อขายกันลับหลังได้นี่คะ"
อวี๋เฟิ่งเจียตกใจกับความคิดอันกล้าหาญของเจียงชิ่น
แต่นี่ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดีเหมือนกัน
โดยเฉพาะตอนนี้ที่นโยบายของรัฐเริ่มผ่อนปรนลงเรื่อย ๆ ไม่แน่ว่าวันดีคืนดีอาจจะเปิดให้ซื้อขายบ้านกันได้ ถึงเวลานั้นบ้านของน้องเล็กก็จะได้มีชื่อเป็นเจ้าของอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
"ได้เลยจ้ะ เดี๋ยวพี่จะช่วยดู ๆ ให้นะ ถ้ามีหลังไหนเหมาะ ๆ จะรีบมาบอกเธอนะ"
"ขอบคุณค่ะพี่สะใภ้ใหญ่"
เจียงชิ่นพูดอย่างอารมณ์ดี
คนอื่นทะลุมิติมาก็ต้องซื้อบ้านกันทั้งนั้น เธอก็ต้องไม่ยอมน้อยหน้าสิ
ถ้าเกิดซื้อบ้านซื่อเหอย่วนได้สักหลังจริง ๆ พอถึงยุคหลังล่ะก็ มูลค่ามันจะมหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะ
แถมยังต้องซื้อทำเลดี ๆ ด้วยนะ ถ้าได้อยู่แถวริมทะเลสาบโฮ่วไห่จะเยี่ยมสุด ๆ ไปเลย ถึงตอนนั้นก็เอาบ้านมารีโนเวทใหม่ให้ดูมีกลิ่นอายความคลาสสิกโบราณ เวลาว่าง ๆ ก็มานั่งจิบชาชมวิวทะเลสาบโฮ่วไห่อยู่ในบ้าน
ช่างเป็นชีวิตที่รื่นรมย์สบายใจอะไรขนาดนี้ !
หลังจากเด็ก ๆ กินข้าวอิ่ม ก็ถึงคราวที่ผู้ใหญ่จะได้กินกันบ้าง
เจียงชิ่นปล่อยให้หน่วนหน่วนกับหยางหยางไปเล่นกันอยู่มุมหนึ่ง ส่วนตัวเธอกับฟู่เส้าตั๋วก็มานั่งล้อมวงกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับคนในครอบครัว
ช่วงเที่ยง เจียงลี่ก็กลับมาถึงบ้าน
เจียงเต๋อเลี่ยงกลับมาพร้อมกับเขา เพียงแต่สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยสู้ดีนัก บนใบหน้ามีรอยฟกช้ำดำเขียวเต็มไปหมด
ผ่านไปครู่หนึ่ง เก๋อหมิงลี่ก็ปั่นจักรยานกลับมาถึงบ้านเหมือนกัน
หล่อนทำงานอยู่ที่ร้านหนังสือซินหัว เป็นถึงผู้จัดการร้าน งานยุ่งจนปลีกตัวมาแทบไม่ได้
มีแค่ช่วงพักเที่ยงเท่านั้นที่พอจะปลีกเวลาแวะมากินข้าว และมาดูหน้าน้องสาวคนเล็กกับครอบครัวได้
พอเจียงชิ่นเห็นรอยแผลบนหน้าเจียงเต๋อเลี่ยง ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามขึ้นกลางโต๊ะอาหาร
กลายเป็นจ้านอวี้หมิ่นซะอีก ที่พอเห็นหน้าเจียงเต๋อเลี่ยงปุ๊บก็โกรธจัดขึ้นมาทันที
"แกกลับมาทำไม ดูสภาพแกสิ แค่นี้ยังขายขี้หน้าไม่พออีกหรือไง ! "
เจียงเต๋อเลี่ยงถูกด่าจนไม่กล้าปริปากเถียงแม้แต่คำเดียว ได้แต่ก้มหน้างุดเงียบกริบ
เจียงชิ่นรีบเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย "ทุกคนหิวกันแล้ว พวกเรารีบกินข้าวกันเถอะค่ะ"
จ้านอวี้หมิ่นถึงได้ยอมระงับความโกรธ แล้วจัดแจงให้ทุกคนเริ่มกินข้าว
อาหารมื้อนี้ค่อนข้างเงียบเชียบ อาจจะเป็นเพราะจ้านอวี้หมิ่นเพิ่งจะอาละวาดไปก่อนกินข้าว เลยไม่มีใครกล้าพูดอะไรมากนัก
สุดท้ายก็เป็นเจียงลี่กับเจียงเต๋อเหว่ยที่ทำลายความเงียบ เอ่ยถามถึงความเป็นอยู่ของเจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วที่ฟาร์ม รวมถึงเรื่องคณะที่พวกเขาสองคนสมัครเรียน
พอได้ยินว่าฟู่เส้าตั๋วเลือกเรียนวิศวกรรมเครื่องกล เจียงลี่กับเจียงเต๋อเหว่ยก็พยักหน้าเห็นด้วย
แต่พอได้ยินว่าเจียงชิ่นเลือกเรียนวิชาฟิสิกส์นิวเคลียร์ เจียงลี่ไม่ได้พูดอะไร แต่เจียงเต๋อเหว่ยกลับขมวดคิ้วมุ่น
"ทำไมถึงเลือกเรียนคณะนี้ล่ะ ? เธอเป็นผู้หญิงนะ เลือกเรียนอะไรที่มันสบาย ๆ หน่อยไม่ดีกว่าเหรอ ฟิสิกส์นิวเคลียร์อะไรนี่มันไม่เหมาะกับเธอเลยนะ คราวก่อนที่คุยโทรศัพท์กัน เธอยังบอกอยู่เลยว่าจะเรียนสถาปัตยกรรม แล้วทำไมถึงเปลี่ยนเป็นฟิสิกส์นิวเคลียร์ไปได้ล่ะ ? เดี๋ยวพี่ไปลองถามให้ เอาไหมว่าพอจะเปลี่ยนคณะให้เธอได้หรือเปล่า..."
เจียงชิ่นพูดแทรกขึ้นมาทันที "พี่ใหญ่คะ นี่เป็นคณะที่ฉันคิดทบทวนมาอย่างดีแล้วค่ะ ฉันตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะเรียนสาขานี้ ฉันมีความสนใจในวิชาฟิสิกส์นิวเคลียร์ และไม่อยากเปลี่ยนคณะค่ะ พี่ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกนะคะ"
"จะเป็นไปได้ยังไง เธอรู้หรือเปล่าว่าเรียนฟิสิกส์นิวเคลียร์จบมาแล้วต้องไปทำอะไร ? เธอรู้ไหมว่าต่อไปเธอจะต้องถูกส่งไป..."
เพราะเกรงใจว่าพ่อกับแม่นั่งอยู่ร่วมโต๊ะด้วย เจียงเต๋อเหว่ยไม่อยากให้พวกท่านต้องมาพลอยวิตกกังวลไปด้วย จึงกลืนประโยคที่เหลือลงคอไป
เจียงชิ่นจ้องหน้าเขาเขม็ง แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
"พี่ใหญ่คะ เลิกเกลี้ยกล่อมเถอะค่ะ ที่ไหนต้องการฉัน ฉันก็จะไปที่นั่น คณะนี้ก็ไม่ได้มีอะไรไม่ดีนี่คะ สิ่งที่พี่กังวลมันจะไม่เกิดขึ้นหรอกค่ะ เชื่อฉันสิคะ ฉันดูแลตัวเองได้แน่นอน"
อาจจะเป็นเพราะแววตาของเจียงชิ่นทำให้เจียงเต๋อเหว่ยสะเทือนใจ หรืออาจจะเป็นเพราะแววตาอันแน่วแน่ของเธอทำให้เขารู้ว่าเกลี้ยกล่อมไปก็ป่วยการ เจียงเต๋อเหว่ยจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ และไม่ได้พูดอะไรต่อ
ทั้งสองคนคุยกันเหมือนเล่นทายคำปริศนา ไม่ยอมพูดอะไรให้เคลียร์ ๆ ทำเอาคนอื่น ๆ บนโต๊ะอาหารต่างก็มองพวกเขาด้วยความงุนงง
จ้านอวี้หมิ่นรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี จึงเอ่ยถามขึ้น "หมายความว่ายังไงล่ะ ? ฟิสิกส์นิวเคลียร์ก็ฟังดูเป็นคณะที่ดีนี่นา ทำไมถึงเรียนไม่ได้ล่ะ ? "
หล่อนกับเจียงลี่เรียนจบมหาวิทยาลัยตั้งแต่ก่อนปลดแอกประเทศ (ก่อนก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน) ตอนที่พวกท่านเรียนยังไม่มีสาขาฟิสิกส์นิวเคลียร์เลย พวกท่านจึงไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับสาขานี้เท่าไหร่นัก
แค่ฟังจากชื่อก็รู้สึกว่ามันดูล้ำสมัยและยิ่งใหญ่มาก น่าจะเป็นคณะที่ดีคณะหนึ่งเลยแหละ
แต่พวกท่านไม่ได้รู้ลึกตื้นหนาบางอะไร
ไม่เหมือนกับเจียงเต๋อเหว่ย ที่ทำงานอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ย่อมรู้ดีว่าเส้นทางของสายวิชาฟิสิกส์นิวเคลียร์ในอนาคตจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง
เจียงชิ่นยิ้มตอบ "แม่พูดถูกแล้วค่ะ คณะนี้ความจริงมันก็ดีมาก ๆ อยู่แล้วนะคะ"
ฟู่เส้าตั๋วหันหน้าไปมองเธอ เขาเอื้อมมือไปกุมมือเจียงชิ่นเอาไว้ใต้โต๊ะอย่างเงียบ ๆ
จากนั้นก็หันไปมองเจียงเต๋อเหว่ย "พี่ใหญ่ครับ เรื่องนี้พวกเราสองคนปรึกษากันมาดีแล้วครับ ไม่ว่าอนาคตของเจียงชิ่นจะเป็นยังไง ผมก็จะคอยอยู่เคียงข้างเธอเสมอครับ"
สายตาของเจียงเต๋อเหว่ยจับจ้องไปที่ใบหน้าของฟู่เส้าตั๋ว ผ่านไปครู่หนึ่งก็เลื่อนไปมองเจียงชิ่น ในที่สุดเขาก็พยักหน้า ยอมรับการตัดสินใจของพวกเขาโดยดุษฎี
อาหารมื้อนี้จบลงด้วยความชื่นมื่นระดับหนึ่ง พอกินเสร็จ เจียงเต๋อเหว่ยก็เรียกให้เจียงชิ่นออกไปคุยกันตามลำพัง