- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 213: ยอมรับการเปลี่ยนคณะ
บทที่ 213: ยอมรับการเปลี่ยนคณะ
บทที่ 213: ยอมรับการเปลี่ยนคณะ
บทที่ 213: ยอมรับการเปลี่ยนคณะ
หลังจากที่ผู้บริหารระดับมณฑลรายงานขอคำชี้แนะจากเบื้องบน ผ่านไปสามวัน เบื้องบนก็ให้คำตอบกลับมา
ยอมรับเงื่อนไขของเจียงชิ่น ขอเพียงแค่เธอยินยอมไปเรียนคณะฟิสิกส์นิวเคลียร์
และในช่วงสามวันที่เบื้องบนกำลังพิจารณาอยู่นั้น เจียงชิ่นก็ได้บอกการตัดสินใจของตัวเองให้ฟู่เส้าตั๋วฟัง
เธอเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบให้เขาฟังรอบหนึ่ง
พอได้ฟังการตัดสินใจของเธอ สีหน้าของฟู่เส้าตั๋วก็เปลี่ยนจากปกติเป็นเคร่งขรึมจริงจัง
"ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจยังไง ผมก็จะสนับสนุนคุณ ต่อให้คุณต้องไปอยู่ในที่ที่ลำบากแค่ไหน ผมก็จะคอยอยู่เคียงข้างคุณแน่นอน ขอแค่คุณคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว และจะไม่เสียใจในภายหลังก็พอครับ"
เจียงชิ่นตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างยิ่ง "ฉันคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้วค่ะ ฉันอยากทำงานเพื่อประเทศชาติ ประเทศชาติต้องการให้ฉันไปที่ไหน ฉันก็จะไปที่นั่น เพียงแต่ตอนนั้นฉันตอบตกลงกะทันหันไปหน่อย เลยไม่ได้ปรึกษาคุณก่อน ขอโทษด้วยนะคะ"
ฟู่เส้าตั๋ววางมือทั้งสองข้างลงบนไหล่ของเจียงชิ่น แล้วคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน "ผมบอกแล้วไงครับ ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจยังไงผมก็สนับสนุน ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ การที่คุณตัดสินใจแบบนี้ได้ ความจริงแล้วผมดีใจมากเลยนะ
"ประเทศชาติมอบโอกาสให้เราได้กลับไปศึกษาต่ออีกครั้ง เราก็ควรจะทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อตอบแทนบุญคุณประเทศชาติ การตัดสินใจของคุณถูกต้องแล้วล่ะครับ"
เจียงชิ่นคลายหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น นัยน์ตาสีดำขลับจ้องมองเขาเขม็ง
"ขอบคุณนะ ฟู่เส้าตั๋ว"
ในเมื่อเบื้องบนยอมรับเงื่อนไขของเจียงชิ่นแล้ว ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก เจียงชิ่นจึงตอบตกลงทันทีว่ายินยอมให้เปลี่ยนคณะได้
ดังนั้น สี่วันต่อมา จดหมายตอบรับเข้าศึกษาก็ถูกส่งมาถึงมือเจียงชิ่นในที่สุด
มันเป็นจดหมายตอบรับที่ทำจากกระดาษอาร์ตมันสีแดงเหมือนกับของฟู่เส้าตั๋ว เนื้อหาข้างในก็คล้ายคลึงกัน สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือชื่อและคณะ
เมื่อได้รับจดหมายตอบรับมาแล้ว บนนั้นระบุเวลาไปรายงานตัวไว้อย่างชัดเจน ซึ่งก็คือในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
การไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยจะต้องเดินทางกลับไปที่ปักกิ่ง และการจะกลับปักกิ่งก็ต้องนั่งรถไฟ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องให้ทางฟาร์มออกจดหมายแนะนำตัวให้
ในขณะเดียวกันก็ยังต้องดำเนินการเดินเรื่อง ย้ายแฟ้มประวัติของทั้งสองคนจากฟาร์มไปยังมหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วย เรื่องเอกสารของทั้งสองคน ฟู่เส้าตั๋วเป็นคนไปจัดการให้ทั้งหมด ความจริงแล้วตามระเบียบควรจะต้องให้เจ้าตัวไปดำเนินการด้วยตัวเอง แต่ฟู่เส้าตั๋วกับเจียงชิ่นเป็นถึงบุคคลมีชื่อเสียงโด่งดังในฟาร์ม ไม่มีใครไม่รู้จัก การเป็นตัวแทนไปดำเนินการให้จึงเป็นที่อนุโลมให้โดยปริยาย
ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังเดินเรื่องเอกสารอยู่นั้น คนที่สอบติดมหาวิทยาลัยภายในมณฑลต่างก็เดินเรื่องเอกสารของตัวเองเสร็จกันหมดแล้ว
พวกเขาได้รับจดหมายตอบรับเร็วกว่า การเดินเรื่องเอกสารก็ย่อมต้องเสร็จเร็วกว่าเป็นธรรมดา
พอจัดการเรื่องเอกสารเสร็จ คนเหล่านี้ก็ยังไม่รีบร้อนจากไป แต่เลือกที่จะอยู่ทำงานในฟาร์มเพื่อทำหน้าที่ในกะสุดท้ายของตัวเองให้ดีที่สุด
ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ในฟาร์มมาหลายปี ย่อมมีความผูกพันกับฟาร์มอย่างลึกซึ้ง
ประกอบกับสหายหลายคนก็เป็นทหารที่ปลดประจำการมาเป็นพลเรือน เมื่อก่อนก็เคยเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ความผูกพันจึงยิ่งลึกซึ้งเข้าไปอีก
ในช่วงเวลานี้ ทั่วทั้งฟาร์มจึงอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความอาลัยอาวรณ์จากการลาจาก
คนที่กำลังจะไปก็ขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าว นัดแนะรวมตัวกลุ่มคนที่สนิทชิดเชื้อกันมาสังสรรค์ เพื่อกล่าวคำอำลากันเป็นครั้งสุดท้าย
ส่วนคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับพวกเขาก็จะเป็นฝ่ายเสนอตัวจัดงานเลี้ยงส่งให้พวกเขาเช่นกัน
เหอชุนผิงเองก็จัดแจงเตรียมอาหารมื้อหนึ่ง ชวนเจียงชิ่นและอู๋ตานมากินข้าวด้วยกัน
อู๋ตานก็สอบติดมหาวิทยาลัยเหมือนกัน หล่อนสอบติดวิทยาลัยการแพทย์มณฑลเจียงซู
มณฑลเจียงซูเป็นบ้านเกิดของหล่อน อู๋ตานพิจารณาดูแล้วว่าอยากอยู่ใกล้บ้าน สุดท้ายหล่อนจึงเลือกที่นั่น
เหอชุนผิงเตรียมอาหารไว้เต็มโต๊ะ ไล่ให้จางเจี้ยนจวินกับลูกทั้งสองคนไปกินข้าวที่โรงอาหาร ห้ามมาเป็นก้างขวางคอขัดจังหวะพวกหล่อนสามคนคุยกัน
หล่อนให้คูปองอาหารไปอย่างเหลือเฟือ แถมยังมีคูปองเนื้ออีกสองใบ จางเจี้ยนจวินกับลูก ๆ จึงพากันเดินยิ้มร่าไปที่โรงอาหารอย่างมีความสุข บนโต๊ะอาหาร เหอชุนผิงเอ่ยขึ้นด้วยความเศร้าสร้อยว่า ต่อไปพวกเราสามคนก็ต้องแยกย้ายกันไปอยู่คนละที่แล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้เจอกันอีก
มณฑลเฮยหลงเจียง มณฑลเจียงซู แล้วก็ปักกิ่ง อยู่ห่างไกลกันเป็นพันลี้ มันไกลกันมากจริง ๆ
"เดี๋ยวพอปิดเทอม ฉันจะกลับมาเยี่ยมพวกเธอนะ" เจียงชิ่นบอก
"ฉันก็เหมือนกัน" อู๋ตานพูดเสริม
"ตั้งใจเรียนกันให้ดี ๆ ล่ะ ฉันจะรอคอยวันที่พวกเธอเรียนจบประสบความสำเร็จนะ" เหอชุนผิงพูดด้วยความคาดหวัง
อาหารมื้อนี้ กินไปกินมาจนตอนท้าย ทั้งสามคนต่างก็ตาแดงก่ำ กุมมือกันและพูดคุยกันอีกมากมาย
อู๋ตานดูเหมือนจะเศร้าที่สุด ในตอนท้ายหล่อนก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาอย่างหนัก
เจียงชิ่นสบตากับเหอชุนผิง ทั้งสองคนต่างก็มองออกว่าอู๋ตานมีอะไรผิดปกติ
อู๋ตานเป็นผู้หญิงจากดินแดนเจียงหนานที่มีความอ่อนโยนแต่ก็แฝงไปด้วยความเข้มแข็ง น้อยครั้งนักที่หล่อนจะแสดงมุมที่อ่อนแอแบบนี้ออกมา จะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ
"เป็นอะไรไป ? มีเรื่องอะไรหรือเปล่า ? " เจียงชิ่นเป็นคนชิงถามขึ้นก่อน
อู๋ตานปาดน้ำตา "ฉัน... ฉันแค่คิดว่าต่อไปถ้าต้องอยู่ห่างจากพวกเธอตั้งไกล คงไม่มีคนคอยรับฟังพูดคุยด้วย ต่อไปถ้าโดนรังแกหรือน้อยใจอะไร ฉันก็คงได้แต่เก็บความขมขื่นกลืนลงท้องไปคนเดียว"
อารมณ์ของหล่อนดูมีปัญหาอย่างเห็นได้ชัด เจียงชิ่นมองออกในทันที และเดาออกในทันทีเช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้น
"เธอได้ไปเรียนมหาวิทยาลัย หลัวเป่าหมินไม่พอใจงั้นเหรอ ? "
เพียงแค่เจียงชิ่นพูดประโยคเดียว อู๋ตานก็เงียบกริบไปทันที
เธอพูดแทงใจดำเข้าอย่างจัง หลัวเป่าหมินไม่พอใจที่อู๋ตานจะได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยจริง ๆ
คำพูดของหลัวเป่าหมินก็คือ เป็นผู้หญิงที่แต่งงานมีลูกแล้ว จะไปเรียนมหาวิทยาลัยหาพระแสงอะไร
ดูแลบ้านก็ไม่ได้ หาเงินก็ไม่ได้ ไม่รู้จักคิดถึงครอบครัวเลยสักนิด
เห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตัวเอง
ต่อให้อู๋ตานจะอธิบายว่า ขอแค่ทนลำบากช่วงสี่ปีที่เรียนอยู่ไปให้ได้ ต่อไปถ้าหล่อนถูกส่งไปทำงานเป็นหมอที่โรงพยาบาล ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวก็จะดีขึ้น หลัวเป่าหมินก็ยังไม่ยอมรับฟังอยู่ดี
บางทีเขาอาจจะเข้าใจเหตุผลพวกนั้นดี เพียงแต่คนที่เห็นแก่ตัวจริง ๆ ก็คือตัวเขาเองต่างหาก
อู๋ตานเล่าเรื่องความขัดแย้งของพวกเขาสองคนให้เหอชุนผิงกับเจียงชิ่นฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
พอฟังจบ เหอชุนผิงก็เดือดปุด ๆ ขึ้นมาทันที ถลกแขนเสื้อเตรียมจะบุกไปคิดบัญชีกับหลัวเป่าหมิน
เจียงชิ่นรีบห้ามหล่อนไว้ แล้วหันไปพูดกับอู๋ตานว่า "ไม่ว่าเขาจะพูดยังไง เธอก็ต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยให้ได้นะ นี่มันเป็นช่วงเวลาชี้ชะตาอนาคตของเธอเลยนะ ห้ามยอมอ่อนข้อให้เด็ดขาด เข้าใจไหม ? "
อู๋ตานปาดน้ำตา สะอื้นไห้พลางเอ่ยว่า "ฉันเข้าใจจ้ะ ฉันต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยให้ได้แน่นอน นั่นมันเป็นความใฝ่ฝันของฉันเลยนะ ยิ่งกว่านั้น ถ้าได้เรียนมหาวิทยาลัย ต่อไปก็จะได้มีงานทำที่ดีขึ้น จะได้ทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย พวกเธอว่า หลัวเป่าหมินทำไมเขาถึงไม่เข้าใจล่ะ ? "
เหอชุนผิงตะเบ็งเสียงดัง "ทำไมจะไม่เข้าใจล่ะ ก็แค่รำคาญที่พอเธอไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว จะไม่มีคนคอยเลี้ยงลูก ไม่มีคนคอยทำงานบ้านให้น่ะสิ ตัวเองก็เอาแต่คิดอยากจะสบาย ทำไมไม่หัดคิดบ้างล่ะว่าการได้เรียนมหาวิทยาลัยมันสำคัญกับเธอขนาดไหน ! "
เจียงชิ่นเม้มริมฝีปาก ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
สิ่งที่เหอชุนผิงพูดมาก็มีเหตุผล แต่นั่นมันก็แค่เหตุผลตื้น ๆ ที่มองเห็นได้จากภายนอกเท่านั้น
เหตุผลที่ลึกลงไปกว่านั้น ก็หนีไม่พ้นความอิจฉาริษยาและความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ภายในใจของหลัวเป่าหมินนั่นเอง ใจหนึ่งก็อิจฉาริษยาที่อู๋ตานได้ไปเรียนมหาวิทยาลัย อีกใจหนึ่งก็หวาดกลัวว่าพอหล่อนไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ แล้วจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หรือถึงขั้นถูกทอดทิ้ง
เจียงชิ่นเชื่อว่า ลึก ๆ ในใจของอู๋ตานก็คงจะรับรู้ได้ถึงเรื่องพวกนี้เช่นกัน
เธอไปบิดผ้าขนหนูชุบน้ำหมาด ๆ แล้วเอามาช่วยประคบลงบนดวงตาของอู๋ตาน
"ประคบสักหน่อยจะได้รู้สึกดีขึ้น ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้เช้าตาจะบวมเอานะ"
รู้ดีว่าเจียงชิ่นทำไปก็เพื่อความหวังดี ไม่อยากให้หล่อนต้องกลับไปเผชิญหน้ากับหลัวเป่าหมินด้วยสภาพตาบวมเป่งในตอนกลางคืน และเพื่อเป็นการรักษาน้ำใจ เจียงชิ่นจึงเลือกที่จะใช้คำพูดอ้อม ๆ ไม่พูดแทงใจดำตรง ๆ อู๋ตานรู้สึกขอบคุณเธอจากใจจริง
อู๋ตานรับผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นจัดมาประคบไว้บนดวงตา
กินข้าวกันเสร็จ ก็ปาเข้าไปเกือบจะสองทุ่มแล้ว
จางเจี้ยนจวินกับลูก ๆ กลับมาแล้ว ความจริงจางเจี้ยนจวินกับจางเผิงยังพอจะอยู่ข้างนอกต่อได้อีกสักชั่วโมง
เพียงแต่จางถิงทนไม่ไหวแล้ว หล่อนง่วงจนสัปหงกหัวผงก ๆ ใกล้จะหลับเต็มทีแล้ว